ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 454 ปลุกฝันฮีโร่ที่อยู่ในเบื้องลึกหัวใจ
การสนทนาของทั้งสองคนถูกขัดจังหวะอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถือเอกสารรีบร้อนเดินเข้ามา เหลือบมองซ่งฝูเซิงตอนเดินผ่าน
เจ้าหน้าที่คนนั้นรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ใต้เท้ามาพบชาวบ้านธรรมดาในช่วงที่ยุ่งขนาดนี้เลยหรือ
“ทุกคนกินกันไปก่อน เจ้าว่าต่อสิ”
บรรดาเจ้าหน้าที่เอกสารที่อยู่ในห้องทำงานแค่มองก็เข้าใจผู้บัญชาการของตัวเอง
ผู้บัญชาการบอกให้กินซาลาเปาก็ต้องรีบกินให้เสร็จ
ประเดี๋ยวยังมีงานอีก พวกเขาไม่ได้พักผ่อนกันมาหลายวันแล้ว ทำงานทั้งวันทั้งคืน
เหล่าเจ้าหน้าที่เอกสารไม่มีวางมาด
หนึ่งในนั้นเรียกให้ซ่งฝูเซิงมาที่โต๊ะของเขา บอกให้รีบกิน กินอิ่มถึงจะมีแรงทำงาน
บรรยากาศการทำงานแบบนี้ทำให้อยู่ๆ ซ่งฝูเซิงได้เปลี่ยนความคิดที่มีต่อยุคสมัยสังคมศักดินานี้ไปมากทีเดียว
ความรู้สึกที่มีต่ออดีตอ๋องเยี่ยนหรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
หากอ๋องเยี่ยนไม่ใช่คนที่ลงมือทำงานจริง ไม่มีทางมีลูกน้องอย่างใต้เท้าเหมา
ก่อนมา นี่เป็นภาพที่เขาไม่กล้าจินตนาการ
เดิมทีเขาคิดว่าเข้ามาแล้วคุยธุระสำคัญได้ไม่กี่ประโยค ก็คงต้องคุกเข่าคลานกราบ ต้องคอยพูดว่าเรียนใต้เท้าอย่างนั้น อย่างนี้ คงเหนื่อยน่าดู
ซ่งฝูเซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้กลม ระหว่างกินซาลาเปาก็ได้ฟังอยู่ไม่น้อย
เขาคิดว่าเขาพอจะรู้แล้วว่าหนึ่งในคลังเสบียงอยู่ที่ไหน
คนยุคโบราณทำไมพูดอะไรไม่ระวังบ้างเลย
ซ่งฝูเซิงเป็นห่วง คิดในใจ แบบนี้ไม่ได้นะ แบบนี้ถือว่าความลับรั่วไหล วันหลังด้านนี้ต้องทำให้รัดกุมขึ้น ทางที่ดีราชสำนักตั้งกฎรักษาความลับขึ้นมาเลย แจกแจงให้ละเอียดแบบสามกฎแปดข้อพึงระวัง
โชคดีที่เขาเป็นคนดี ถ้าเขาไม่ใช่ล่ะ แบบนั้นทหารศัตรูไม่สืบร่องรอยไปจนเจอเหรอ พอหาคลังเสบียงเจอก็จบเห่แล้ว
เนื่องจากเจ้าหน้าที่เข้ามารายงานว่า ใต้เท้าเสนาบดีได้ตรวจสอบเสบียงไปเท่าไรแล้ว
ซ่งฝูเซิงรู้ว่าเสนาบดีคนนี้น่าจะเป็นเสนาบดีกรมคลัง
ส่วนเหมาจวิ้นอี้ใต้เท้าเหมาเป็นรองเสนาบดี ก็ประมาณตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีของยุคปัจจุบัน
ใต้เท้าเหมามีอำนาจในมือมาก
รับผิดชอบการสืบหา รวบรวมเสบียง เลี้ยงกองทัพ เงินเดือนทหาร การโยกย้าย การแจกจ่าย
เสบียงไม่ใช่แค่อาหาร ยังมีเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ทรัพย์สิน เสื้อผ้า เป็นต้น การตรวจสอบและขนย้ายสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการทหารล้วนอยู่ในความดูแลของใต้เท้าเหมา
