ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 464 วินวินทั้งคู่
ซ่งฝูเซิงกำลังจะเหยียบสะพานพันก้าวอีกครั้ง
ใครบอกว่าชาวบ้านธรรมดาเหยียบสะพานของขุนนางไม่ได้
“หยุดนะ มาจากไหน”
ซ่งฝูเซิงเอาป้ายผ่านทางที่กรมคลังทำให้เป็นพิเศษยื่นให้ทหารลาดตระเวนดู
ขณะที่ทหารลาดตระเวนกำลังดูป้ายพร้อมสำรวจซ่งฝูเซิง ทหารลาดตระเวนอีกคนก็ขยิบตาให้เพื่อน
เพื่อนร่วมงานก็กำลังมองเสี่ยวหงด้วยความสงสัย
ม้าตัวนี้ทำไมดูคุ้นๆ
คนผู้นี้มีม้าแบบนี้ขี่ด้วยเหรอ
ม้าดีแบบนี้ ทำไมอานบนหลังม้า โกลนม้า ถึงดูโกโรโกโสได้ขนาดนี้
เสี่ยวหง ชิ มันพ่นไอร้อนออกมา
น้องชาย ดูภายนอกทำไม ลูกผู้ชายต้องวัดกันที่ภายใน แบกภาระไหวก็จบแล้ว
“เจ้าเอาม้าเข้าไปไม่ได้ ตรงนั้นมีคอกม้า จะกลับแล้วค่อยมาเอา”
“งั้นก็รบกวนใต้เท้าด้วยขอรับ” ซ่งฝูเซิงลูบหัวเสี่ยวหงเพื่อบอกว่าอย่าทำอวดดี อีกเดี๋ยวห้ามแกล้งม้าตัวอื่น เขาช่วยคุ้มกะลาหัวให้ไม่ได้
ยื่นเชือกม้าให้ทหารลาดตระเวน
จากนั้นก็จัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย เหยียบขึ้นสะพานพันก้าว
ณ ห้องทำงานของใต้เท้ารองเสนาบดีกรมคลัง ใต้เท้าเหมาไม่อยู่
ไม่ต้องถามหรอกว่าไปไหน ขุนนางตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้ หากไม่อยู่ในเวลานี้จะต้องไปทำเรื่องที่สำคัญกว่าเขาอย่างแน่นอน
เลขาใต้เท้าเหมาที่คราวก่อนออกไปส่งเขา ใต้เท้าเว่ยมาต้อนรับซ่งฝูเซิงด้วยตัวเอง
อีกทั้งยังให้ความเป็นกันเองยิ่งกว่าครั้งก่อน
ไม่เป็นกันเองได้เหรอ
ใต้เท้าเว่ยได้ยินมาว่า เต้าหู้นมกับขนมปังดำพวกนั้นถูกส่งขึ้นไปที่เบื้องบน ตั้งแต่ใต้เท้าเหมา ใต้เท้าเสนาบดี ไปจนถึงมือของอัครมหาเสนาบดี
ได้ยินว่าให้หลายคนลองชิมแล้ว
เอาแค่เต้าหู้นม กินเข้าไปชิ้นเล็กๆ ก็สามารถเทียบเท่าการกินหมั่นโถวสามลูกของหนึ่งคน
ขนมปังดำเจ๋งยิ่งกว่า ครึ่งชิ้นกว่าที่คราวก่อนซ่งฝูเซิงทิ้งไว้เอาไปให้คนลองกิน กินเสร็จก็รู้สึกแปลกมาก ไม่หิวเลยจริงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
อันที่จริงใต้เท้าเว่ยอยากบอกว่า วันนั้นเขากินเสร็จก็ไม่หิวเหมือนกัน แต่มันอยากอาหาร รู้สึกเหมือนอยากกินอะไรหอมๆ รวมถึงพวกเพื่อนร่วมงานของเขาวันต่อมาถูกใต้เท้าเหมาถามก็ตอบไปตามความจริง ก็แค่มันทำให้อยากอาหาร รสชาติแย่ แต่ไม่หิวเลยจริงๆ
