ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 463 ไม่เหมือนเดิม
ลุงใหญ่ของซ่งฝูเซิงโบกผ้าสีเหลืองขุ่นในมือ “รถวัตถุดิบตามข้ามา รถวัตถุดิบตามข้ามา ทางนี้ๆ ขึ้นสะพาน ไม่เป็นไร สะพานเพิ่งสร้างใหม่ ไม่พังหรอก ตามมาเลย”
รถขนวัตถุดิบทยอยตามอยู่ด้านหลังลุงใหญ่ของซ่งฝูเซิง คอยดูเขาสั่งการ
ตรงกลางขบวนรถขนวัตถุดิบมีตาฉีคอยโบกผ้าสีเหลืองขุ่น “ตามไปๆ”
รถที่อยู่หัวขบวนขึ้นสะพานไปแล้ว รถที่อยู่ด้านหลังยังต่อแถวอยู่ที่ริมแม่น้ำในหมู่บ้านอย่างที่ไม่ได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย หางแถวก็ยังมีชายสูงวัยของครอบครัวพวกเขาคอยโบกผ้าสั่งการอยู่ด้วยเช่นกัน
เมื่อรถขนวัตถุดิบไปถึงหน้าประตูอีกฟากของแม่น้ำ
ท่านลุงซ่งก็เอาสมุดเล่มเล็กมาจดบันทึก รถหนึ่งคันบรรทุกมากี่กระสอบ เอาลงมาแล้วกี่คันรถ
ขนของลงจากรถไม่ต้องใช้คนของทางนั้น กลัวจะทำงานกันช้า
พวกซื่อจ้วง ต้าหลัง เกาเถี่ยโถว แรงงานหนุ่มกำลังวังชาดีเหล่านี้ต่างต่อแถวแบกกระสอบขึ้นหลัง
พวกผู้หญิงในบ้านก็คอยสั่งพวกซื่อจ้วงว่าให้เอากระสอบวัตถุดิบไปวางไว้ที่ไหน
พวกผู้หญิงทำงานละเอียด สามารถใช้พื้นที่ว่างทั้งหมดภายในบ้านจัดวางกระสอบเสบียง โดยเว้นทางเดินภายในบ้านสำหรับลงจากเตียงเอาไว้ พื้นที่ที่เหลือก็เอาไว้วางของหมด
ส่วนพวกเด็กๆ กำลังบอกทางให้รถที่ขนของลงหมดแล้วออกจากตรงนั้น
รถที่เอาของลงหมดแล้วต้องรีบออกไปทันที มิฉะนั้นจะทำคันที่อยู่ข้างหลังเสียเวลา
พวกเด็กกึ่งโตอย่างเอ้อร์หลัง ซ่งจินเป่า ต่างโบกมือกันไม่หยุดเพื่อให้รถเปล่าตามหลังพวกเขาไป
เส้นทางที่รถเปล่าเลี้ยว จะมีเด็กๆ ยืนเรียงแถวอยู่
ทุกสองสามเมตรจะมีหนึ่งคน พวกเขาต่างเรียกลุงเป็นเสียงเดียวกัน “ท่านลุง ไปข้างหน้า ใช่ ตรงไป ออกไปทางนี้”
วัตถุดิบ กระดาษไขราคาแพงสำหรับคลุมโรงเพาะปลูกพริก อิฐเขียวสำหรับเอาไว้ก่อเตา ทั้งหมดนี้เอามาลงที่บ้านตัวเอง ขนมาไว้ที่อีกฟากของแม่น้ำ
หญ้าสำหรับเลี้ยงวัวนมขนไปไว้ที่หอบรรพชนในหมู่บ้าน
เวลานี้หอบรรพชนถูกเปิดอยู่
เมื่อคืนหัวหน้าตระกูลเริ่นกับพวกคนที่มีบารมีเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่บ้านมาทำการขอบคุณบรรพบุรุษ และได้ทำการขอขมาเหล่าบรรพชนไปแล้ว
ขอบคุณที่บรรพชนคุ้มครองลูกๆ หลานๆ ทั้งหมู่บ้านให้ไม่ต้องไปลำบากลำบนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร
ขณะเดียวกันก็ขอขมา วัวนมของฮ่องเต้เข้ามาในหมู่บ้านแล้ว อาหารของวัวจะไปวางไว้บ้านใครก็ไม่สะดวกในการนำไปเลี้ยงวัว วางที่ไหนก็ไม่เหมาะ จำต้องเอามาไว้ที่นี่ โปรดอย่าได้ถือสา
ที่ด้านหน้าหอบรรพชน ข้างเกาถูฮูมีเด็กผู้ชายในหมู่บ้านหลายคนยืนอยู่ พวกเขาเตรียมตัวพร้อมแล้ว
เกาถูฮูใช้สองมือชูผ้าสีเหลือง ทำสัญญาณมือ “อาหารวัวมาทางนี้ มาตรงนี้”
รถที่บรรทุกอาหารวัวทยอยมาที่ด้านหน้าหอบรรพชนคันแล้วคันเล่า พวกเด็กผู้ชายในหมู่บ้านก็เริ่มเอาของลง แบกเข้าไปในหอบรรพชนทีละกระสอบ
คนที่รับหน้าที่จัดระเบียบของในหอบรรพชนคือบรรดาผู้เฒ่าแซ่เริ่นที่เป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่บ้าน
ส่วนหัวหน้าตระกูลเริ่นเวลานี้กำลังสั่งการอยู่ที่นอกหมู่บ้าน เขาเป็นผู้บัญชาการใหญ่
ห่างออกไปหลายลี้จากหมู่บ้านเหรินจยาจะมีคนของหมู่บ้านคอยโบกธง “ข้างหน้านี้ก็คือหมู่บ้านเหรินจยา หมู่บ้านเสบียงทหาร”
ในฐานะที่ซ่งฝูเซิงเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เขายุ่งยิ่งกว่าใคร คอยแสดงป้ายที่กรมคลังให้มา ติดต่อสื่อสาร อีกทั้งยังต้องดูหนังสืออนุญาตที่แนบมา พร้อมทั้งประทับรอยนิ้วมืออย่างไม่ได้หยุดพัก
ซ่งฝูหลิงแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชาย รัดกุมมิดชิด มองพ่อตัวเองด้วยสายตาที่อิจฉา
ต่อให้พ่อของนางจะยุ่งแค่ไหนก็แค่คอยประทับรอยนิ้วมือเป็นพอ แล้วมาดูนางสิ
นั่งอยู่หน้าโต๊ะชั่วคราว สวมถุงมือทั้งห้านิ้ว นิ้วก็เย็น เขียนอย่างไม่หยุดหย่อน
ซ่งฝูหลิงกับอาซ่งฝูกุ้ยจับคู่กัน
“พี่สะใภ้สี่ วัวบ้านพี่ อืม สามตัวนะ นี่เป็นป้ายคล้อง เก็บให้ดี”
ซ่งฝูหลิงรีบเขียน สะใภ้สี่ สามตัว เลขวัวนม จากนั้นบอกให้สะใภ้สี่ประทับรอยนิ้วมือลงบนข้อความที่นางเขียน
“พี่ซวนจู้ ของบ้านพี่สามตัว ป้ายคล้อง”
“พี่ซู่เกิน ไอ๊หยา สภาพพี่จูงกลับไปไหวไหม”
พี่ซู่เกินที่ท้องโตตอบ “ไหว”
ในขณะที่นางไม่รู้จะประทับรอยนิ้วมือตรงไหน ซ่งฝูหลิงจึงบอกให้นางประทับตรงเลขวัว พี่ซู่เกินพูดด้วยความตกใจ “ไอ๊หยา นี่ลูกสาวของน้องฝูเซิงไม่ใช่เหรอ เด็กผู้หญิงเขียนหนังสือเป็นด้วยเหรอ เก่งได้พ่อเลยนะ ไม่ธรรมดา”
พอตะโกนไปแบบนี้ คนที่มองไม่ออกว่าเป็นซ่งฝูหลิงต่างก็รู้ว่าเป็นนางกันหมดแล้ว
สรุปว่า คนในหมู่บ้านที่ซ่งฝูหลิงไม่รู้จัก แต่อาฝูกุ้ยของนางรู้จักหมด ทั้งสองคนทำงานเข้าขากันได้ดี
คนหนึ่งตะโกนเรียก อีกคนจดบันทึก วัวนมเดินอุ้ยอ้ายออกไปทีละสามตัว ค่อยๆ ตามพวกผู้หญิงกลับบ้านไป
