ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 21
อวี๋หว่านอินไม่รอคำตอบ เอาแต่แทะเมล็ดแตงอย่างสบายอารมณ์ แถมยังถามเขาด้วยว่ากินด้วยกันไหม
ได้ยินเขาพูดว่า “ดี”
อวี๋หว่านอิน “ดีอะไร?”
เซี่ยโหวตั้นหัวเราะแต่ไม่ได้ตอบอะไรอีก
องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ข้างประตู แนบหูกับแผ่นไม้ กระซิบบอกว่า “มีคนมา”
คนในหอคณิกาย้อนกลับมาเร็วขนาดนี้เลยหรือ? คนทั้งหมดในห้องรีบกลับมานั่งประจำที่เดิม ประสานมือสองข้างไพล่หลัง ทำให้ดูว่ายังถูกมัดเอาไว้เหมือนเดิม
อวี๋หว่านอินกัดฟันถามเขา “แล้วคนที่ออกไปสองคน จะทำ ยังไง?”
เซี่ยโหวตั้นยังไม่ทันตอบ ประตูก็ถูกผลักเปิดออกเสียก่อน
สิ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ก็คือ คนที่เข้ามาไม่ใช่คนกลุ่มเดิม แต่เป็นชายวัยกลางคนที่ถือไม้กวาด และมีผ้าเช็ดโต๊ะพาดไหล่ผืนหนึ่ง เขามองกลุ่มคนที่อยู่ในห้องด้วยสีหน้าเฉยเมย จากนั้นก็ก้มหน้าเก็บเปลือกผลไม้และเศษเมล็ดแตงอย่างไม่สนใจว่าเหตุใดจึงมีคนถูกมัดมืออยู่ในห้อง
อวี๋หว่านอินที่เพิ่งโล่งใจพลันเกิดความเครียด เธอกระตุก ชายเสื้อของเซี่ยโหวตั้นเบาๆ ใช้สายตาสื่อว่า ‘เป็นเขา!’
“…” เซี่ยโหวตั้น
อวี๋หว่านอินพยายามขยิบตาให้ “คนนี้คือเป่ยโจว!”
มีแต่คนที่เป็นทาสบริษัทด้วยกันเท่านั้นถึงจะมองออกว่าใครเป็นพวกเดียวกัน ชายที่เข้ามาทำความสะอาดคนนี้มีดวงตาที่ผิดแผก แวบเดียวก่อนที่เขาจะดึงสายตากลับก็เผยให้เห็นแววตาที่แท้จริงอย่างไม่ตั้งใจ นั่นเป็นแววตาในแบบของหมาป่า
เป่ยโจวซ่อนตัวอยู่ในหอคณิกาโดยการปลอมตัวเป็นชาย วัยกลางคนนี่เอง
เซี่ยโหวตั้นเองก็มีความคิดเช่นนี้ เขาลังเลเล็กน้อยก่อนตะโกนว่า “นี่”
ชายวัยกลางคนยังคงเช็ดโต๊ะ ไม่สนใจเสียงเรียก
เซี่ยโหวตั้นพูดเสียงดังขึ้นอีกระดับ “พี่ชายท่านนี้ ข้ารู้สึกว่าเจ้าหน้าตาคุ้นๆ”
ชายวัยกลางคนหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นมอง
เซี่ยโหวตั้นพูดต่อ “ได้เจอกันก็ถือว่ามีวาสนา ในเมื่อได้เจอกันแล้ว พวกเราก็ใช้ใบหน้าที่แท้จริงมาคุยกันดีหรือไม่?”
ทันทีที่เขาพูดจบ ชายวัยกลางคนก็หน้าเปลี่ยนสี เขายืนนิ่งอยู่กับที่ จ้องเซี่ยโหวตั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ทั้งคู่ประสานสายตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะทิ้งผ้าเช็ดโต๊ะแล้วเดินตรงมา
อวี๋หว่านอินเห็นสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความระแวง เหมือนมีความเป็นศัตรูแฝงอยู่ จึงพยายามยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ “อย่าเข้าใจผิด พวกเราเป็นคนกันเอง”
เธอใช้หัวไหล่กระทุ้งเซี่ยโหวตั้น เซี่ยโหวตั้นจึงยกมือดึงหน้ากากหนังมนุษย์ออก “ข้าคือ…”
พริบตานั้นพลันมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
การเคลื่อนไหวของเซี่ยโหวตั้นทำให้ชายวัยกลางคนพบว่าเขาไม่ได้ถูกมัดมือ แววตาสงสัยจึงแปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย
อวี๋หว่านอินตกตะลึงกับไอสังหารในดวงตาของชายผู้นั้น ก่อนจะเห็นเขาแทงมีดที่ไม่รู้ได้มาจากไหนใส่เซี่ยโหวตั้น!
