ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 4
หม่าชุนชุนเริ่มสวมบทบาทเป็นเซี่ยหย่งเอ๋อร์
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ดูไม่สะดุดตาแล้วแต่งหน้าอย่างประณีต เธอใช้ความทรงจำที่มีต่อนิยายเรื่อง ‘บูรพาผันราตรีให้คลี่แย้ม’ เดินไปตามเส้นทางในเขตพระราชฐานชั้นใน จนกระทั่งเดินมาถึงที่ตั้งของตำหนักเย็น นางจึงเฝ้ารอตวนอ๋องอยู่บริเวณนั้น
เธอรู้ว่าอีกไม่นาน ตวนอ๋องจะต้องมาที่นี่เพื่อฟังรายงานจากสายลับที่แฝงตัวอยู่ในวัง
ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจริงๆ เซี่ยหย่งเอ๋อร์หันหลังไปมอง เห็นท่านอ๋องที่ยังหนุ่มแน่น สวมชุดสีขาวปักลายมังกรสี่เล็บ รวบผมด้วยกวานสีทองคาดเข็มขัดหยก เดินตรงมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน
เมื่อพบกับเซี่ยหย่งเอ๋อร์อย่างไม่คาดฝัน ตวนอ๋องก็ไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจแต่อย่างใด บอกเพียงว่าหลงทาง แล้วเดินมาถามทางกับเธออย่างเปิดเผย เซี่ยหย่งเอ๋อร์มองตอบอย่างเอียงอาย เธอเห็นความตกตะลึงที่ปรากฏในแววตาของเขา
เธอไม่ได้เปิดเผยฐานะของตน บอกเพียงว่า “หม่อมฉันจะนำทางให้”
ทั้งคู่เดินเคียงข้าง พูดคุยกันอย่างออกรส จนกระทั่งเข้าใกล้ จุดหมายปลายทาง เธอจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เอ่ยขึ้นว่า “หม่อมฉันไม่สะดวกจะส่งท่านอ๋องต่อ ขอท่านอ๋องเดินดีๆ”
ตวนอ๋องตะลึงก่อนถาม “เจ้าเป็นใคร?”
คราวนี้เซี่ยหย่งเอ๋อร์จึงค่อยแสดงตัวตามแผน “หม่อมฉันเป็นนางสนมในวังเพคะ”
มีความผิดหวังฉายในแววตาของตวนอ๋อง “ข้านึกว่าเจ้าเป็นนางกำนัล…”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังที่จากไปอย่างอ้อยส้อย แล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ตอนจบถูกกำหนดไว้แล้ว!
วันรุ่งขึ้น เซี่ยหย่งเอ๋อร์ต้องเข้าร่วมงานเลี้ยง
เธอนั่งในตำแหน่งที่ถูกเตรียมเอาไว้พร้อมกับสนมคนอื่นๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองฮ่องเต้ทรราชที่เคยได้ยินแต่ชื่อ
เซี่ยโหวตั้นเท้าศอกลงบนโต๊ะด้านข้าง นั่งเอนร่างไปด้านหนึ่งอย่างเกียจคร้าน เส้นผมยาวไม่ได้ถูกรวบด้วยกวานหยกแต่ปล่อยสยายกลางแผ่นหลัง ทำให้รูปโฉมของเขายิ่งงดงามเย้ายวนราวกับปีศาจร้าย ถ้าไม่รู้ว่าภายใต้รูปโฉมที่งดงามนี้คือฮ่องเต้ทรราช เกรงว่าเธอคงจะตกบ่วงเสน่ห์ของอีกฝ่ายไปแล้ว
สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ข้างกายของฮ่องเต้มีร่างบอบบางที่คอยรับใช้อย่างใกล้ชิดอยู่ด้วยคนหนึ่ง!