ไม่ต้องสนว่าจะเป็นอย่างไร หาที่อยู่ให้ก่อน รับรองมีน้ำกิน
ดังนั้นวัวสามร้อยตัวไม่เท่าไหร่ ต่อให้มาอีกสามร้อยตัวพวกเราก็จัดการได้
ขณะที่กำลังทำงานซ่งฝูหลิงได้มีแอบมองไปทางหน้าหมู่บ้าน แต่เต็มไปด้วยผู้คน มองไม่เห็นท่านย่าของนาง ยืนขึ้นก็มองไม่เห็น รู้แค่ว่าพวกท่านย่าวุ่นอยู่ตรงริมทางหน้าหมู่บ้าน
ทำอะไรน่ะเหรอ
“มานี่ๆ ใต้เท้า เหนื่อยแล้วใช่ไหม รบกวนพวกท่านมากจริงๆ ดื่มน้ำขิงสักชามก่อนสิเจ้าคะ”
ท่านย่าหม่าเป็นคนนำ เก่อเอ้อร์นิวตาม
ท่านยายทั้งแปดยืนอยู่หน้าหม้อดำขนาดใหญ่แปดหม้อ แต่ละคนสวมถุงมือสีขาวที่เมื่อก่อนใช้ในร้านขนม ในมือมีทัพพี ผุดรอยยิ้มมาตรฐานของร้านขนมแห่งความสุขของย่าหม่าแบบเมื่อก่อนนี้
พอยิ้ม บางคนก็ฟันหลอ
ไม่ให้ใส่ผ้าโพกผมสีชมพู ถ้าใส่ได้จะดูดียิ่งกว่าตอนนี้
แต่เอาแค่ถุงมือสีขาวก็ชวนให้คนที่เพิ่งส่งของเสร็จรู้สึกตะลึงแล้ว แปลกตา ดูก็รู้ว่าสะอาด
“คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ลำบากทุกคนแล้ว มาดื่มน้ำขิงคลายหนาวกันก่อน”
ภายในหม้อมีคลื่นขนาดเล็ก มีฟองสีขาวปุดๆ
ด้านหน้าหม้อมีการตั้งเก้าอี้ยาวเอาไว้ชั่วคราวหลายตัว เพื่อให้คนที่มาส่งของได้นั่งพักเท้า
ด้านหลังไอรีนตั้งโต๊ะไว้ชั่วคราว บนโต๊ะวางเขียงหั่นผัก
พวกหญิงสูงวัยในหมู่บ้านอย่างสะใภ้เก้ากำลังสับขิงกันอย่างเมามัน จนไม่ได้เงยหน้าขึ้น
นอกจากนี้ยังมียายๆ หลายคนที่ช่วยขนชามหอบฟืนทยอยเอามาส่ง
ทำงานกันแบบนี้ก็ผ่านไปกว่าครึ่งวันแล้ว
หนุ่มสาวในหมู่บ้านรู้สึกแปลกใหม่มาก ไม่เคยร่วมมือกันทำงานด้วยความสามัคคีแบบนี้มาก่อน
อย่าว่าแต่หนุ่มสาวเลย แม้แต่คนที่อายุเยอะในหมู่บ้านก็ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้
ผู้เฒ่าหลายคนในหมู่บ้านที่ค่อนข้างอาวุโส ต่างไปรวมตัวกันหาไออุ่นอยู่ที่เตียงเตาบ้านอาสามสกุลเริ่น พวกเขาก็คุยกันเรื่องนี้ “ดูสิ เรื่องที่พวกคนฝั่งนู้นเข้าไปเกี่ยวข้องมันไม่เหมือนใครเลยจริงๆ”
“นั่นสิ เมื่อคืนรู้แค่ว่าจะมีวัวมา นึกไม่ถึงว่าไม่ได้มีแค่วัวนมสามร้อยตัว พวกเราแอบคุยกันลับหลัง ขนาดโหยวจินก็ถึงกับงงเหมือนกัน ไม่ให้กระโตกกระตากงั้นเหรอ เขาคงโมโหแทบบ้า พวกเรายังไม่เข้าใจ งงกันไปหมด”
“นั่นสิ แล้วดูซ่งฝูเซิงนะ ข้าตั้งใจสังเกตเป็นพิเศษ ตอนนั้นเด็กคนนั้นก็งงเหมือนกันแต่ก็แค่ขมวดคิ้วแล้วรีบสั่งทุกคน พวกเรายังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ แต่พวกคนฝั่งนู้นเริ่มลงมือกันแล้ว”
