ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 455 ขนมปังขาวอร่อยเหาะ อย่างอื่นน้องๆ ทั้งนั้น
พูดถึงขนมปังดำนี่ ใครก็ไม่มีความในใจมากเท่าซ่งฝูเซิงอีกแล้ว
เขาบอกว่าเขาอยากทำอะไรเพื่อบ้านเมือง เพื่ออนาคตที่สงบสุข เพื่อลูกหลาน อุทิศเพื่อทหารแนวหน้า คิดไปคิดมา นั่งคิดนอนคิด
ส่วนลูกสาวของเขา แค่แสดงท่าทีตอนแนะนำเขา จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นการกระทำ
การกระทำทั้งหมดของลูกสาวเขาล้วนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
ลูกสาวบอกกับเขาว่า นึกถึงเสบียงที่ทหารยุคปัจจุบันกิน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คุกกี้อัดแท่ง เป็นต้น แต่ของพวกนี้มันเป็นไปไม่ได้เลย
ข้อแรก เปลืองน้ำมัน
ข้อสอง เปลืองธัญพืชเนื้อละเอียด
ต่อให้ทำออกมาแล้วไม่ได้ให้ทหารทั่วไปกิน แต่ให้ทหารระดับผู้บัญชาการกินก็ตาม
ระดับผู้บัญชาการพวกเขาต้องเป็นห่วงด้วยเหรอ มีชาชั้นดีดื่ม มีอาหารอย่างดีกิน ในหลายสถานการณ์ผู้บัญชาการไม่อดอยาก คนในกองทัพที่ต้องทนหิวก่อนเป็นลำดับแรกสุดก็คือทหารทั่วไป
ข้อสาม ไม่มีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม
อย่างคุกกี้อัดแท่ง การขนส่งไม่มีรถไฟหรือรถยนต์ ใช้กำลังคนเข็นเท่านั้น ระยะเวลาที่ใช้ขนยาวนานเกินไป แบบนี้พวกคุกกี้อัดแท่งหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้โดนความชื้นขึ้นราหมด
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่มีเครื่องอัดสุญญากาศ ไม่มีเครื่องบีบอัด แค่นี้ก็ทำไม่ได้แล้ว อยากผลิตจำนวนมากก็ต้องสอดคล้องกับกำลังการผลิต แต่ที่นี่ไม่มีเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมแบบนี้
ลูกสาวเขาบอกว่า “ระยะทางของการเอาความคิดในสมองมาทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ในชีวิตจริง ท่านพ่อ มันยาวยิ่งกว่าทางที่พวกเราลี้ภัยมาเสียอีก”
จากนั้นฝูหลิงก็เริ่มเปิดตำราพลิกหนังสือศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้ง
ค้นหาเสบียงอาหารสำหรับยุคที่ยังใช้ปืนยิงกันอยู่
ได้ข้อสรุปออกมาว่า ที่นี่มีอยู่หลายอย่าง
เช่น แป้งอบ แป้งทอด ข้าวสวย เป็นต้น
อย่างชาแป้ง ชาข้าวก็ยังติดปัญหาอยู่ ในสถานการณ์ที่ขาดแคลนเสบียงอาหาร อาหารที่สิ้นเปลืองน้ำมันแบบนี้ก็ให้แค่ผู้บัญชาการกิน
ส่วนแป้งอบ แป้งทอด ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาเรื่องการหมดอายุ มันสามารถอยู่ได้สิบวันโดยไม่เสีย แต่หลังจากทำเสร็จมันสามารถอยู่ได้ถึงสองเดือนหรือเปล่าล่ะ มันก็ต้องผ่านการเอาไปลงหม้อใหม่อยู่ดี
ถ้าทหารเรือนแสนต้องมานั่งก่อไฟอุ่นกิน ยามที่ว่างๆ มันก็ได้อยู่หรอก
แค่นั้นก็ดีมากแล้ว
ระหว่างทางที่ลี้ภัย ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยต้องก่อไฟทำอะไรกิน สองร้อยกว่าชีวิตก็พอให้ควันพวยพุ่งขึ้นฟ้าแล้ว
สมมติว่าทำสงครามทีกินเวลาต่อเนื่องหลายวันล่ะ ไม่มีเวลาก่อไฟ
ดังนั้นลูกสาวของเขาจึงไปค้นคว้าอีกรอบ หาอะไรที่ยุคโบราณพอจะผลิตได้ อาหารพร้อมกินที่พวกเขาสามารถทำออกมาได้
ตอนที่อ่านตำราของสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอีกครั้ง ลูกสาวของเขาก็จับจ้องไปที่เสบียงของทหารโซเวียต
ตอนนั้นทหารโซเวียตแนวหน้าเกือบขาดแคลนเสบียง เพื่ออุดหนุนเสบียงไปให้ทหารแนวหน้า ชาวโซเวียตลำบากถึงขั้นที่ต้องไปต่อแถวรับขนมปังดำแบบนี้ทุกวัน ขนมปังแถวเล็กๆ ช่วยประทังความหิวไปได้หลายวัน จากนั้นถึงอยู่รอดเอาชนะทหารข้าศึกได้
