ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 453 ผู้เชี่ยวชาญ
ท่านลุงซ่งรับหน้าที่ตอบคำถามของพวกผู้ชายในหมู่บ้าน
ท่านย่าหม่ารับหน้าที่ตอบคำถามของพวกผู้หญิงในหมู่บ้าน
รอบตัวมีคนมาไม่ขาดสาย เล่นเอาพวกเขายุ่งจนหัวหมุน ถูกล้อมไว้หมด
“หัวหน้าตระกูลเริ่น ข้าไม่รู้จริงๆ ข้ามีอะไรให้ต้องปิดบังเจ้า คนพวกนั้นบอกว่ามีเรื่องอยากถาม อยู่ๆ ก็มาที่บ้าน มาปรากฏตัวต่อหน้าพวกข้า พวกเจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ มีธุระจริงๆ และก็ไม่เปิดโอกาสให้พวกข้าได้ถาม คนพวกนั้นใช่คนที่จะให้ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างพวกเราเอ่ยถามได้เหรอ”
“ทุกคน ลูกชายคนสามของข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหมือนกัน เขาเองยังงงเลย เห็นบอกว่าไปแล้วถึงจะรู้ ข้าจะไปรู้ได้ยังไง”
“พวกข้าจะโกหกพวกเจ้าทำไม ถ้ามีข่าวอะไร อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันจะไม่บอกได้เหรอ”
ท่านลุงซ่งกับท่านย่าหม่าถือเป็นทูตกระจายเสียงของชาวอีกฟากริมแม่น้ำ พูดกันไม่หยุด
เมื่อคืนพวกเขาทุกคนหารือกันแล้ว เมื่อไหร่ที่ซ่งฝูเซิงถูกพลาธิการเรียกไป พอกลับมาค่อยบอกทุกคนว่าที่พวกเขาไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปเพราะต้องช่วยปลูกพริกเป็นการแลกกัน
ถึงต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ในตอนนี้
พอถึงเวลาก็บอกว่า เพราะซ่งฝูเซิงถูกเรียกไปครั้งนี้ ทางนั้นถึงยอมบอก พวกเราถึงได้รู้
แต่ก็หยุดการจินตนาการของคนในหมู่บ้านไม่ได้ มีคำตอบอยู่ในใจที่คิดไว้นานแล้ว
ตอนนั้นมีชายหนุ่มรูปงามสวมชุดคลุมขนจิ้งจอกขี่ม้ามาตรงริมแม่น้ำ ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นบุคลิกสง่าผ่าเผย บ่าวรับใช้ข้างกายก็มองทุกคนด้วยสายตาภาคภูมิใจ
ไหนจะท่าทีของมือปราบที่มีต่อคนพวกนั้น
คนพวกนั้นสามารถเปิดร้านในเมืองเฟิ่งเทียนได้ราวกับปาฏิหาริย์ ราวกับมีร้านขนมผุดขึ้นมาหลายแห่งในชั่วพริบตา ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้ยินข่าวคราวมาก่อน ก็เหมือนกับครั้งนี้
ก่อนปีใหม่ รถม้า เกวียน สารพัดพาหนะมักปรากฏในหมู่บ้านบ่อยครั้งและมาถามหาพวกคนฝั่งนั้น
อีกทั้งยังมีคนที่เอาของขวัญมาให้
หัวใจของคนในหมู่บ้านเริ่มมีความหวังอีกครั้ง
เริ่นจื่อเซิง ซ่งฝูเซิง
แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านเริ่มคิดอย่างจริงจัง เวลานี้ตระหนักได้อย่างแท้จริงแล้วว่า บางทีนอกจากเหรินจื่อเซิงแล้ว ในหมู่บ้านยังมีอีกคนที่มีความสามารถ นั่นก็คือซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงอาจเป็นที่พึ่งสุดท้ายของพวกเขา จัดอยู่ในประเภทที่มีคนคุ้มหัว ขอความช่วยเหลือได้