“ระวัง!” อวี๋หว่านอินกรีดร้อง
เสียงประตูห้องพังดังสนั่น อวี๋หว่านอินยื่นมือไปผลักร่าง เซี่ยโหวตั้น องครักษ์ที่อยู่ซ้ายขวากระโดดเข้ามาขวางอยู่ตรงหน้า เซี่ยโหวตั้น
ทว่าพริบตานั้นเองก็เหมือนมีพลังบางอย่างผลักชายวัยกลางคนให้กระเด็นออกไปอย่างแรง ส่งเขาลงไปนอนหงายหลังแน่นิ่งอยู่บนพื้น
อวี๋หว่านอินยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอก้มลงมอง เห็นกริชเล่มเล็กปักบนคอของเขา กริชปักเข้าไปลึกมากจนแทบจะทะลุไปอีกด้านหนึ่ง
องครักษ์ที่ยืนปกป้องเซี่ยโหวตั้นหันไปมองหน้าประตูเป็นตาเดียว
ตรงประตูมีรูโหว่ใหญ่รูหนึ่ง
ทุกคนได้แต่มองอย่างอกสั่นขวัญหาย กริชเล่มนี้ถูกขว้างมาจากด้านนอก ทะลุประตูไม้เข้ามาโดยที่ยังมีแรงมากพอจะปักทะลุ ลำคอของชายคนนี้ได้อย่างแม่นยำราวกับมีตาทิพย์
ต้องมีกำลังภายในระดับไหนกัน!
ในตอนนั้นเองก็มีคนผลักประตูเข้ามาด้านใน ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ คนที่อยู่ในห้องและนอกห้องได้แต่ยืนจ้องตากันนิ่งๆ
คนที่ยืนอยู่นอกห้องก็คือมามาที่มีไฝเม็ดใหญ่เหนือริมฝีปาก รูปร่างอวบอิ่ม
“…” ทุกคนในห้อง
มามาคนนั้นจ้องเซี่ยโหวตั้นก่อนจะกล่าวเสียงสั่นเครือ “เจ้า…”
เสียงที่หลุดออกมาจากปากเป็นเสียงบุรุษ
อวี๋หว่านอินหันกลับไปมอง เห็นเซี่ยโหวตั้นถอดหน้ากากออกแล้ว เธอหันไปมองมามาอย่างคาดไม่ถึง มีความคิดที่น่าเหลือเชื่อ เกิดขึ้นในหัว
“เจ้า…”
มามาถาม “ตั้นเอ๋อร์?”
อวี๋หว่านอินถาม “เป่ยโจว?”
เป่ยโจวยกมือแกะไฝเม็ดโตทิ้ง มีเสียงกระดูกลั่นกร๊อบๆ อยู่ ครู่หนึ่ง จากนั้นร่างกายของเขาก็สูงใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พริบตาเดียวกลายเป็นรูปร่างของบุรุษที่กำยำล่ำสัน
อวี๋หว่านอินเคยอ่านนิยายที่ตัวละครใช้ ‘วิชาหดกระดูก’ อยู่หลายเรื่อง แต่พอได้เห็นกับตาก็ยังตกตะลึงอยู่ดี เธอตกใจกับสิ่งที่เห็นจนสมองแทบจะหยุดทำงาน “เจ้า… เจ้า… เจ้าก็คือเป่ยโจว?”
เป่ยโจวถาม “เหตุใดตั้นเอ๋อร์จึงรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่?”
อวี๋หว่านอินมองร่างไร้วิญญาณบนพื้น “เขาเป็นใคร ทำไมคิดจะฆ่าพวกเรา”
เป่ยโจวแย้งขึ้น “ไม่สิ ทำไมพวกเจ้าถึงได้รู้ว่าในโลกนี้ยังมีข้าคนนี้อยู่ด้วย”
เซี่ยโหวตั้นตอบ “พอก่อน ให้โอกาสถามทีละคน!”
หลังจากนั้น คนทั้งหลายก็นั่งล้อมวงกันรอบโต๊ะ
เซี่ยโหวตั้นพูดขึ้น “ข้าขอตอบคำถามของน้าเป่ยก่อน” เขาเป็นคนรู้จักวางตัว พอเห็นฝีมือของเป่ยโจวก็รีบนับญาติด้วยทันที “ที่ข้า รู้จักน้าเป่ยก็เพราะจดหมายที่เสด็จแม่ทิ้งไว้ ในนั้นเขียนถึงท่าน” เซี่ยโหวตั้นอ้างเช่นนี้
สีหน้าของเป่ยโจวมีแววเศร้าหมอง “หนานเอ๋อร์เขียนถึงข้าว่าอย่างไรบ้าง?”