อีกทั้งที่นั่นก็หนาวมาก บางท้องที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกแม้แต่น้อย ตอนนั้นขาดแคลนเสบียงอาหารอย่างรุนแรง แต่กลับอาศัยขนมปังดำแบบนี้ช่วยให้ประชากรหลายแสนรอดได้อย่างปาฏิหาริย์
หนังสือเล่มใดก็ตามที่พูดถึงขนมปังดำชนิดนี้ของทหารโซเวียต แต่ละเล่มก็แค่อธิบายเพียงผิวเผิน
สุดท้ายสรุปออกมาได้ว่า
ต้องทำการหมัก ใช้เศษรำข้าวสาลีกับข้าวไรย์มาทำก็พอ ต้องอัดให้เนื้อแน่น และใช้วิธีการอบแบบโบราณที่สุด
หากขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ก็ผสมเศษไม้ลงในขนมปังชนิดนี้ได้ ท้องของคนเราย่อยเศษไม้ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แบบนี้จะสามารถใช้เศษรำข้าวอย่างน้อยที่สุด เพื่อทำขนมปังออกมาได้มากขึ้น
เก็บไว้ได้หนึ่งปี พกพาสะดวกเป็นอย่างมาก
ตอนออกเดินทางให้ทหารแต่ละคนแบกไปได้ ไม่ต้องตั้งเตาตั้งหม้อ เวลาทำสงครามหิวๆ ก็ล้วงออกมากินได้
ขนมปังดำหนึ่งแถวยาวสามารถแบ่งกินได้แปดถึงสิบคนต่อวัน ซึ่งก็หมายความว่า ขนมปังดำหนึ่งแถวก็คือเสบียงอาหารหนึ่งวันของทหารสิบคน อีกทั้งธัญพืชไม่ขัดสีอุดมไปด้วยอะไมเลส รำข้าวของข้าวสาลียังอุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิดและเอนไซม์ต่างๆ
ลูกสาวของเขาจึงเลือกสิ่งนี้ทันที แม้แต่เตาอบก็ทำขึ้นมาใหม่
ตอนนั้นลูกสาวของเขาพูดอย่างเป็นการเป็นงานว่า “บรรพบุรุษของพวกเรามีคำพูดหนึ่งที่พูดไว้ถูกต้อง กินธัญพืชให้มากๆ มีประโยชน์ต่อร่างกาย ขนมปังดำอันนี้ วันละสามมื้อ ธัญพืชมันทุกมื้อ”
เพื่อที่จะทำออกมาให้ได้ ลูกสาวของเขาต้องงัดกลเม็ดออกมาทั้งตัว เพราะนี่เป็นคนละเรื่องกับการทำขนมปังแบบทั่วไป ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ทำทุกวัน วันๆ ซ่งฝูหลิงขลุกตัวอยู่แต่ในห้องทำขนม ทำทีละชิ้น ทีละชิ้น เพื่อให้ออกมาเนื้อแน่นเหมือนอิฐมากที่สุด ขณะเดียวกันทำเสร็จก็ทิ้งไว้ในห้อง ดูว่าสูตรไหนไม่เสีย ขนมปังสูตรทดลองถูกวางไว้เต็มเตียงพร้อมมีตัวเลขกำกับ
เหมาจวิ้นอวี้มองความจริงจังออกทางสีหน้าของซ่งฝูเซิง ไม่จริงจังได้เหรอ นั่นเป็นความรักของลูกสาวเขาที่มีต่อทหารแนวหน้า
ดังนั้นใต้เท้าเหมาจึงเป็นคนแรกที่รับขนมปังดำมาก่อน ออกแรงบิออกมาเล็กน้อย ยังไม่ทันได้กิน กลิ่นเหม็นเปรี้ยวก็ลอยมาเตะจมูก
เล่นเอาใต้เท้าเหมาจำต้องถามเพื่อความแน่ใจ “ของสิ่งนี้ที่เจ้าให้ข้าดู มันเอาเข้าปากกินได้จริงใช่ไหม”
“เรียนใต้เท้า ขอรับ ชิมดูสิขอรับ”
ซ่งฝูเซิงรู้สึกฝืนใจขึ้นมาอีกแล้ว
ดูเอานะ ใต้เท้าก็รู้สึกว่ามันกินยากใช่ไหม
ลูกสาวข้ากินมันตั้งหลายวันเพื่อทำการทดลอง
สาวน้อยจอมตะกละต้องมากินอาหารรสหยาบกระด้างทุกวัน กัดหนึ่งคำแข็งเป็นบ้า กินเข้าไปรสเหมือนของหมดอายุ คนละเรื่องกับขนมปังแข็งที่ขายในยุคปัจจุบัน ของที่ขายในยุคปัจจุบันก็ว่ากินยากแล้วนะ
ลองกินเพื่อดูว่าของสิ่งนี้อยู่ท้องหรือเปล่า ประทังความหิวได้จริงหรือไม่ กินเสร็จรู้สึกอิ่มท้องไหม สามารถประทังความหิวได้กี่ชั่วโมงเมื่อเทียบกับกินหมั่นโถวสองสามลูก สุดท้ายท้องจะเสียไหม วันต่อมาขับถ่ายปกติหรือเปล่า
ลูกสาวบอกว่า ให้คนอื่นลองไม่ได้ นางต้องทำจนกว่าตัวเองจะพอใจ แบบนี้ถึงจะวางใจส่งไปให้ทหารแนวหน้าในอนาคตได้ ไม่อย่างนั้นเกิดไปทำพวกทหารท้องเสียเข้า แบบนั้นยิ่งช่วยให้ยุ่งเข้าไปใหญ่
เหมาจวิ้นอี้ได้ฟังก็จำต้องกัดขนมปังแห้งๆ ที่เหม็นเปรี้ยวเข้าปากเคี้ยว
ซ่งฝูเซิงแนะนำ “ใต้เท้า ออกแรงเคี้ยวหน่อยขอรับ แล้วจะพบว่ายิ่งเคี้ยวยิ่งหอม ถ้าใต้เท้ากินก้อนเล็กๆ นี้หมด ข้าน้อยรับรองเลยว่า ถึงพรุ่งนี้เที่ยงใต้เท้าก็ยังไม่หิว”