ส่วนการตรวจสอบของเสนาบดีกรมคลังที่คนที่เพิ่งมาพูดถึงก็คือหัวหน้าของใต้เท้าเหมาอีกที ดูแลในระดับทั้งประเทศ เช่น ดินแดนอาณาเขต ที่ดินเพาะปลูก สำมะโนประชากร การจัดเก็บภาษี การคลัง เป็นต้น
เสนาบดีกรมคลังจะเกี่ยวข้องกับการเปิดพระคลังทั้งสี่ของบ้านเมืองหรือเฉียนฝ่าถัง เฉียนฝ่าถังเปรียบเสมือนธนาคารของราชสำนัก สามารถผลิตเงินทองและเบิกเงินออกมาได้ โดยจำเป็นต้องให้ใต้เท้าเสนาบดีตรวจสอบและอนุญาตด้วยตัวเอง ใต้เท้าเหมาคนเดียวตัดสินใจไม่ได้
ฟึ่บๆๆ เหมาจวิ้นอี้ประทับตราใต้ตราของใต้เท้าเสนาบดี
จากนั้นก็ยกพู่กันเริ่มเขียนข้อความ ขณะเขียนก็พูดกับคนที่มาหา “รีบส่งคนไปที่เมืองเย่าโจว เปิดคลัง”
ซ่งฝูเซิง ฟังดูนะ หนึ่งในคลังอยู่ที่เมืองเย่าโจวใช่ไหมล่ะ
หลังจากที่คนคนนั้นออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารก็รู้งาน รีบเปิดเข่งนึ่ง หยิบซาลาเปาเข่งใหม่มาวางบนโต๊ะของใต้เท้าเหมา จากนั้นก็รินน้ำชาให้ใหม่อีกครั้ง
กลับเป็นเหมาจวิ้นอี้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงาน ถอนหายใจออกมา ส่ายมือบอกเขาว่าอย่าเสียเวลา มาขัดจังหวะแบบนี้ก็กินไม่ลงแล้ว
ซ่งฝูเซิงมองดู จากนั้นก็รีบเข้าไปหาเขาที่โต๊ะทำงานอย่างมีไหวพริบ รอเขาถาม
“ทางเจ้าติดขัดอะไรบ้าง” เหมาจวิ้นอี้ถาม
“เรียนใต้เท้า ถ้าปลูกบนที่ดินห้าร้อยหมู่ ความยากก็คือต้องสร้างโรงเพาะปลูกขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที
โรงเพาะปลูกก็เหมือนกับแปลงอุ่นที่สร้างไว้ข้างนอกตามจวนต่างๆ จำเป็นต้องใช้กระดาษไขแบบพิเศษคลุมไว้ด้านนอก
ความยากอย่างที่สองคืออิฐ ตอนนี้โรงอิฐปิดกันหมด
แต่การสร้างโรงเพาะปลูกพริกแบบนี้จำเป็นต้องใช้อิฐสร้างกำแพงไฟภายในเพื่อให้ความอบอุ่น
ต้องก่อไฟให้ความอบอุ่นที่เพียงพอเท่านั้น ต้นกล้าถึงจะเติบโตได้ ถึงจะเพาะต้นกล้าออกมาจำนวนมากได้ ทำให้ได้พริกแดงที่มากขึ้น เหลือเมล็ดพันธุ์ มีเมล็ดพันธุ์ถึงจะเอาไปใช้ปลูกบนพื้นที่ห้าร้อยหมู่ได้อย่างเพียงพอขอรับ”
เหมาจวิ้นอี้ขัดจังหวะ “เจ้าจะสร้างที่ไหน”
“เรียนใต้เท้า บนที่ที่ตอนนี้พวกข้าน้อยอยู่อาศัยกันขอรับ…
…บ้านทรุดโทรม รื้อสะดวก ทำให้สร้างโรงเพาะปลูกได้ง่าย…
…และนี่ก็คือความยากอย่างที่สาม พวกเราอย่างน้อยๆ ต้องมีสี่ครอบครัวที่ย้ายออก…
…เท่าที่ข้าน้อยทราบ หมู่บ้านเหรินจยาที่ข้าน้อยอยู่ ด้านหลังหอบรรพชนมีบ้านว่างอยู่ อยู่อาศัยได้หกถึงเจ็ดครอบครัว แต่บ้านละแวกนั้นเป็นของในหมู่บ้าน จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากคนในหมู่บ้านขอรับ”
นี่ก็เป็นสาเหตุที่ตอนนั้นพวกซ่งฝูเซิงได้สิทธิ์ ถูกส่งไปอยู่หมู่บ้านเหรินจยา
