ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 5
ตวนอ๋องสนทนากับฮ่องเต้อยู่สองสามประโยคก่อนเบนสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งสบตากับเซี่ยหย่งเอ๋อร์
เซี่ยหย่งเอ๋อร์รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินฮ่องเต้ชี้นิ้วสั่ง “เมื่อครู่เซี่ยผินเพิ่งเล่นดนตรีจากเครื่องดนตรีที่นางประดิษฐ์ขึ้นมาเอง น่าสนใจดี”
สายตาของตวนอ๋องตกอยู่บนกีตาร์ในมือเซี่ยหย่งเอ๋อร์ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ส่งเสียง “อ้อ” โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน
เซี่ยโหวตั้นสั่งเซี่ยหย่งเอ๋อร์ “เจ้าลองบรรเลงเพลงให้ข้าฟังอีกสักบทได้หรือไม่?”
ครั้งนี้เซี่ยหย่งเอ๋อร์บรรเลงเพลง Romance de Amor
บทเพลงนี้เธอไม่ได้เล่นมานาน พอไม่มีโน้ตให้อ่านเลยบรรเลงตามแต่ใจ ถึงกับแก้ไขบางท่อนตามใจชอบ
ตวนอ๋องนั่งฟังอย่างสงบ บางครั้งก็ยกจอกสุราขึ้นจิบอึกเล็กๆ คล้ายดื่มด่ำกับบทเพลง เขาไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจ ทั้งยังไม่มี ความรู้สึกขบขันแต่อย่างใด
นิ้วมือทั้งห้าของเซี่ยหย่งเอ๋อร์พลิ้วไล่ไปตามสายกีตาร์ เธอเหลือบมองไปทางตวนอ๋องเป็นระยะๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วย ความหลงใหล ใครที่อยู่ใกล้จะพบว่าแววตาของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า เธอต้องกุมหัวใจผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นพระเอกอย่างเขาให้ได้!
ตวนอ๋องไม่ได้มองเธอ แต่กลับปรายตามองอวี๋หว่านอินที่นั่งข้างกายฮ่องเต้อย่างแนบเนียน สีหน้าของเขามีรอยครุ่นคิดเผยออกมาแวบหนึ่ง
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ใจหายวาบ ดีดตัวโน้ตผิดไปตัวหนึ่ง
เพราะเสียงที่เพี้ยนไปทำให้อวี๋หว่านอินพุ่งสายตาไปยัง ตวนอ๋องทันที แววตานั้นเจิดจ้าร้อนแรงจนเซี่ยโหวตั้นต้องวาดศอกกระทุ้งทีหนึ่ง อวี๋หว่านอินจึงค่อยกะพริบตาเพื่อเก็บความเจิดจ้ากลับมา
ตวนอ๋องประสานสายตากับเธอเข้าพอดี เขายังมีท่าทีสงบนิ่งซ้ำยังยิ้มให้อย่างสุภาพ เมื่อดนตรีบรรเลงจบเขาก็ปรบมือชื่นชม
“เป็นบทเพลงที่ไพเราะมาก”
อวี๋หว่านอินดึงสายตากลับด้วยความผิดหวัง
เซี่ยโหวตั้นขยับริมฝีปาก ถามเบาๆ ว่า “จะให้เล่นอีกสักเพลงไหม?”
อวี๋หว่านอินกระซิบตอบ “ไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาข้ามมิติมาเหมือนกันจะยอมเปิดเผยตัวง่ายๆ เหรอ?”