คนในหมู่บ้านคิดว่า ไม่ต้องสนว่าสุดท้ายจะช่วยได้หรือไม่ ต่อให้ไม่เหมือนลูกชายสองคนของเริ่นกงซิ่นที่ถูกส่งไปใช้แรงงานในหน่วยดีๆ แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอได้ข่าวอะไรจากตัวซ่งฝูเซิงบ้าง ดูว่าจะสามารถใช้เสบียงหรือเงินจ่ายแทนได้ไหม ย่อมดีกว่าพวกเขานั่งหาทางกันเอง
ทุกครั้งที่เกิด ‘เหตุการณ์ใหญ่’ ในหมู่บ้านแบบนี้ พวกป้าอ้วนแซ่ไป๋ล้วนชิงขึ้นมาออกหน้าไม่ได้
ไม่อย่างนั้น บ้านของพวกนางคงไม่อยู่ริมน้ำ คนต่างแซ่ในหมู่บ้านดูไม่มีสิทธิ์มีเสียงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ต่อหน้าแซ่ใหญ่อย่างแซ่ ‘เริ่น’
ดังนั้นคนที่มารุมล้อมบุคคลสำคัญอย่างท่านลุงซ่งกับท่านย่าหม่าก็ล้วนเป็นคนที่มีหน้ามีตาในหมู่บ้าน
พวกป้าอ้วนจึงทำได้เพียงลงมือกับเด็ก
นางจับตัวซ่งจินเป่า “เจ้ารู้จักข้าใช่ไหม”
“รู้ ป้าเคยเอาเต้าหู้แข็ง เต้าหู้แห้ง เต้าหู้ก้อนใหญ่ เต้าเจี้ยว น้ำเต้าหู้ของพี่พั่งยามาส่งที่บ้านข้า”
“ไอ๊หยา เด็กคนนี้ความจำดีจริงๆ” ป้าแซ่ไป๋ล้วงถั่วคั่วในกระเป๋าออกมาหนึ่งกำมือเล็กๆ ด้วยความเสียดาย ชีวิตลำบากขึ้น แม่สามีบอกว่าต่อไปจะไม่ให้ของขบเคี้ยวกับข้าแล้ว
“เอาไปกินสิ”
“ข้าไม่เอา”
“อร่อยนะ เคี้ยวทีกรอบแกรบ หอมมัน”
ซ่งจินเป่ากลืนน้ำลาย “ก็ไม่เอาอยู่ดี พวกข้ายึดมั่นในสามกฎแปดข้อพึงระวัง”
ป้าแซ่ไป๋ติดสินบนไม่สำเร็จ จำต้องเอาเก็บเข้ากระเป๋า “ข้ารู้ว่าบ้านพวกเจ้าไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปแล้ว” คิดว่าเด็กยังเล็ก ลองหลอกดูสักหน่อย
“ป้าพูดเหลวไหลอะไรน่ะ” นึกไม่ถึงว่าซ่งจินเป่าจะขมวดคิ้วว่านาง แถมยังถามกลับ “ป้าไปฟังใครมา ข้าจะไปถามคนนั้น!”
“ใครกันแน่!”
“หา?” ป้าแซ่ไป๋เห็นซ่งจินเป่าเริ่มหัวร้อน “ข้าพูดเหลวไหล เหลวไหล”
“หึ แบบนี้ไม่ดีเลยนะ” ซ่งจินเป่าหันหน้าเดินหนี
พวกป้าๆ ร่างอวบแซ่ไป๋ พวกเขาไม่ได้ถูกยกเว้นซะหน่อย ดูเด็กคนนั้นโมโหสิ
ซ่งจินเป่า หึ พวกเขายึดมั่นในสามกฎแปดข้อพึงระวัง ถ้าพวกเขาทำความลับรั่วไหลเสียเอง เขามีอำนาจเฝ้าระวัง พอถึงเวลาจะไปรายงานอาสามให้หมดว่าใครปากพล่อย
ยังดีที่ป้าในหมู่บ้านพูดเหลวไหลเอง
ไม่ใช่พวกเขาที่หลุดบอก
ถ้ามีคนมาถามจินเป่าว่า พวกเจ้ายึดมั่นในสามกฎแปดข้อพึงระวังไหมน่ะเหรอ
เขาก็จะบอกว่า หนึ่งในสามกฎของพวกเขาก็คือรักษาความลับ ห้ามแพร่งพรายเรื่องในบ้านตัวเอง
ส่วนกฎอีกสองข้อก็คือ
ทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่ง มีเรื่องอะไรต้องช่วยกัน
ทุกคนมีรายได้ก็ต้องหักเข้ากองกลาง เงินที่หามาได้ทั้งหมดต้องเปิดเผย
