ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 22
เป่ยโจวเป็นคนทำอะไรรวดเร็ว
พูดปุ๊บทำปั๊บ เขาหดกระดูก ติดไฝเม็ดใหญ่กลายร่างกลับไปเป็นมามา แล้วเดินออกจากห้องไปเพื่อกล่าวลาคนอื่นๆ ระหว่างที่เขาเร้นกายอยู่ในหอคณิกาได้ให้การดูแลหญิงสาวที่ชะตารันทดมากมาย จึงมีสายสัมพันธ์อันดีกับพวกนาง เมื่อบอกว่าจะไป หญิงสาวทั้งหลายก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ท่านแม่”
หญิงคณิกาที่วางยาอวี๋หว่านอินน่าจะเป็นคนที่เป่ยโจวไว้ใจมากที่สุดคนหนึ่ง หรือไม่ก็อาจเป็นคนรู้ใจของเขา นางร้องไห้กระซิกๆ “ท่านแม่จะไปไหน พาข้าไปด้วยได้หรือไม่”
เป่ยโจวนิ่วหน้า เขาเข้าวังเพื่อให้การคุ้มครองเซี่ยโหวตั้น พาใครไปด้วยไม่ได้ทั้งนั้น
เซี่ยโหวตั้นกระซิบแก้ปัญหาให้เป่ยโจว “ข้ากลับไปแล้วจะสั่งให้คนมาไถ่ตัวพวกนาง แล้วส่งไปอยู่ในที่ปลอดภัย”
เป่ยโจวซาบซึ้งใจนัก “เจ้าเหมือนหนานเอ๋อร์ เป็นคนมีเมตตาเหมือนกันไม่ผิด”
ทุกคนออกจากหอคณิกา เซี่ยโหวตั้นสวมหน้ากากหนังมนุษย์ดังเดิม เป่ยโจวก็จัดการล้างหน้าแล้วแต่งกายด้วยชุดบุรุษ ลอบแฝงตัวปะปนอยู่ในกลุ่มองครักษ์ จะว่าไปแล้วหน้าตาที่แท้จริงของเขาก็ดูดีมีสง่าราศี มีความเป็นจอมยุทธ์อย่างเต็มเปี่ยม
อวี๋หว่านอินเอ่ยชม “น้าเป่ยรูปงามจริงๆ”
เป่ยโจวตอบ “แต่เสียดายที่ข้าชอบแต่งเป็นสตรีมากกว่า”
“…” เซี่ยโหวตั้น
“…” อวี๋หว่านอิน
สิ่งที่เป่ยโจวพูดเมื่อครู่น่าตกใจมาก อวี๋หว่านอินแอบมอง เป่ยโจวอย่างไม่แน่ใจ คนคนนี้ไม่ได้ถูกกำหนดบทบาทให้แอบรักแม่ของเซี่ยโหวตั้นหรอกหรือ? หรือว่าพอนางในดวงใจเข้าวังหลวงก็เจ็บช้ำน้ำใจอย่างหนัก ระหว่างท่องยุทธภพต้องการฝึกสุดยอดเคล็ดวิชา จึงได้ตัด…
อวี๋หว่านอินตัวเย็นวาบ เธอได้แต่คิดเพ้อเจ้อไปเรื่อย แต่ เซี่ยโหวตั้นกลับถามขึ้นมาตรงๆ “น้าเป่ย ความผูกพันระหว่างท่านกับมารดาข้าเป็นมาอย่างไร พอจะเล่าให้พวกเราฟังได้หรือไม่?”
เป่ยโจวตอบ “หนานเอ๋อร์เป็นเพียงคนเดียวในโลกที่เข้าใจข้า นางไม่เคยรังเกียจข้า ซ้ำยังเห็นข้าเป็นเหมือนพี่น้องอีกด้วย”
“…” เซี่ยโหวตั้น
“…” อวี๋หว่านอิน
เป่ยโจวเล่าต่อ “แต่เสียดายที่นางจากไปตั้งแต่ยังสาว ทิ้งให้เจ้าอยู่เพียงลำพัง” เขามองเซี่ยโหวตั้นด้วยสีหน้าสงสาร “เอาเถอะ ถึงหนานเอ๋อร์จะจากไปแล้ว แต่น้าเป่ยจะเป็นแม่ให้เจ้าเอง”
“…” เซี่ยโหวตั้นรีบตอบกลับ “ขอบคุณท่านน้า!”
พอกลับมาถึงวังหลวง
เป่ยโจวถามด้วยความแปลกใจ “จะให้ข้าอยู่ที่ตำหนักกุ้ยเฟยหรือ?”