อาสามสกุลเริ่นพูด
“แบบนี้หมายความว่าอะไร หมายความว่าพวกเขาเป็นงานกันแล้ว มีประสบการณ์แล้ว
อีกทั้งไม่ใช่แค่เรื่องนี้ ข้ามองออกนานแล้ว
ก่อนหน้านี้ที่พวกทหารมาล่าหมาป่า มีจำนวนเท่าไร คนพวกนั้นมีอยู่กี่ห้องเอง แต่กลับจัดการได้ คนตั้งมากขนาดนั้นกินข้าวยังไม่มีปัญหา เจ้าว่าน่านับถือไหมล่ะ”
“ยอม ยอมแล้ว”
“หมู่บ้านเราเปลี่ยนไปแล้ว พวกเจ้ารู้สึกไหม”
“รู้สึกได้ อืม ครั้งนี้รู้สึกได้จริงๆ แล้ว”
ในขณะเดียวกัน หัวหน้าตระกูลเริ่นกำลังหน้านิ่วปรึกษาซ่งฝูเซิงตามลำพัง
“อาหารที่ใช้เลี้ยงวัว ให้แค่นี้ ต่อไปไม่ให้แล้ว จะให้ทุกคนออกกันเองก็ไม่ได้หรือเปล่า ข้าคิดว่า แบบนี้ไม่ไหว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปคุยกับหลี่เจิ้งหมู่บ้านซานหยาง พื้นที่ด้านตะวันตกของหมู่บ้านติดกับหมู่บ้านของพวกเขา ลองดูว่าจะขายให้พวกเราในราคาย่อมเยาได้หรือเปล่า พวกเราเอามาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่ดินของหมู่บ้านซานหยางเหมาะแก่การปลูก บางบ้านก็เลี้ยงแพะด้วย”
ซ่งฝูเซิงครุ่นคิด “ไม่รีบ พรุ่งนี้พอข้าไปหาใต้เท้ารองเสนาบดีเสร็จ ฟังดูว่าเขาวางแผนอะไรบ้าง แล้วค่อยไปที่ว่าการอำเภอ”
“ไปที่ว่าการอำเภอทำไม”
ก็ต้องเพราะมีธุระคุยกับเบื้องบนอยู่แล้ว
ให้นายอำเภอสั่งหมู่บ้านซานหยางปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ว่าง ไม่ดีกว่าพวกเราไปหาหลี่เจิ้งของหมู่บ้านนั้นเหรอ
อีกทั้งเขาต้องการหารือกับนายอำเภออีก ต้องการแผนงาน
อย่างเช่น ปัญหาเรื่องการหุงหาอาหารให้พวกคนที่มาช่วยเขาปลูกพริกแทนการเกณฑ์ทหาร
ได้ เขาได้เงินค่าพริกมาเยอะอยู่ ซื้ออาหารเลี้ยงคนได้ แต่ว่าจะให้ไปซื้อที่ไหน เสบียงอาหารข้างนอกจำกัดกันขนาดนั้น ใต้เท้านายอำเภอต้องช่วยหาทางออกให้เขา
ในสายตาของซ่งฝูเซิง เรื่องที่เริ่นโหยวจินด้อยกว่าเขาก็คือ เวลามีปัญหาจะไปบอกพวกใต้เท้าได้ยังไง แค่ไม่มากดดันก็ดีถมเถแล้ว ไม่ได้เข้าใจเลยว่า ตอนนี้คนที่ปรารถนาจะให้หมู่บ้านเหรินจยาได้ดิบได้ดีที่สุดก็คือนายอำเภอหู คนที่กลัวเกิดความโกลาหลที่สุดก็คือนายอำเภอหูเช่นกัน
ถ้าสำเร็จ ผลงานก็ช่วยให้ก้าวหน้าในวันข้างหน้า
ถ้าเละเทะ นายอำเภอหูจะซวยเป็นคนแรก อธิบายถึงความยากลำบากไปเบื้องบนก็ไม่ฟังหรอก
ดังนั้นใต้เท้านายอำเภอจะต้องให้ความร่วมมือในทุกด้านอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องทะเบียนราษฎร์ของท่านปู่หยวนที่ต้องจัดการ