แปดข้อพึงระวังยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่
เล็กน้อยก็ประมาณว่า การให้ก็คือให้ การยืมก็คือยืม ยืมเข็มกับด้ายก็ต้องคืนต่อหน้า ทำข้าวของพังชดใช้ตามราคา ห้ามขาดแม้แต่แดงเดียว
เรื่องใหญ่ก็ อาสามบอกแล้วว่า ห้ามแกล้งผู้หญิง
ผู้หญิงในที่นี้รวมถึง เด็กผู้หญิง พี่สาว ป้าๆ น้าๆ ยายๆ
อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกหมู่บ้าน ตราบใดที่เป็นผู้หญิงก็ห้ามแกล้ง
ขนาดเด็กอย่างซ่งจินเป่ายังโดนดึงเข้าไปหลอกถาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกท่านย่าหม่าเลย
ครอบครัวปู่หยวนที่รู้จักตอนลี้ภัย ได้เข้ามาช่วยท่านย่าหม่าไว้
ครอบครัวปู่หยวนเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมเกวียนสามเล่ม
ขาของปู่หยวนเพิ่งจะขยับได้ มาในสภาพใช้ไม้เท้า คนในหมู่บ้านก็ควรจะให้พวกนางไปแล้วหรือเปล่า มีแขกมาบ้านแล้ว
พวกหัวหน้าตระกูลเริ่นทำได้เพียงมองท่านลุงซ่งพาเกวียนสามเล่มนั้นข้ามสะพาน
ที่หน้าบ้านตัวเอง
“ทำไมมาวันหิมะตกหนักแบบนี้ล่ะ”
ปู่หยวนโบกมือ ลูกชายสองคนของเขากับหลานชายสองคนช่วยกันแกะม่านฟางที่ผูกบนเกวียน
ท่านย่าหม่าพูดไม่ออก
ลุงซ่งก็พูดไม่ออก
เกวียนสามเล่มเต็มไปด้วยเสบียงอาหาร
ปู่หยวนถึงได้พูดขึ้น
“พวกเราไม่เหมือนกับคนที่นี่…
…พวกเราน่ะ เคยเกือบต้องแทะเปลือกไม้กินกันแล้ว…
…พวกเจ้าก็รู้เรื่องในครอบครัวข้า ในมือมีเงินเหลืออยู่บ้าง ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่เลยได้ซื้อเสบียงอาหารซ่อนไว้บ้าง…
…ครั้งนี้น่ะ เฮ้อ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าลำบาก…
…ถึงแม้พวกเจ้าจะหาเงินได้มาก แต่ว่าอยู่กันหลายคน ต้องจัดหาข้าวของเครื่องใช้อีกตั้งมาก…
…นี่ก็เลยแบ่งอาหารมาให้พวกเจ้า ไม่รู้ว่าพอไหม ไม่วางใจ ข้าก็เลยตามมาด้วย”
ทันใดนั้นขอบตาของท่านลุงซ่งก็เริ่มแดง รู้สึกอบอุ่นหัวใจราวกับมีอะไรเข้าตา
ยื่นมือเข้าไปจับปู่หยวน “ท่านลุง ข้า…”
ท่านย่าหม่าเองก็รีบเข้าไปพาภรรยาปู่หยวนเข้าไปในเขตบ้านด้วยความกระตือรือร้น “เป็นอย่างไรบ้าง ตรงพวกท่านมีการเกณฑ์คนไปเป็นทหารหรือเปล่า”
คำพูดนี้ทำเอาภรรยาปู่หยวนเกือบร้องไห้ทั้งที่ยังไม่เข้าบ้าน “เกณฑ์แล้ว ทำอย่างไรได้ ตอนลี้ภัยข้าก็ฝังลูกชายไปแล้วคน ครั้งนี้ที่พวกเรามาเพราะอยากปรึกษาพวกเจ้า ดูว่าหลายคนจะช่วยกันคิดหาทางออกมาได้ไหม ผู้เฒ่าตอนอยู่บ้านชอบบอกว่าลูกชายคนสามของเจ้าเป็นคนฉลาด”
ทางลุงซ่งได้บอกไปทันที “พวกเราอาจมีวิธี ฝูเซิงถูกเรียกไปคุยแล้ว”
“อะไรนะ ถูกเรียกไปที่ไหน”
“ไปๆๆ เข้าบ้าน เข้าบ้านก่อน ค่อยๆ คุยกัน จะได้รอฝูเซิงกลับมาพอดี อาจช่วยพวกท่านคิดหาทางออกได้”
