ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 456 นักแสดงนำดีเด่น
ตอนที่ 456 นักแสดงนำดีเด่น
ปากของใต้เท้าเหมาเคี้ยวคำที่เพิ่งกัด ก้มหน้ามองขนมปังดำอีกครึ่งชิ้นที่อยู่ในมือ
เขาอดทนต่อกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ฝืนกินขนมปังดำในมือเข้าไปทั้งหมด
ค่อยๆ เคี้ยว สีหน้าจริงจังสุดๆ
ฟันไม่ดีก็ใช้น้ำลายละลายเอาแล้วค่อยกลืนลงไป
เจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารทั้งสี่ก็ล้อมเข้ามา ยื่นมือไปขอซ่งฝูเซิง “พวกเราก็อยากชิมบ้าง”
ซ่งฝูเซิงรีบเอาขนมปังดำที่เหลือยื่นให้
คนนี้เสี้ยว คนนั้นเสี้ยว แต่ละคนบิออกไปหนึ่งชิ้น ยืนเคี้ยวเงียบๆ อยู่หน้าโต๊ะทำงานใต้เท้าเหมา
เดิมทีพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้
แต่เวลานี้สิ่งที่อยู่ในใจมีมากเหลือเกิน
เพียงเพราะซ่งฝูเซิงได้เล่ากระบวนการทำทั้งหมดให้พวกเขาฟัง
เล่าตั้งแต่แรกสุด ก่อนหน้านี้พวกเขาเปิดร้านขายขนม ชื่อว่าร้านขนมเค้กแห่งความสุขของย่าหม่า
ขนมที่ขายในร้านเช่น ขนมปัง ขนมเค้ก เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน
แต่ตอนนี้ไม่ทำแล้ว
จากนั้นเนื่องจากเขาเสนอว่าอยากทำอะไรให้ทหารแนวหน้าบ้าง ลูกสาวของเขามาได้ยินเข้า จากนั้นก็ไปใช้เตาทำขนมของบ้านคิดค้นอาหารที่ช่วยประทังความหิวแบบนี้
เจ้าหน้าที่ทั้งสี่คิดว่า ซ่งฝูเซิงพูดเก่งมาก รู้สึกประทับใจเหลือเกิน
เพราะจากคำบรรยายของคนคนนี้ พวกเขาราวกับมองเห็นภาพเหตุการณ์มากมาย
ขนมปังดำแบบนี้วางอยู่เต็มเตียง
สาวน้อยเข้าออกห้องทำขนมบ่อยครั้ง จดบันทึกส่วนผสมที่ทำออกมาอย่างตั้งใจ เพราะกลัวสับสน
สาวน้อยกลัวคนในครอบครัวจะเห็นสีหน้าที่กล้ำกลืนฝืนกิน จึงบิดขนมปังที่ชวนฝืดคอชนิดนี้แล้วแอบไปหลบกินในที่ที่ไม่มีคน
แถมยังเถียง
พ่อกับแม่บอกนางว่าไม่ต้องกินแล้ว สาวน้อยพูดว่า ‘นี่เป็นของที่จะเอาให้พวกทหารแนวหน้ากิน ขนาดพวกเขายังกินได้ ลูกกินแค่ไม่กี่วัน มีอะไรให้กินไม่ได้’
เจ้าหน้าที่ทั้งสี่คิด ก็ไม่รู้ว่าคนคนนี้เจตนาหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดที่จริงใจแบบนี้ พวกเขาไม่มีทางคิดเป็นจริง
ทำงานในหน่วยงานนี้ ฟังคำประจบมาทุกแบบ