อวี๋หว่านอินถูกแต่งตั้งเป็นสนมขั้น ‘เฟย’ แม้แต่เครื่องแต่งกายก็ปรับเปลี่ยนใหม่ให้ดูหรูหรายิ่งขึ้น ปักปิ่นทับทิมที่มีพู่ทองคำระย้าบนเรือนผม เดิมนางเอกก็มีใบหน้าสะสวยอยู่แล้ว ยิ่งแต่งหน้าเข้มยิ่งงดงามเกินต้าน นางกำลังกระซิบกระซาบอยู่กับเซี่ยโหวตั้น กิริยาละม้ายคล้ายปีศาจจำแลงที่กำลังยั่วยวนบุรุษ
เซี่ยหย่งเอ๋อร์คิดอย่างแปลกใจ หรือว่าการมาถึงของตนจะทำให้เนื้อหาในนิยายเปลี่ยนจริงๆ? อวี๋หว่านอินไม่ได้ยั่วโทสะฮ่องเต้ จึงไม่ถูกส่งเข้าตำหนักเย็น แต่กลับถูกแต่งตั้งเป็นพระสนมขั้นเฟยแทน
แน่นอนว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่สนใจตำแหน่ง ‘เฟย’ ที่อาจอยู่เพียงระยะสั้นๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครจะได้ยืนหัวเราะเป็นคนสุดท้าย เมื่อคิดถึงตรงนี้เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก็ยิ่งไม่ทำตัวสะดุดตา เอาแต่ก้มหน้างุดๆ อยู่ท่ามกลางผู้คนเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ
แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด พองานเลี้ยงเริ่มไปได้สักพัก เธอกลับได้ยินอวี๋หว่านอินหยอกเย้ากับฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียง อ่อนหวานว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้บรรยากาศกำลังครึกครื้น ไม่สู้ให้พี่สาวน้องสาวทั้งหลายแสดงความสามารถกันสักหน่อยเล่าเพคะ”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์รู้ดีว่าอวี๋หว่านอินเตรียมการร่ายรำเอาไว้ ก่อนหน้า จึงคิดจะใช้โอกาสนี้ทำตัวให้เป็นที่สนใจ เธอหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ฮ่องเต้ทรราชก็ไม่รู้ว่าถูกยาเสน่ห์อะไรถึงได้เห็นดีเห็นงามไปด้วย เขาตบมือพูดว่า “ความคิดดี ถ้าใครแสดงไม่ดีก็ลากไปตัดหัว!”
สนมนางในทั้งหลายถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
เซี่ยหย่งเอ๋อร์มองตัวร้ายที่กุมความเป็นความตายของคนอื่นเอาไว้ด้วยสายตาเย็นชา โดยที่ไม่รู้ว่าตัวร้ายทั้งสองกำลังสื่อสารกันทางสายตา
เซี่ยโหวตั้น ‘ผมแสดงสมบทบาทเกินไปไหม?’
อวี๋หว่านอิน ‘ไม่ๆ เหมือนต้นฉบับมาก’
สนมทั้งหลายต้องแสดงความสามารถเพื่อรักษาชีวิตของ ตัวเองเอาไว้
ครู่ต่อมาก็มีเสียงดนตรีดังขึ้น!
เซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นคนที่ข้ามมิติมา ต่อให้ไม่เคยเรียนดนตรีและการร่ายรำแบบโบราณแต่เธอไม่กลัว เธอหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาอย่างมั่นใจแล้วเดินไปนั่งอยู่กลางโถงกว้าง
“ฝ่าบาท นี่เป็นเครื่องดนตรีที่หม่อมฉันประดิษฐ์ขึ้นมาใน ยามว่างเพคะ”
เซี่ยโหวตั้นโพล่งถาม “เจ้านี่คือ…”
กีตาร์!
เซี่ยโหวตั้นหยิกต้นขาที่อยู่ใต้โต๊ะของตนอย่างแรงเพื่อไม่ให้เผลอหลุดหัวเราะ ผู้หญิงคนนี้โม้ว่าประดิษฐ์กีตาร์!