คำตอบนี้ทำให้เซี่ยโหวตั้นนิ่งไป
ตวนอ๋องลอบสังเกตความสนิทสนมระหว่างฮ่องเต้และพระสนมคนใหม่อย่างตั้งใจ
เขานั่งอยู่ในงานเลี้ยงได้ครู่หนึ่งก็เอ่ยปากขอตัวกลับอย่างสุภาพ
เมื่องานเลี้ยงยุติ เซี่ยโหวตั้นก็ถอนใจยาว “ยังบอกไม่ได้ว่าข้ามมิติมาหรือเปล่า”
“ตอนแรกฉันก็คิดว่าเขาน่าจะข้ามมิติมาเหมือนพวกเรา” อวี๋หว่านอินเอ่ยต่อ “เพราะถ้าเป็นตัวละครเดิม เขาน่าจะมีความแค้นกับคุณมาก”
ในฐานะพระเอก การดำเนินเรื่องของเขาย่อมต้องเป็นการ ล้างแค้น
แม้ตวนอ๋องจะเกิดก่อนเซี่ยโหวตั้น แต่เพราะมีแม่เป็น นางกำนัลระดับล่างที่ถูกฮ่องเต้เรียกไปรับใช้จนตั้งครรภ์ หลังจากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมขั้นผิน ทว่าฐานะในวังอย่างไรก็ถือว่าต่ำต้อย ระหว่างการแย่งชิงอำนาจอย่างดุเดือดในวังหลวง แม่ของเขาถูกผู้อื่นโยนความผิดให้กลายเป็นแพะรับบาปและถูกโบยจนตาย เวลานั้นตวนอ๋องโตจนจำความได้แล้ว ซ้ำยังเห็นแม่แท้ๆ ถูกตีตาย ต่อหน้าต่อตา
สองปีให้หลัง ฮองเฮาให้กำเนิดเซี่ยโหวตั้น อีกสองปีต่อมาฮองเฮาก็ทรงประชวรจนสวรรคต อดีตฮ่องเต้จึงทรงแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่ ซึ่งก็คือไทเฮาองค์ปัจจุบัน นางไร้ทายาท จึงอยู่ในฐานะพระมารดาของรัชทายาท นางชอบแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนมอบ ความรัก ความเอ็นดูให้กับรัชทายาทด้วยการกลั่นแกล้งองค์ชาย คนอื่นๆ ไม่ว่าคนในวังจะทำอะไรก็ต้องดูสีหน้าของนาง ด้วยเหตุนี้จึงช่วยกันหาวิธีกลั่นแกล้งองค์ชายผู้ไร้ที่พึ่งเพื่อเอาใจนาง
ตอนที่เซี่ยโหวตั้นเริ่มเรียนหนังสือ แค่พูดคำว่า ‘เบื่อ’ ตวนอ๋องก็จะถูกเรียกมานั่งเรียนเป็นเพื่อนทันที หลังจากนั้นเขาก็มีชีวิตเหมือนตกนรก ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างยากลำบาก รัชทายาทน้อยปวดศีรษะเป็นประจำ เวลาที่อาการกำเริบข้างกายของเขาจะต้องมีคนที่ เจ็บปวดมากกว่าเสมอ
วันที่ตวนอ๋องเติบโตจนสามารถแยกออกไปอยู่ตำหนักนอกวังเองได้ ความอาฆาตแค้นที่ฝังลึกอยู่ในใจตะโกนว่า ‘เลือดต้องล้างด้วยเลือด!’
ถ้าหากตวนอ๋องคนนี้ยังเป็นตัวละครเดิม ระหว่างเขากับ เซี่ยโหวตั้นจะต้องมีใครตายไปข้างหนึ่ง เขาต้องหาทางรวบอำนาจในราชสำนักเป็นของตัวเอง จนกระทั่งสามารถเหยียบเซี่ยโหวตั้นเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า ไม่ให้มีโอกาสพลิกฟื้นสถานการณ์ได้
เดิมทีอวี๋หว่านอินคิดว่าเขาอาจจะข้ามมิติมาเหมือนกัน แต่ หลังจากเหตุการณ์วันนี้เธอพบว่าถ้าเขาข้ามมิติมาจริงก็เป็นคนที่ น่ากลัวมากทีเดียว
ถ้าเขาสามารถนั่งฟังเพลง Romance de Amor ที่รู้จักได้อย่างนิ่งเฉยไร้ปฏิกิริยาใดๆ ก็นับว่าเป็นการเล่นละครที่ยอดเยี่ยม บุคลิกที่ดูสบายๆ โดยเฉพาะดวงตาที่ลึกล้ำคู่นั้น ถ้าไม่ใช่คนที่ใฝ่สูงไม่มีทางมีแววตาเช่นนั้นได้ ดูท่าเขาคงคิดจะเป็นฮ่องเต้ให้ได้นั่นแหละ!