ตอนที่เจ้าหน้าที่ทางการจัดสรรผู้ลี้ภัยในตอนนั้นจะคำนึงถึงว่าหมู่บ้านที่จะส่งไปมีบ้านว่างให้อยู่หรือไม่ หากมี ถึงจะจับคนยัดลงไปอยู่ที่นั่น หากไม่มี ก็จะไม่มีทางส่งไป ไม่อย่างนั้นได้วุ่นวายกันไปหมด
แต่เริ่นกงซิ่นที่เป็นหลี่เจิ้งในตอนนั้นเป็นพวกขี้โกง
ทั้งๆ ที่ในหมู่บ้านมีบ้านว่างให้อยู่ มาถึงในหมู่บ้านแล้ว พวกเด็กๆ สามารถแบ่งกันไปนอนในห้องดีๆ ได้สามสี่ห้องทันที พักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการลี้ภัย บ้านที่อยู่ด้านหลังหอบรรพชนไม่ได้ถูกทิ้งร้าง มีคนในหมู่บ้านที่รับหน้าที่ทำความสะอาด เข้าไปก็มีหม้อดินต้มน้ำร้อนดื่มได้ อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำส่วนรวมของหมู่บ้าน แต่เริ่นกงซิ่นกลับไม่จัดให้พวกซ่งฝูเซิงเข้าไปอยู่
ไล่พวกเขาไปอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำในหมู่บ้าน อยากอยู่อาศัยก็ต้องทำเตียงอุ่นขึ้นมาก่อน
และเวลานี้ซ่งฝูเซิงกำลังขอบ้านเหล่านั้นกับใต้เท้าเหมา
ใต้เท้าเหมาฟังเข้าใจแล้ว อิฐ กระดาษ รวมถึงการให้ทางหมู่บ้านร่วมมือ ในสายตาของเขาไม่ใช่เรื่อง
ส่วนที่เป็นเรื่องก็คือ “เวลานี้ของปีหน้า เจ้าให้เมล็ดพันธุ์กับข้าได้เท่าไร”
ตามคาด ต้องมอบให้ราชสำนักแล้ว
ซ่งฝูเซิงตอบอย่างไม่อ้อมค้อม “ตอนเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีนี้ ข้าน้อยจะไม่สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์แม้แต่น้อย ปีหน้าเวลานี้ ข้าน้อยคิดว่า เอาให้ครอบครัวทหารปลูกก็น่าจะเพียงพอขอรับ”
เวลานี้เหมาจวิ้นอี้รู้สึกชื่นชมซ่งฝูเซิงเป็นอย่างมาก
และเวลานี้เหมาจวิ้นอี้ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ทำไมจวนผู้สำเร็จราชการถึงได้ตั้งความหวังกับชาวบ้านคนนี้
เขาไม่เห็นความหวาดกลัวในดวงตาของหนุ่มคนนี้แม้แต่น้อย
สายตาแน่วแน่ พยายามอย่างเต็มที่ การมอบเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดให้กับราชสำนักต่างหากที่เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว อีกทั้งยังไม่ถามอะไรทั้งสิ้น
มุมปากของเหมาจวิ้นอี้ยกขึ้น “เมื่อครู่เจ้าบอกว่า ที่ดินหนึ่งหมู่ให้พริกแห้งได้ประมาณห้าร้อยจิน ใช่ไหม พริกแห้งเท่านั้นถึงจะสะดวกขนย้าย ระหว่างทางไม่มีทางเน่า ใช่ไหม”
“ใช่ขอรับใต้เท้า”
“งั้นที่ดินห้าร้อยหมู่ เมื่อไรเจ้าถึงจะมอบพริกแห้งสองแสนห้าหมื่นจินให้ข้าได้ล่ะ”
ซ่งฝูเซิงรีบคำนวณในใจ
ตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือน กำลังจะออกเดือนอ้าย
แต่พวกเด็กๆ กลับยังไม่ถอดเสื้อกันหนาวตัวหนา
อีกทั้งวันนี้ข้างนอกก็ยังมีหิมะตกหนักเหมือนขนห่าน
ก็แสดงว่าปีนี้เป็นฤดูหนาวที่หนาวเย็นเป็นพิเศษ
หากอยากเพาะปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำในโรงเพาะปลูกก็ดูจะไม่อยู่กับความเป็นจริง ต่อให้เป็นใต้เท้าเหมาก็ไม่มีทางหากระดาษไขแบบพิเศษมาคลุมพื้นที่ห้าร้อยหมู่ได้
ดังนั้นจำเป็นต้องปลูกกลางแจ้ง
แต่พริกก็ไม่เหมือนพืชเกษตรชนิดอื่น
ไม่เหมือนธัญพืชกับผักชนิดอื่นที่ไม่กลัวหนาว เดือนสี่เดือนห้าก็ปลูกได้แล้ว
ต้นพริกชอบอุณหภูมิสูง เมล็ดจะงอกได้ที่อุณหภูมิยี่สิบถึงสามสิบองศา ต่ำกว่าสิบองศาก็จะไม่งอกแล้ว คำนวณสภาพอากาศก็ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิในตอนกลางคืนเข้าไปด้วย อุณหภูมิตอนกลางคืนต่ำสุดก็ต้องถึงประมาณสิบหกองศา กลางวันยี่สิบกว่าองศา
ซ่งฝูเซิงพูด “ต้องดูว่าสวรรค์จะเข้าข้างหรือไม่ขอรับ จากที่ดูตอนนี้คงประมาณเดือนหกถึงจะปลูกได้ เก็บเกี่ยวก็ต้นเดือนเก้า”
“ช้าขนาดนั้นเชียวรึ”
“ขอรับใต้เท้า”
อันที่จริงนี่ก็ถือว่าเร็วที่สุดแล้ว ซ่งฝูเซิงคิดในใจ
ตั้งแต่หว่านเมล็ดลงดินออกรากไปจนถึงเติบโต นี่ไม่ใช่ว่างอกพริกเขียวออกมาแล้วจะเด็ดกินได้โดยตรง
อีกทั้งท่านต้องการเมล็ดพันธุ์ แถมยังอยากให้พวกเราทำพริกแห้งให้ด้วย งั้นก็ต้องรอมันแดงถึงจะเด็ดออกมาได้ มันก็ต้องใช้เวลาหรือเปล่า
เด็ดออกมาแต่ละล็อตๆ ก็ต้องเอามาตากให้แห้งอีก
ทำการตัด เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดก็ต้องเก็บไว้อีก
นี่มันต้องใช้เวลาทั้งนั้น
เหมาจวิ้นอี้ก็คิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ยอมให้เวลาซ่งฝูเซิงมากหน่อย ดีกว่าน้อยเกินไป
ถ้าอย่างนั้นจะเริ่มขนไปยังที่ต่างๆ ได้ตั้งแต่กลางหรือปลายเดือนเก้า ระยะทางต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เดือนสิบเอ็ดสามารถส่งไปถึงมือพวกทหารได้หรือเปล่า
โดยเฉพาะทัพใหญ่ที่ดูแลความสงบของชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ทางตอนเหนือ ที่นั่นสภาพอากาศหนาวเย็นมาก
ถูกต้อง ไม่เพียงแต่พวกเราจะสู้กับด้านหน้า ด้านหลังเราก็ต้องป้องกันเหมือนกัน
ถึงแม้หลายปีมานี้จะถือคติอยู่กันอย่างสันติกับชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ ใช้ของมีค่าไปซื้อม้า เช่น อัญมณี ใบชา เป็นต้น ทางนั้นก็มีทำการค้ากับพวกเราอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ใครจะรู้ว่าชนเผ่าเลี้ยงสัตว์จะอาศัยช่วงที่พวกเราชุลมุนมาโจมตีหรือเปล่า จำเป็นต้องป้องกัน จึงมีกองทัพไปตั้งค่ายอยู่ที่นั่น
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว” ใต้เท้าเหมาส่งสัญญาณบอกให้หนึ่งในเจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารเอาป้ายเฉพาะของทางการทหารมามอบให้ซ่งฝูเซิง พอถึงเวลาทั้งสองฝ่ายจะใช้ป้ายนี้ในการส่งของรับของ จากนั้นก็ให้เจ้าหน้าที่พาซ่งฝูเซิงไปเอาตั๋วเงิน