เขายังพูดต่อ “มัน… ดูแปลกตาดี”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์แสดงความสามารถในการบรรเลงเพลง ระหว่างนั้นอวี๋หว่านอินก็พยายามก้มหน้าให้ต่ำ อีกทั้งพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด
เป็นเพลง Canon!
เซี่ยโหวตั้นรีบชม “เยี่ยม… เยี่ยม!”
อวี๋หว่านอินที่กำลังก้มหน้าเห็นเซี่ยโหวตั้นหยิกต้นขาตัวเองเข้าพอดี ทำให้เธอยิ่งก้มหน้าต่ำมากกว่าเดิม
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ดีดไปดีดมาก็ดีดผิดไปโน้ตหนึ่ง แต่เธอเข้าใจว่าไม่มีใครรู้จักบทเพลงนี้ จึงบรรเลงต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มาถึงตอนนี้อวี๋หว่านอินก็เริ่มหยิกต้นขาตัวเองเช่นกัน
เซี่ยหย่งเอ๋อร์บรรเลงจนจบเพลง พอเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของ อวี๋หว่านอินก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาด
‘เธอเป็นนางเอกแล้วไง? ฝีมือของฉันล้ำหน้ากว่าเธออยู่ดี!’
เซี่ยโหวตั้นยังคงเอ่ยชม “เยี่ยม เยี่ยม!”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์กลับไปนั่งที่เดิม
เซี่ยโหวตั้นยกจอกสุราขึ้นดื่ม อาศัยจังหวะนั้นหันไปถาม อวี๋หว่านอินเบาๆ “ตกลงข้ามมิติมาใช่ไหม?”
อวี๋หว่านอินพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว”
เซี่ยโหวตั้น “แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยฉลาดนะ”
อวี๋หว่านอิน “ไม่ๆ ห้ามดูถูกเธอเด็ดขาด”
มีขันทีคนหนึ่งตะโกนว่า “ตวนอ๋องมาถึงแล้ว…”
เซี่ยโหวตั้นวางจอกสุรา ยิ้มเย็นจนคนที่อยู่ในงานเลี้ยงถึงกับตัวสั่น เขาเอ่ยขึ้นว่า “มาเสียที”
ตวนอ๋องหรือ ‘เซี่ยโหวป๋อ’ ก้าวเข้ามาคารวะน้องชาย
เซี่ยโหวตั้นประทานที่นั่งให้เขาแล้วค่อยถามคล้ายไม่ใส่ใจว่า “เสด็จพี่เพิ่งกลับจากการศึกที่ชายแดน เป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่าง ราบรื่นดีหรือไม่ บาดแผลหายดีแล้วหรือ?”
ก่อนหน้านี้ตวนอ๋องอาสานำทัพไปป้องกันชายแดน อีกทั้งยังทำสงครามจนได้รับชัยชนะมาหลายหน สนิทสนมกับเหล่าแม่ทัพ นายกองที่อยู่แนวหน้า เขามีทั้งสติปัญญาทั้งความกล้าหาญ มีชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้านมานานแล้ว ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านเขตชายแดนจะรู้จักแต่ตวนอ๋อง ไม่มีใครสนใจฮ่องเต้ที่อยู่ในวังหลวง
ตวนอ๋องตอบยิ้มๆ ด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม
“กระหม่อมไร้ความสามารถ ตกจากหลังม้าขณะกรำศึก ตอนนี้หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อวี๋หว่านอินถึงกับขนลุกไปทั้งร่าง เมื่อครู่เธอยิ้มอยู่ตลอด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคนหน้าเนื้อใจเสือตัวจริง ความรู้สึกเย็นวาบก็แผ่ซ่านจากศีรษะจรดปลายเท้า
ถ้าเกิดคนผู้นี้ข้ามมิติมาเหมือนกัน เขาต้องได้ออสการ์ไปกอดสักตัวแน่นอน!