พอผลการทดลองออกมาเป็นแบบนี้ก็ถูกส่งขึ้นไปเบื้องบน
จากใต้เท้าเหมาไปสู่ใต้เท้าเสนาบดี ใต้เท้าเสนาบดีไปถึงอัครมหาเสนาบดี
ได้ยินว่าท่านอัครมหาเสนาบดีบอกว่า “อาหารชนิดนี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องหน่วยส่งเสบียงได้”
นั่นสิ ชาวบ้านหลายแสนต้องขนเสบียงอาหาร พวกเขาก็ต้องกินข้าวเหมือนกัน
หน่วยส่งเสบียงบางหน่วยตลอดทางต้องกินไปส่งไป ระหว่างทางก่อไฟทำอาหารเสียเวลายังไม่พอ กว่าจะไปถึงที่หมายเสบียงก็เหลือไม่ถึงครึ่งแล้ว
ถ้าให้พวกเขาแบกกันคนละสองสามอันล่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ หากเอาเงินค่าอาหารของหน่วยขนเสบียงไปเปลี่ยนเป็นขนมปังดำกับเต้าหู้นม โดยเฉพาะขนมปังดำ สามารถลดรายจ่ายของกรมคลังไปได้มากทีเดียว
ก่อนหน้านี้ใต้เท้าเหมาได้คำนวณด้วยตัวเองอย่างคร่าวๆ หักต้นทุนหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ช่วยประหยัดไปได้หลายพันตำลึงเป็นการชั่วคราวแน่นอน ส่วนธัญพืชที่เนื้อหยาบมากๆ ก็มีที่ระบายแล้ว
จึงเป็นที่มาของการขนอิฐขนวัตถุดิบไป วัวนมก็ถูกรวบรวมด้วยความเร็วสูงสุดถูกขนไปที่หมู่บ้านเหรินจยา
ใต้เท้าเว่ยคิดในใจ ตอนนี้หมู่บ้านเหรินจยาถูกขึ้นชื่อไว้ที่อัครมหาเสนาบดีแล้ว และมีข้อมูลอยู่ในคลังเอกสารของสิ่งจำเป็นทางการทหาร วันหน้าขอเพียงแต่มีเรื่องการทำสงคราม หมู่บ้านเหรินจยาที่ได้รับการประทับตราก็จะเริ่มทำงาน
เวลานี้ใบหน้าของซ่งฝูเซิงมีอาการตกใจแบบที่เห็นได้ยาก เขาเพิ่งนั่งลงก็ได้รับตั๋วเงิน
ใต้เท้าเว่ยใช้สองมือยื่นตั๋วเงินให้แล้วถึงอธิบาย นี่เป็นตั๋วเงินที่ใต้เท้าเหมาสั่งให้มอบให้ ไม่ใช่ให้เจ้า แต่ให้ฝูหลิงลูกสาวของเจ้า ใต้เท้าเหมายังจำชื่อลูกสาวของเจ้าได้ อีกทั้งตั๋วเงินนี้ใต้เท้าเหมาควักเงินส่วนตัว บอกให้เจ้ารับไว้
“ข้าน้อยมิคู่ควร” ซ่งฝูเซิงรีบลุกขึ้นเตรียมทำการคารวะ
ใต้เท้าเว่ยรีบดึงเขาไว้ บอกว่าไม่ใช่ให้เขา
ดวงตาเจือไปด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่า คนตรงหน้านี้ สักวันหนึ่งจะไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดา อยากบอกซ่งฝูเซิงเหลือเกินว่า ทำงานร่วมกันมาตั้งหลายปี ทำให้ใต้เท้าเหมายอมควักกระเป๋าตัวเองได้ เรื่องแบบนี้พบเจอได้ยากมาก