ไม่ว่าอย่างไร สถานการณ์ตอนนี้ก็คับขัน
แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า อวี๋หว่านอินรู้สึกว่าวันนี้ตวนอ๋องมองตนอยู่หลายครั้ง
หรือว่าเธอเผยพิรุธอะไรออกไป?
ตกกลางคืน
‘อันเสียน’ ขันทีที่ให้การรับใช้เซี่ยโหวตั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังถามคำถามเดิม “ฝ่าบาทมีพระประสงค์จะเรียกคนมาปรนนิบัติหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตอบกลับว่า “อวี๋เฟย”
อันเสียนคาดไม่ถึง อวี๋เฟยได้รับการพลิกป้ายติดต่อกันสามคืนแล้ว!
ในฐานะขันทีที่ปรนนิบัติฮ่องเต้มาหลายปี เขาย่อมเข้าใจถึงอุปนิสัยของพระองค์ หลายปีมานี้ศพที่ถูกลากออกจากวังหลวงสามารถกองรวมกันได้เป็นภูเขาลูกย่อมๆ ที่อันเสียนอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ต้องจุดธูปขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ฮ่องเต้มีอารมณ์แปรปรวน โมโหร้าย อีกทั้งยังเป็นโรคปวดศีรษะข้างเดียว ทำให้ไม่มีใครสามารถนอนข้างพระองค์ได้เลยสักคน พระสนมดวงกุดที่ถูกเลือกเข้ามามักไม่มีจุดจบที่ดี ใครถวายการรับใช้ไม่ถูกใจจะถูกลงโทษ ส่วนจะลงโทษรูปแบบไหนก็ต้องดูอารมณ์ของฮ่องเต้เวลานั้น
อันเสียนคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ อวี๋เฟยจะกลายเป็นสนมคนโปรดของฮ่องเต้ได้
หรือว่าอวี๋เฟยมีความพิเศษเหนือสตรีอื่น?
อันเสียนตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองชั่วขณะ แต่จู่ๆ ก็ถูกมือเย็นเฉียบบีบคางบังคับให้เขาเงยหน้า แววตาที่ฮ่องเต้ใช้มองเขาเหมือนกำลังมองสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง น้ำเสียงที่ใช้ยังเย็นกระด้างเสียจนน่าขนลุก
“มีปัญหางั้นหรือ?”
อันเสียนตัวสั่นเทิ้ม “กระหม่อมจะไปเชิญบัดเดี๋ยวนี้!”
อันเสียนไม่ได้สั่งให้คนอื่นไปทำหน้าที่นี้ แต่เป็นคนไปรับอวี๋หว่านอินด้วยตนเอง
เขาถือกล่องไม้ที่แกะสลักอย่างงดงามที่ภายในบรรจุ เครื่องประดับไปด้วยใบหนึ่ง เอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “อวี๋เฟยมีรูปโฉมงดงาม ถ้าสวมเครื่องประดับชุดนี้ ฝ่าบาทจะต้องพอพระทัยแน่”
อวี๋หว่านอินจำขันทีเฒ่าตัวละครในนิยายได้ คนผู้นี้ถูกสร้างให้เป็นพวกต้นอ้อที่ลู่ไปตามลม กลัวคนที่แกร่งกว่า รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ตอนที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์ขึ้นเป็นฮองเฮา ขันทีคนนี้ก็ประจบเอาใจ แต่กลับถูกเซี่ยหย่งเอ๋อร์ที่จดจำความอับอายที่เขาทำกับตนในทีแรกได้ หา ข้ออ้างจับเขาขังคุก
อวี๋หว่านอินรับกล่องเครื่องประดับไว้ แสร้งยิ้มให้ “ขอบคุณ กงกง”
อันเสียนถูมือไปมา กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “หากอวี๋เฟยขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกระหม่อมได้ทันที”
อวี๋หว่านอินคิดไปคิดมาแล้วเอ่ยถาม “มีหม้อไฟไหม?”
“…” อันเสียน