ในเวลาเดียวกัน ณ หน่วยงานแห่งหนึ่งในเมืองเฟิ่งเทียน
เดิมทีเหมาจวิ้นอี้ไม่จำเป็นต้องมาเจอซ่งฝูเซิง
ตำแหน่งของเขาใหญ่โตถึงขั้นไหน มีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย ตอนนี้อยู่ในช่วงที่งานยุ่งที่สุด แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมาเจอด้วยตัวเอง
ซ่งฝูเซิงเองก็มองออก
เพียงแต่ขณะที่พวกเขาคุยกันได้ถูกขัดจังหวะหลายครั้ง บางครั้งยังไม่ทันพูดจบประโยคเสียด้วยซ้ำ
มีทั้งคนเอาเอกสารมาให้เหมาจวิ้นอี้ตรวจ มีทั้งคนให้ลงตราประทับพร้อมเซ็นชื่อ และก็มีคนมาขอคำชี้แนะอยู่เรื่อยๆ
นอกจากนี้ ภายในห้องทำงานของเหมาจวิ้นอี้ เอาแค่เจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารก็มีตั้งสี่คน อารมณ์เลขาของยุคปัจจุบัน
สี่คนนี้ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง หนึ่งในนั้นรับผิดชอบบันทึกข้อความการสนทนาระหว่างเขากับเหมาจวิ้นอี้แล้วจัดทำเป็นเอกสารสำรองไว้
“เอ่อ เจ้าก็กินรองท้องหน่อยสิ หิวแล้วใช่ไหม” เหมาจวิ้นอี้ชี้ซาลาเปาที่เพิ่งถูกนำเข้ามา
ยุ่งอยู่ครึ่งวันยังไม่ได้กินข้าว ช่วงหลายวันมานี้เป็นแบบนี้ตลอด
ถ้าท้องยังไม่หิวถึงขั้นส่งเสียงร้องก็จะไม่นึกถึงเรื่องกินข้าว เหมาจวิ้นอี้งานยุ่งมากจริงๆ
“ไม่ต้องพูดว่าเรียนใต้เท้าทุกประโยคหรอก ตามสบาย พวกเรากินไปคุยไป เจ้าบอกข้ามาหน่อยว่า ถ้าข้าแบ่งที่ดินให้เจ้าห้าร้อยหมู่ เจ้าจะปลูกพริกให้ข้าได้เท่าไร”
ผู้นำระดับสูงแบบนี้ ซ่งฝูเซิงดูก็รู้ว่าเขาเอาจริง
จึงไม่พูดอ้อมค้อม
“ใต้เท้า คิดแบบนี้ขอรับ ถ้าจะเก็บทำพริกแห้งเป็นหลัก ก็จะปลูกแน่นหน่อยในที่ดินแต่ละหมู่ แต่ละแถวห่างกันประมาณสองนิ้ว แต่ละต้นห่างไม่ถึงหนึ่งนิ้ว แต่ละหลุมปลูกสองถึงสามต้น แบบนั้นก็จะได้ประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันต้นขอรับ”
ซ่งฝูเซิงหรี่ตาลงอีกครั้ง คำนวณในใจ
เรื่องปุ๋ย ก็ใช้ปุ๋ยแบบพื้นฐานที่สุด อย่างปุ๋ยมูลสัตว์ในบ้าน พวกหญ้าแห้ง พวกต้นไม้แห้ง
อีกทั้งคำนึงถึงคุณสมบัติเฉพาะของต้นพริก เช่น ชอบอุณหภูมิสูง ปลูกเร็วอุณหภูมิต่ำก็จะไม่เกิด ในบ้านต้องปลูกพริกกี่จินถึงจะได้พริกแห้งหนึ่งจิน เป็นต้น
เขาบอกเหมาจวิ้นอี้ “หนึ่งหมื่นแปดพันต้น ก็จะได้พริกแดงแห้งประมาณห้าร้อยจิน ถ้าเก็บพริกเขียวปกติ ก็จะได้ประมาณสองพันห้าร้อยจินขอรับ”
ซ่งฝูเซิงไม่รู้ว่าตอนที่ตัวเองตอบเรื่องพวกนี้ท่าทางเป็นอย่างไร แต่ในสายตาของเหมาจวิ้นอี้กับเลขาของเขา ซ่งฝูเซิงแค่เงียบไปเล็กน้อยก็บอกคำตอบได้ ช่างรวดเร็วมาก ดูก็รู้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ จะทำอะไรพูดอะไรก็เป็นคนประเภทที่ทำได้จริง