“เอาล่ะๆ มีโอกาสเจอใต้เท้าเหมาเจ้าค่อยขอบคุณ คุยธุระสำคัญก่อน”
ตอนนี้ซ่งฝูเซิงเข้าใจสภาพแวดล้อมการทำงานของกรมคลังเป็นอย่างดีแล้ว อย่างน้อยใต้เท้าเหมาก็ไม่ได้ทำงานเช้าชามเย็นชาม กรมคลังที่เป็นหน่วยงานสำคัญแบบนี้ตั้งอกตั้งใจทำงาน รัชสมัยนี้ก็มีความหวังขึ้นมาก
เขาเองก็ไม่ทำตัวเกรงใจอีกต่อไป ยื่นใบต่างๆ ที่ตัวเองเขียนให้ ใต้เท้าเว่ยถามพร้อมทั้งจดบันทึก คนหนึ่งถามคนหนึ่งตอบ บางช่วงซ่งฝูเซิงก็เป็นฝ่ายถาม ใต้เท้าเว่ยตอบ
ซ่งฝูเซิงรายงานจำนวนวัวนมที่เมื่อวานได้รับก่อน ปริมาณนมที่ผลิตได้ในแต่ละวัน ปริมาณนมที่จะผลิตได้มากสุดในช่วงสองเดือนกว่า ทำเต้าหู้นมได้สูงสุดวันละเท่าไร ช่วงนมน้อยแต่ละวันจะผลิตนมได้เท่าไร เต้าหู้นมจะทำออกมาได้กี่ก้อน
ยังได้บอกเรื่องวัวที่เอามาให้เมื่อวาน วัวพวกนี้เพิ่งออกลูกเสร็จ เขาได้คำนวณช่วงที่วัวสามร้อยตัวนี้จะหยุดให้นมไปด้วยแล้ว
ใต้เท้าเว่ยถามเขาเพื่อยืนยัน “เจ้าแน่ใจไหม วัวนมสามร้อยตัว ช่วงสองเดือนนี้เจ้าจะส่งมอบเต้าหู้นมได้สามหมื่นหกพันก้อน จากนั้นเจ็ดเดือนจะทยอยส่งมอบหกหมื่นสามพันก้อน ก่อนช่วงวัวหยุดให้นมทั้งหมดจะได้เก้าหมื่นเก้าพันก้อน”
“ข้าน้อยแน่ใจขอรับ”
งั้นก็ประทับนิ้ว
ใต้เท้าเว่ยบอกว่า “นี่แค่วัวสามร้อยตัว วันหน้ายังจะมีอีก พอถึงเวลาเจ้าก็ยังต้องมาแจ้งจำนวนแบบนี้อีก”
พูดจบก็เรียกคนเข้ามา ก่อนใต้เท้าเหมาไปได้กำหนดราคาที่ก้อนละสิบเหวิน สิบเหวินนี้ถือเป็นค่าแรง ส่วนซ่งฝูเซิงจะเอาสิบเหวินนี้ไปให้คนในหมู่บ้านทำเต้าหู้นมยังไง หรือจะหักต้นทุนที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำเต้าหู้นม เรื่องพวกนี้ทางเจ้าหน้าที่จะไม่ยุ่ง
“ไปออกตั๋วเงินเก้าร้อยเก้าสิบตำลึง” คิดเงินก่อน การทำแบบนี้ถือเป็นความเมตตาอันสูงสุดที่เหมาจวิ้นอี้มีต่อพวกซ่งฝูเซิง มีความหมายยิ่งกว่ารางวัลหนึ่งร้อยตำลึงที่ให้ซ่งฝูหลิง
เหมาจวิ้นอี้เองก็นึกไม่ถึงว่าจะได้รับความสนใจตั้งแต่เสนาดีไปจนถึงอัครมหาเสนาบดี
เขาได้รับคำชม
เวลานี้ซ่งฝูเซิงรู้สึกวางใจอย่างสิ้นเชิง มีเงินก็จัดการง่ายแล้ว พวกคนในหมู่บ้านคงยิ่งเชื่อฟังมากขึ้น วันหน้าก็จะมัวแต่ทำงานงกๆ คงไม่มีเวลามาหาเรื่องแล้ว