“…” เซี่ยโหวตั้น
สมองของอวี๋หว่านอินมีคำพูดไพเราะที่จะสร้างความ ประทับใจผุดขึ้นมาหลายร้อยคำ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘สุดท้ายได้พานพบ, แม้ไม่ใช่ญาติ หากผูกจิตคิดดังญาติ’ บลาๆ เธอรีบส่งสายตาให้ เซี่ยโหวตั้น คิดจะบอกคำตอบเหล่านี้ให้เขา ถึงมันจะไม่ประทับใจนักแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
เซี่ยโหวตั้นพยักหน้ารับอย่างรู้ใจแล้วเอ่ยว่า “เสด็จแม่บอกว่า ถ้าหากพบเจออันตรายก็ให้มาพึ่งท่านน้า”
“…” อวี๋หว่านอิน
นี่มันคำพูดอะไรของคุณ! ทำไมถึงไม่พูดไปเลยว่า ‘เป่ยโจว ผมขอใช้งานคุณหน่อยนะ!’
ขอบตาของเป่ยโจวแดงก่ำ “นางยังจำข้าได้”
“…” อวี๋หว่านอิน
เซี่ยโหวตั้นตอบ “ดังนั้นหลังจากขึ้นครองราชย์ ข้าก็ส่งคนไปตามหาท่านทั่วทุกสารทิศ ใช้เวลาอยู่นานหลายปีกว่าจะรู้เบาะแสของท่านเมื่อไม่นานมานี้ วันนี้ข้าจึงลองเสี่ยงดวงมาที่นี่ เผื่อจะโชคดี”
เมื่อเห็นว่าเจาะเกราะป้องกันตัวของอีกฝ่ายได้แล้วก็รีบดึงประเด็นใหม่เข้ามาพูดคุยแทน “น้าเป่ย คนบนพื้นเป็นใคร?”
เป่ยโจวตอบ “เขาทำงานที่นี่มาสองปี ข้าเพิ่งสงสัยเขาเมื่อ ไม่กี่วันนี้เองก็เลยไปค้นห้อง เจอเจ้านี่”
เขาส่งจดหมายปึกหนึ่งให้เซี่ยโหวตั้น
อวี๋หว่านอินชะโงกหน้ามาดู เห็นตัวหนังสือประหลาดมีหัวกลมๆ ดูคล้ายหัวแมลงวัน ไม่ใช่ตัวอักษรจีน แต่ไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร
เป่ยโจวเล่าต่อ “คนผู้นี้เป็นสายลับของแคว้นเยี่ยน ได้รับคำสั่งให้มาสร้างความวุ่นวายให้กับแคว้นเรา เขาตั้งใจจะลอบสังหาร เชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงโดยเฉพาะ หลังจากข้าเจอจดหมายนี้แล้วก็จับตาดูเขาอย่างลับๆ มาหลายวัน พอพวกเจ้ามาถามถึงชายที่ทำงานในนี้ ข้าจึงคิดว่าพวกเจ้ามาหาเขาเลยจับตัวเอาไว้ก่อนจะได้เค้นถามความจริง… จนเมื่อครู่เขาคิดจะฆ่าพวกเจ้า ข้าถึงรู้ว่าผิดปกติ”
เซี่ยโหวตั้นเข้าใจแล้ว “ที่เขาคิดจะลงมือฆ่าก็เพราะพวกเราพูดจากำกวม คงนึกว่าจะมาเปิดโปงเขาสินะ”
อวี๋หว่านอินนึกขึ้นได้ว่าในนิยายก็มีสายลับแคว้นอื่นแฝงตัวเข้ามาแบบนี้เหมือนกัน แต่สุดท้ายสายลับทำงานไม่สำเร็จ ถูกตวนอ๋อง ล่อหลอกให้ไปลอบสังหารขุนนางคนสำคัญฝ่ายไทเฮาอยู่คนหนึ่ง จึงกลายเป็นว่าทำงานให้ตวนอ๋องไปโดยปริยาย พอถูกจับได้ก็ถูก บทลงโทษ ‘ห้าม้าแยกร่าง’ มีจุดจบที่น่าอนาถมาก
เป่ยโจวเอ่ย “หลายปีมานี้แคว้นเยี่ยนทำตัวเจ้าเล่ห์ ดูท่าคงจะยากจนข้นแค้นจนไม่รู้จะทำอะไรแล้ว เจ้าต้องระวังตัวด้วย ฆ่าตายไปคนหนึ่ง ก็ไม่แน่ว่ายังมีคนอื่นซ่อนตัวอยู่อีกหรือไม่”
เซี่ยโหวตั้นตอบ “ยังดีที่วันนี้ได้น้าเป่ยให้ความช่วยเหลือ ข้าไม่ขอปิดบัง ในวังตอนนี้มีอันตรายรอบด้าน…” เขาพูดแล้วก็แสร้ง ถอนใจอย่างคนหนักอก
เป่ยโจวรีบอาสา “ความจริงที่ข้ากลับเมืองหลวงก็เพราะคิดจะคุ้มครองความปลอดภัยให้เจ้า แต่ก็กลัวว่าเจ้าจะไม่ต้องการ วางใจเถอะ ลูกของหนานเอ๋อร์ก็เหมือนลูกของข้า”
“…” อวี๋หว่านอิน
พี่ชาย คำพูดของพี่นี่หาเรื่องใส่ตัวเกินไปหน่อยไหม?