อย่างไรเสีย นายอำเภอก็ไม่รู้ว่าเขากับใต้เท้าเหมาคุยอะไรกัน และก็ไม่มีทางไปถาม
พรุ่งนี้ก็แอบบอกไปว่า ตอนนั้นเขารายงานใต้เท้าเหมาว่าในหมู่บ้านมีร้อยเจ็ดครัวเรือน พวกเขามีสิบห้าครัวเรือน รายงานชื่อคนทำงานแทนการเกณฑ์ทหารจากจำนวนนี้
แต่ในหมู่บ้านมีลูกชายสองคนของบ้านเริ่นกงซิ่นที่ออกไปก่อนแล้ว ขานรับคำสั่งของราชสำนักเป็นอย่างดี จึงเหลือที่ว่างสองคน
อืม จนถึงตอนนี้เริ่นกงซิ่นก็ยังไม่กลับ แสดงว่าดึงตัวลูกชายกลับมาไม่ได้
ต้องทราบก่อนว่าที่นี่ไม่ใช่ยุคปัจจุบัน ไม่มีโทรศัพท์ ส่งตัวออกไปแล้วถ้าอยากจะดึงตัวกลับให้ไปหาที่ไหน งานช้างเลยทีเดียว
ส่วนนายอำเภอหูก็น่าจะไว้หน้าเขา ไม่ถามละเอียดก็จัดการให้ อย่างมากก็แค่บอกว่าห้ามมีครั้งต่อไปอีก ต่างฝ่ายต่างรู้กัน
ซ่งฝูเซิงยืนชะเง้อคอมองอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน ในที่สุดพี่เขยกับหูจื่อหลานชายก็กลับมา
“เป็นไงบ้าง”
หูจื่อชิงพูดก่อน
“น้าสาม อำเภออวิ๋นจงเกณฑ์ทหารเร็วกว่า นายอำเภอของพวกเขาสมองเพี้ยนอยากแย่งชิงเป็นอันดับแรกๆ รวบรวมให้เสร็จจะได้แย่งผลงาน
อำเภอนั้น ข้าแค่เข้าไปอยู่เดี๋ยวเดียวก็อึดอัดแล้ว ต่างจากเมืองถงเหยาของพวกเราเยอะเลย
น่าสงสารชาวบ้านที่อยู่ใต้ความดูแลของที่นั่น
พรุ่งนี้อาสุยกับลูกชายคนโตของเขาก็จะไปแล้ว ครอบครัวเขากำลังร้องห่มร้องไห้ใหญ่โต
ได้ยินว่าตอนล่างของอำเภออวิ๋นจงมีบางคนหนีไป บางคนก็แกล้งป่วยแกล้งตาย ถูกนายอำเภอจับได้จะฆ่าทิ้ง อาสุยบอกว่าเคยคิดหาวิธี แค่ภายในอำเภอคุมเข้มมาก เขาหนีไม่พ้น”
ซ่งฝูเซิงมองเถียนสี่ฟา
เถียนสี่ฟาบอกซ่งฝูเซิงว่า เหล่าสุยถามถึงพวกเราด้วย แต่เขาไม่ได้บอกว่าพวกเราทางนี้สบายดี ตอบแค่ว่าไม่วางใจก็เลยมาดู
ตอนที่ถูกเหล่าสุยถามเรื่องเกณฑ์ทหารก็ตอบไปแค่ว่าเกณฑ์แล้ว มีติดประกาศ แต่เมืองถงเหยาดีกว่าเยอะ ยังเหลือเวลาอีกสามวันถึงจะมาเกณฑ์คนไป
เถียนสี่ฟายื่นห่อผ้าเล็กๆ ให้ซ่งฝูเซิง “เหล่าสุยบอกว่า เคยเห็นเจ้าใส่ถุงมือห้านิ้ว เขาเห็นว่าดีก็เลยทำจากหนังไว้หนึ่งคู่ เดิมทีปีนี้อยากเอาไปขายที่แผง ลองดูว่าจะมีคนซื้อไหม ตอนนี้เอาไปขายไม่ได้แล้วจึงให้เอามาให้เจ้าไว้เป็นที่ระลึก”
ช่วงหลายวันนี้ยุ่งมาก ซ่งฝูเซิงปลีกตัวไม่ได้ ทำได้เพียงให้เถียนสี่ฟาที่เป็นพี่เขยกับหลานชายไปเป็นธุระให้หน่อย
ซ่งฝูเซิงลูบถุงมือหนัง ตกอยู่ในห้วงความเงียบ