ซ่งฝูเซิงฟังบทสนทนาของทั้งสองคนนี้ก็แอบตกใจ ตั๋วเงินอะไร ให้เงินด้วยเหรอ
เหมาจวิ้นอี้เห็นสีหน้าของซ่งฝูเซิงที่อยู่ๆ ก็ตื่นตกใจ เขาคิดว่าเมื่อครู่ตัวเองอาจมองคนผิดไปเสียแล้ว
ที่แท้ พอเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนที่จะเข้าใจราชสำนัก คำนึงถึงความลำบากในมุมของราชสำนัก
ใช่ เขารู้ราคาพริกของคนพวกนั้น เคยไปลองกินที่แผงร้านค้า เคยซื้อพริกเขียวที่โรงเตี๊ยม รู้ว่าราคาที่พ่อหนุ่มตรงหน้าคนนี้ขายอยู่ที่ประมาณหกสิบถึงแปดสิบเหวิน คิดดูก็รู้ว่าต่อให้รอปลูกหน้าร้อนในพื้นที่ขนาดใหญ่ เอาแค่พริกเขียวอย่างต่ำก็ขายได้ห้าถึงสิบเหวินแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพริกเขียวห้าจินเพิ่งจะได้พริกแดงแห้งแค่จินเดียว พริกแดงแห้งคงขายได้ถึงประมาณสามสิบสี่สิบเหวิน
คุณชายลู่ก็มีกำชับไว้ว่า ปีหน้าพวกเขาจะต้องอุทิศเมล็ดพันธุ์ให้กับทางราชสำนัก ถ้าเช่นนั้นการเก็บเกี่ยวในปีนี้ก็ต้องให้ราคาที่เหมาะสมแก่พวกเขา
แต่เหมาจวิ้นอี้คิดว่าจินละสิบเหมาเป็นราคาที่ยุติธรรมแล้วในสายตาเขา
นี่ก็เป็นเพราะคุณชายลู่สั่งไว้ ถ้าไม่มีคุณชายลู่ เขาคงกดให้ราคาชาวบ้านที่สี่ห้าเหมา อีกทั้งไม่มีทางให้เงินล่วงหน้า ล้อเล่นหรือเปล่า อาจเบี้ยวนัดส่งของไปเรื่อยๆ ก็ได้
ต้องทราบก่อนว่านี่ยังมีเรื่องการงดเว้นเกณฑ์ทหารมาเกี่ยวข้องด้วย
เขาคิดเสมอว่า ยามราชสำนักลำบาก ทุกคนย่อมมีส่วนรับผิดชอบ มาคุยเรื่องได้มากได้น้อยอย่างนั้นเหรอ ที่ให้เงินล่วงหน้าเป็นเพราะคำนึงถึงว่ากลัวคนพวกนี้จะทำเสียงาน ทำให้ส่งของไปแนวหน้าล่าช้าเพราะไม่มีเงินหมุน อยากได้เงินจนเป็นบ้าไปแล้วเหรอ
ในขณะที่เหมาจวิ้นอี้มีสีหน้าปกติ แต่ในใจกลับเปลี่ยนความคิดมองซ่งฝูเซิงก็เหมือนชาวบ้านคนอื่น
ซ่งฝูเซิงที่ถูกเจ้าหน้าที่พาเดินไปถึงประตูทันใดนั้นได้หยุดเดิน หันกลับมาพูด
“ใต้เท้า ข้าน้อยรู้สึกว่าให้เยอะเกินไปหรือเปล่าขอรับ ตอนนี้เป็นช่วงที่ราชสำนักลำบากที่สุด แค่ให้เงินพวกข้าน้อยสำหรับซื้อสัตว์ใช้แรงงานก็พอ สองพันห้าร้อยตำลึงมันมากเกินไป”
อะไรกัน พวกเจ้าหน้าที่ดูแลเอกสาร “…”
เหมาจวิ้นอี้ “…”
“ใต้เท้า อีกอย่างข้าน้อยยังพูดไม่จบ คุยเรื่องพริกเสร็จแล้ว ข้าน้อยยังมีอะไรที่อยากให้ใต้เท้าดูสักหน่อยขอรับ”
ซ่งฝูเซิงแกะห่อผ้าบนตัว หยิบของตัวอย่างสามชนิด “นี่คือไก่หยอง นี่คือเต้าหู้นมที่ทำมาจากนมวัว
เขาชูของตัวอย่างชิ้นสุดท้ายที่มีสีดำ อันสุดท้ายนี่สุดยอดมาก “ใต้เท้า ลูกสาวของข้าน้อยขนานนามของมันว่า ขนมปังดำ”
ช่วงนี้ฝูหลิงลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเพื่อทำขนมปังดำอันนี้ ยอมทนฝืดคอลองกินมันตลอด