เซี่ยโหวตั้น “ถูกต้อง ข้าเกรงว่าในตำหนักใหญ่จะมีสายของ คนอื่นแฝงตัวอยู่ แต่ตำหนักกุ้ยเฟยมีคนไม่มาก พวกเราจะได้พูดคุยกันได้สะดวก”
เป่ยโจวเดินตามอยู่ด้านหลัง พร้อมกับสังเกตองครักษ์เงาที่วางกำลังอยู่รอบตำหนักกุ้ยเฟยอย่างหนาแน่นแล้วถึงกับหัวเราะ “คิดไม่ถึงว่าข่าวลือที่ได้ยินข้างนอกจะเป็นจริงอยู่บ้างเหมือนกัน”
อวี๋หว่านอินสงสัย “เอ๋?”
เป่ยโจวมองอวี๋หว่านอินอย่างเพ่งพินิจ “ตั้นเอ๋อร์ให้ความสำคัญกับกุ้ยเฟยจริงๆ”
“…” อวี๋หว่านอิน
คุณเข้าใจผิดแล้ว เขาต้องการแค่สิ่งที่อยู่ในหัวฉันเท่านั้นแหละ!
เดี๋ยวก่อน หมายความว่าชื่อเสียง ‘พระสนมปีศาจ’ ของเธอคงจะลือกันไปไกลแล้วสินะ?
อวี๋หว่านอินยิ้มแห้ง ก้มหน้าทำท่าทางเอียงอายแล้วหลบอยู่ข้างหลังเซี่ยโหวตั้น แต่คิดไม่ถึงว่าเซี่ยโหวตั้นจะเข้าถึงบทบาทมากกว่าเธอ เขาเป็นฝ่ายจูงมือเธอไว้แล้วพูดกับเป่ยโจวอย่างจริงจัง
“น้าเป่ยดูออกก็ดีแล้ว พวกเราจะได้ไม่ต้องปิดบัง ขอให้ น้าเป่ยปกป้องนางเหมือนอย่างที่ปกป้องข้าได้หรือไม่?”
“…” อวี๋หว่านอิน
ไม่จำเป็นต้องแสดงให้สมบทบาทเกินไปก็ได้นี่
เป่ยโจวมองซ้ายมองขวา ก่อนยิ้มหวานให้ราวกับผู้ใหญ่ยิ้มให้เด็ก “วางใจเถอะ”
ความกระอักกระอ่วนใจของอวี๋หว่านอินยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงกลางดึก
คืนนี้เป่ยโจวลอบเข้าจวนตระกูลเว่ยเพื่อตามหาสมุดบันทึกของซวีเหยา เซี่ยโหวตั้นถามเขาว่าต้องการคนช่วยหรือไม่ เขาโบกมือพลางเอ่ยว่า “พาคนไปมากก็วุ่นวายเปล่าๆ ไม่ต้องหรอก” คำพูดประโยคนี้เผยให้เห็นความหยิ่งผยองของยอดฝีมืออันดับต้นๆ
ดังนั้นเซี่ยโหวตั้นและอวี๋หว่านอินจึงรอฟังข่าวอยู่ที่ตำหนักกุ้ยเฟย หลังจากกินอาหารเย็นอิ่มหนำสำราญแล้วก็รอกินอาหารว่างรอบดึก ทว่ากินอิ่มแล้วเป่ยโจวก็ยังไม่กลับ อวี๋หว่านอินเริ่มนั่งไม่ติด เซี่ยโหวตั้นที่นั่งจิบสุราอย่างเยือกเย็นอยู่ข้างๆ เปรยว่า “จวนตระกูลเว่ยมีสายตามากมายคอยจับจ้องอยู่ ต้องรอให้ทุกฝ่ายคลายความระแวดระวังลงเขาถึงจะเข้าไปได้ จะต้องบุกเข้าไปตอนดึกแน่”
อวี๋หว่านอินแย้ง “เหตุผลนี้ฉันก็รู้ แต่ว่าพวกเราข้ามมิติมา ทำให้เหตุการณ์หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ฉันไม่มั่นใจเอาเสียเลย”
เดิมทีซวีเหยาไม่ควรตาย เป่ยโจวเองตามเนื้อเรื่องก็มีชีวิตยืนยาว แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ
เซี่ยโหวตั้นกล่าว “วางใจเถอะ อย่างมากก็แค่ตาย”
อวี๋หว่านอินประชด “ขอบคุณ เป็นคำปลอบใจที่ดีมาก”
เซี่ยโหวตั้นก้มหน้าหัวเราะในลำคอ ใบหน้าของเขามีเลือด สูบฉีดมากกว่าปกติ ดูไม่ซีดขาวมากนัก อวี๋หว่านอินมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนพบว่ามีความรู้สึกแปลกประหลาดผุดขึ้นมา