แต่คำพูดนี้ ทีเดียวโดนใจพวกเขา ดูใต้เท้าสิ ประทับใจอย่างเห็นได้ชัด
นั่นสินะ พวกทหารด่านหน้าที่รบกับศัตรูอย่างกล้าหาญยังกินได้ แล้วพวกเขามีอะไรให้กินไม่ได้
เหมาจวิ้นอี้กลืนคำสุดท้ายแล้วดื่มน้ำชา
สีหน้าเวลายิ้มเหมือนตอนที่ไปกินอาหารข้างทางไม่มีผิด “ลูกสาวชื่ออะไร”
“เรียนใต้เท้า ชื่อฝูหลิง ซ่งฝูหลิงขอรับ”
“อืม ฝูหลิงรึ อืม…ดี”
จากนั้นใต้เท้าเหมาก็ยิ้มพลางส่ายมือให้พวกเจ้าหน้าที่ดูแลเอกสาร “พวกเจ้าก็เลิกกินได้แล้ว ของที่เหลือพวกนี้ข้าจะเอาไปใช้ประโยชน์อีก”
“ขอรับใต้เท้า” พวกเจ้าหน้าที่ยิ้มพลางถอยออก เจ้าหน้าที่คนสุดท้ายที่ถอยออกยังได้ใช้กระดาษไขห่อขนมปังดำเอาไว้ให้เรียบร้อยด้วยความระมัดระวัง
“เจ้าบอกว่าขนมปังก้อนนี้กินได้สิบคนรึ หนึ่งก้อนเป็นเสบียงอาหารหนึ่งวันของทหารสิบคนอย่างนั้นรึ”
ซ่งฝูเซิงยกมือคารวะ “ถูกต้องขอรับใต้เท้า เคยลองที่บ้านแล้ว พูดให้ถูกน่าจะเป็น กินเข้าไปแล้วใช่ว่าจะกินอาหารไม่ได้อีก แต่คือถ้าไม่กินก็ไม่ได้รู้สึกหิวมากมายอะไร ไม่มีทางหิวจนท้องร้องขอรับ”
เหมาจวิ้นอี้พยักหน้า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือจุดนี้
เตรียมให้หน่วยพิเศษบางหน่วยจะสามารถช่วยแก้ปัญหาใหญ่ได้
แต่ต้องหาคนลอง เอาให้ทหารทั่วไปแปดถึงสิบคนลองกิน
“แล้วนี่อะไรรึ”
“อันนี้เรียกว่าเต้าหู้นม แต่ใต้เท้าลองดูนะขอรับ อันที่จริงมันแข็งเหมือนก้อนอิฐ ก็แค่ตอนมันเพิ่งออกจากหม้อจะนิ่มเหมือนเต้าหู้ นี่เป็นผลจากการวางไว้ให้แข็งตัวข้างนอก ข้าน้อยจะบิดออกมานิดหน่อย ลองไหมขอรับ”
เหมาจวิ้นอี้อดทนไม่เรอออกมา “ได้”
จากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งสี่ก็บ่นในใจเหมือนเมื่อครู่ คนคนนี้พูดเก่งจริงๆ
เมื่อครู่เขาพูดถึงลูกสาวตัวเองใช่ไหมล่ะ คราวนี้กลายเป็นแม่แล้ว
อีกทั้งเรื่องราวก็ไม่เหมือนกับเมื่อครู่ เล่าได้คล่องปาก
ฟังเอานะ
คนคนนี้เล่าว่า เต้าหู้นมนี้เป็นหัวใจสำคัญของขนมที่ขายในร้าน มีขนมหลายชนิดที่จำเป็นต้องใช้สิ่งนี้
ห้องทำขนมหยุดทำการแล้ว แต่วัวนมไม่สนเรื่องนั้นเสียหน่อย มันผลิตนมตามปกติ
กลัวสิ้นเปลือง จึงคิดว่าช่วงว่างๆ นี้ เอามาทำเป็นเต้าหู้นมเก็บไว้ก็ไม่ต้องกลัวเสีย จึงทำมาอย่างต่อเนื่อง