คนงามใต้แสงไฟแม้จะงามเพียงสามส่วนก็สามารถมองให้งามเป็นสิบส่วนได้ นับประสาอะไรกับคนที่รูปงามบาดตาบาดใจเช่นเขา บางทีอาจเป็นเพราะสุราที่ดื่มไปเมื่อครู่ บางทีอาจเป็นความคิด บางอย่างที่เกิดขึ้นฉับพลัน หรือบางทีอาจเพราะปฏิกิริยาตอบสนอง ที่มากเกินไปของเป่ยโจวเมื่อตอนเช้า ทำให้อวี๋หว่านอินรู้สึกว่า เซี่ยโหวตั้นน่ามองกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบคนหน้าตาดี แค่ไม่กล้าชอบ! ต่อหน้าความเป็นความตาย ไม่ว่าจะสวยงามหรือขี้เหร่ก็ไม่ แตกต่าง
อย่างเช่นตวนอ๋อง เขาหน้าตาดี แต่พออวี๋หว่านอินเห็นหน้าเขาก็รู้สึกเหมือนเห็นเห็ดพิษที่มีสีสันสดใส ไม่กล้าแม้แต่จะมอง ที่ประหลาดก็คือ กลายเป็นตัวร้ายอย่างเซี่ยโหวตั้นที่ทำให้สัตว์กินพืชอย่างเธอลดความระวังตัวลงเรื่อยๆ จนแทบไม่กล้าพึ่งพาสัญชาตญาณในตัวอีกต่อไป
ไม่ได้! ความรักเป็นสิ่งต้องห้าม! คนที่มีความรักอยู่ในนิยายประเภทนี้เท่ากับรนหาที่ตาย!
อวี๋หว่านอินสะบัดหน้าแรงๆ
เซี่ยโหวตั้นที่เริ่มเมามายคล้ายรับรู้ถึงความคิดเธอ ดวงตา ดำสนิทคู่นั้นจ้องมองมา
อวี๋หว่านอินหลบตาอย่างร้อนตัว
เซี่ยโหวตั้นกะพริบตาปริบๆ แสร้งเท้าคางถามไปตามบทบาทฮ่องเต้ “พระสนม แอบมองข้าอยู่หรือ?”
อวี๋หว่านอินลุกพรวดขึ้นทันที “ฉันจะไปล้างหน้าเข้านอนแล้ว!”
เซี่ยโหวตั้นยังคงเท้าคางถามเสียงยานคาง “ไปด้วยกันดีไหม จะได้มองได้ชัดกว่านี้”
อวี๋หว่านอินตัวแข็ง หันหน้าเดินหนีไปด้วยฝีเท้าที่ไม่มั่นคงนัก
เซี่ยโหวตั้นหัวเราะเสียงดัง ยกมือโบกให้เธอ “ไปเถอะๆ”
แม้อวี๋หว่านอินจะเดินลับหายไปจากสายตาแล้ว แต่ เซี่ยโหวตั้นก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม
เขาถือจอกสุราจิบอึกเล็กๆ รอยยิ้มเมื่อครู่ค่อยๆ เลือนหายไป พอไม่มีคนร่วมดื่ม ห้องที่กว้างใหญ่กลับดูว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด มีไอเย็นแผ่กระจายออกมาจากช่องเล็กๆ บนพื้นห้อง
ทันใดนั้นร่างร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เดินมาคุกเข่าอยู่ด้านหลังอย่างเงียบงัน
เซี่ยโหวตั้นไม่ได้หันกลับไปมอง แต่วางจอกสุรา “มีข่าวของ ท่านไป๋หรือไม่?”
อีกฝ่ายประคองจดหมายขึ้น “เชิญฝ่าบาททอดพระเนตร”
ถ้าหากอวี๋หว่านอินยังอยู่ จะพบว่าองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่ตรงนี้ มิใช่คนที่พวกเธอช่วยกันเลือกมาจากรายชื่อองครักษ์ในวังหลวง แต่เป็นคนที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
เซี่ยโหวตั้นแกะจดหมาย มียาเม็ดกลมๆ ที่อยู่ในไขขี้ผึ้งตกลงมาหลายเม็ด เขาพลันชะงัก สะบัดกระดาษออกมาอ่านอย่างหงุดหงิด “เขายังไม่เลิกล้มความตั้งใจอีกหรือ?”
องครักษ์เงามิได้ตอบคำถามนี้
เซี่ยโหวตั้นแหย่กระดาษไปในเปลวไฟจากเทียนไขแล้วริน น้ำชา แกะยาเม็ดออกมากินเม็ดหนึ่ง ออกคำสั่งต่อไปว่า “บอกเขาว่าสถานการณ์ในวังหลวงยังคงปกติ ให้ดำเนินการต่อได้