วันไหนพวกเด็กๆ ในบ้านบอกไม่มีอาหารกินแล้วก็กินมัน อยู่ท้องมากทีเดียว
พิสูจน์มาแล้วว่าอยู่ท้องจริง ค่อนข้างเลี่ยน กินเสร็จร่างกายมีพละกำลัง แถมยังไม่หนาว มหัศจรรย์มาก
ดังนั้นตอนที่ใต้เท้าส่งคนไปหา แม่ถึงได้ถือก้อนใหญ่วิ่งตามมาให้ บอกให้เอาไปนำเสนอใต้เท้า
แม่บอกว่า ไม่ต้องสนว่ามีประโยชน์หรือเปล่า เอาไปก่อน เสนอให้ใต้เท้าดู เกิดมันใช้ได้ล่ะ ก็เพราะแบบนี้ถึงต้องลองเอาไปเสนอใต้เท้าดู
แม่ยังบอกอีกว่า เปลืองแค่นม แต่วัวผลิตนมทุกวันอยู่แล้ว ถึงไม่ได้ใช้ อย่างไรก็ต้องรีดออก ถ้าทำแล้วเอาไปส่งให้แนวหน้าได้ก็ประหยัดอาหารไปได้ไม่น้อย
อันที่จริงตอนที่ซ่งฝูเซิงตอบคำถามนี้แอบมีความคิดส่วนตัว
กลัวลูกสาวได้หน้ามากเกินไป อายุยังน้อย เมื่อครู่พูดถึงไปแล้ว ตอนนี้พูดถึงไม่ได้อีก
ถึงแม้จะเป็นเต้าหู้นมที่ลูกสาวเขาทำ แต่จะเอาความคิดพิลึกแปลกประหลาดทั้งหมดไปโยนให้ลูกสาวของเขาคนเดียวไม่ได้ จึงแบ่งไปให้ท่านย่าหม่า
เช่นนั้นไม่พูดไม่ได้เหรอ ไม่พูดได้อย่างไร
ความพยายามของพวกเราต้องทำให้คนอื่นเห็น ความในใจต้องให้คนอื่นได้ยิน
เจ้าหน้าที่ทั้งสี่ ฟังเอานะ แม่ของเขามีแต่คำพูดของคนที่ใช้ชีวิตเป็น สอดคล้องกับจิตใจใต้เท้าเหมาของพวกเขาที่ถือคติเรื่องประหยัด
ตามคาด เหมาจวิ้นอี้ดูสนใจ เรื่องนี้เขาตัดสินใจได้ทันที
เพราะอันนี้อร่อย
อันนี้ต่อให้ผลิตได้ไม่มาก ต่อให้เอาให้ได้แค่ผู้บัญชาการทหารแนวหน้าก็ตาม
เหมาจวิ้นอี้ถามซ่งฝูเซิงอย่างละเอียดว่าที่บ้านมีวัวกี่ตัว แต่วันผลิตนมได้เท่าไร นมกี่จินทำเต้าหู้นมได้หนึ่งก้อน เต้าหู้นมหนึ่งก้อนกินได้กี่วัน
ไม่เพียงแต่ซ่งฝูเซิงจะตอบอย่างละเอียดมาก ยังแนะนำเพิ่มอีกด้วย
บอกว่า “ข้าน้อยเคยรับซื้อนม ใต้เท้า ข้าน้อยค้นพบปัญหาหนึ่งในระหว่างการรับซื้อ วัวนมของพวกเราถูกเลี้ยงกระจัดกระจายเกินไป ตรงนี้สามตัว ตรงนั้นสี่ตัว
ไม่มีอยู่เป็นฝูง ต่อให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การเลี้ยง แต่บางคนก็ไม่ได้ตั้งใจเลี้ยง
คนเลี้ยงวัวไถนามีเยอะมาก คนที่เลี้ยงวัวนมมักปล่อยให้เดินเพ่นพ่านข้างนอก ถ้าเอามารวมกันได้ แบบนี้อาหารจากนมของพวกเราก็จะได้ปริมาณที่มากขึ้นขอรับ”
ทั้งสองคนคุยกันเรื่องอิฐนมจนเวลาผ่านไปอีกหนึ่งถ้วยชา รวมถึงวิธีกินด้วย
ส่วนเรื่องเนื้อหยอง ซ่งฝูเซิงบอกว่า “วัวหยอง ไก่หยอง หมูก้อน อาหารที่สะดวกพกไปแนวหน้าพวกนี้ แค่เอาเนื้อสัตว์มาก็ทำให้ได้”
อีกทั้งเขายังไม่รู้ว่าเหมาจวิ้นอี้เคยไปกินที่ร้านข้างทางของพวกเขา
นี่ก็มีเหตุผลอธิบายอีก พวกผู้ชายในครอบครัวของพวกเขาไม่เหมือนกับผู้ชายข้างนอก พวกเขาเคยเปิดแผง เวลาทำอาหารที่บ้าน ผู้ชายที่แข็งแรงหลายคนสามารถควงกระทะทำกับข้าวได้ คิดค้นกันเองทั้งนั้น
เจ้าหน้าที่ทั้งสี่ ตามคาด กลายเป็นพวกเขาทุกคนแล้ว
ในใจคำนึงถึงหลายคนจริงๆ เลยนะ ยกมาพูดให้ใต้เท้าฟังหมด
ดูสีหน้าของใต้เท้าก็รู้ว่าวันนี้ภายในห้องทำงานของพวกเขาได้บังเกิดสามที่สุด
รางวัลที่สุดแห่งความประทับใจ บุตรสาวของคนผู้นี้
รางวัลที่สุดแห่งความจริงใจ มารดาของคนผู้นี้
รางวัลที่สุดแห่งความอบอุ่นใจ เครือญาติของคนผู้นี้
ดูเอานะ นี่ก็คือศิลปะการพูดที่สูงที่สุด ไม่ได้พูดถึงตัวเองเท่าไร แต่ลงรายละเอียดจนเห็นภาพทั้งลูกสาว แม่ เครือญาติ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอิทธิพลในการนำเสนอของเขาทั้งนั้น
เหมาจวิ้นอี้ถูกคนมาเรียกไป ใต้เท้าเสนาบดีมีเรื่องถามเขา
ตอนรีบร้อนจะออกไป ไม่มีมาดของขุนนางแม้แต่น้อย ถ้ากับชาวบ้านดีเด่นแบบนี้เขายังจะวางมาด เขายังเป็นขุนนางที่ทำเพื่อราษฎรอีกเหรอ เห็นเขาเป็นคนอย่างไร
ใต้เท้าเหมาตบแขนซ่งฝูเซิงพลางพูด “อีกสองวันเจ้าค่อยมาใหม่”
หนึ่งในเจ้าหน้าเอาป้ายอันเล็กให้ซ่งฝูเซิงอีกอัน เป็นป้ายเข้า-ออก ครั้งหน้าเป็นฝ่ายมาเอง ไม่ต้องให้ใครไปหา
ซ่งฝูเซิงคิดว่าอีกสองวันที่ใต้เท้าเหมาว่าคืออีกสองวันถึงจะสามารถสรุปได้
ก็ได้ พอเข้าใจได้
ขนาดสมัยปัจจุบันยังต้องดำเนินการพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอน ประทับตราสารพัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสมัยโบราณที่ประสิทธิภาพด้อยกว่า
แต่ในความเป็นจริง ซ่งฝูเซิงยังไม่รู้จักใต้เท้าเหมาดี
ใต้เท้าเหมาเป็นประเภทที่พูดแล้วทำเลย
อีกสองวันที่ว่าอาจเป็นไปได้ที่จะให้เจ้าถือจดหมายไปเอาอิฐเอาวัว ไหนจะขั้นตอนมากมายก่ายกอง ให้เขาไปหานายอำเภอเมืองถงเหยาจัดการได้โดยตรง
ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่พวกนั้นแล้วลงมือได้เลย