แม่เขาก็มีงานทำแล้ว ฮ่าๆๆ
แต่ใบหน้ากลับยังคงแสดงสีหน้าตะลึงที่ทำไมให้เงินอีกแล้ว
ใต้เท้าเว่ยเหลือบมองเขา
คุยเรื่องวัวจบก็ต่อด้วยอิฐกับขนมปังดำ
“เตาของขนมปังดำจะต้องสร้างให้ใหญ่หน่อย นี่เป็นจำนวนอิฐที่ข้าน้อยรับไว้ เชิญใต้เท้าตรวจดู หากสร้างเตาใหญ่หน่อย อิฐทั้งหมดนี้ก็จะสร้างได้สี่สิบแปดเตา รวมกับเตาของบ้านข้าน้อยที่เดิมมีอยู่อีกสิบกว่าเตา สิบกว่าเตานั้นก็ต้องรื้อออก เพราะต้องสร้างใหม่ที่ใหญ่กว่า ใช้อิฐเดิมจะสร้างได้สิบสองเตา ซึ่งก็หมายความว่าจะมีทั้งหมดหกสิบเตา หกสิบเตานี้ ข้าน้อยถามลูกสาวดูแล้วว่าแต่ละวันแต่ละเตาจะทำออกมาได้กี่อัน รวมทั้งหมดเป็นเท่าไร”
ใต้เท้าเว่ยรับมาดู แล้วจดบันทึกจำนวนเหล่านั้น
ร่วมงานกับคนฉลาด ทำอะไรก็ไม่เหนื่อย
นี่ถ้าเป็นชาวสวนอย่างแท้จริงมา ต่อให้มีความคิดดีขนาดนี้ก็ต้องทำตัวเงอะงะอยู่ดี ถามอะไรก็งง ตอบไม่ได้สักอย่าง
แต่จะว่าไปก็คงให้คนแบบนั้นมารับงานไม่ได้ เอาความคิดไปให้คนฉลาดทำดีกว่า
จุดนี้ใต้เท้าเว่ยเริ่มมีคำถาม เมื่อเทียบกับเต้าหู้นม ทำไมรู้สึกว่าอบขนมปังดำได้น้อยกว่ามาก “ทำไมแต่ละวันหนึ่งเตาอบได้แค่หกครั้งล่ะ แรงงานคนไม่พอหรือ” หากยังไม่พอหมู่บ้านอื่นก็มี ช่วงนี้มีหลายหมู่บ้านที่อยากเสนอตัวให้หมู่บ้านเหรินจยา
ซ่งฝูเซิงรีบอธิบาย วิธีทำค่อนข้างยุ่งยาก เอาแค่เตรียมแป้งก็ต้องทำซ้ำหลายรอบแล้ว อบออกมาเสร็จยังต้องมีขั้นตอนอีก ดังนั้นเตาเดียวอบหกครั้งแค่นี้พวกคนทำขนมก็ต้องยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็นแล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องแรงงานคนไม่พอ
อีกอย่างนี่ก็เยอะแล้ว ใต้เท้าเว่ย ท่านคำนวณไม่เก่งหรือเปล่า
ซ่งฝูเซิงแอบบ่นในใจ ไอรีนเจอคนโบราณอ่อนคำนวณอีกแล้ว
ขนมปังดำขนาดเท่าตัวอย่างที่วันนั้นเขาเอามา พวกเขาทำการอบหกสิบเตาพร้อมกัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ละเตาได้ขนาดเท่าตัวอย่างสิบสองก้อน ลองคูณดูสิ ใช่ไหมล่ะ
หนึ่งวันอบได้สี่พันกว่าก้อนยังน้อยอีกเหรอ
ถ้ากินประหยัดหน่อย จำนวนขนมปังดำที่พวกเขาผลิตได้ในหนึ่งวันก็สามารถรับประกันเรื่องอาหารในหนึ่งวันของทหารแนวหน้าจำนวนประมาณสามหมื่นคนได้แล้ว
ไม่น่าตกใจเหรอ
ตอนนั้นที่ลูกสาวเขาคำนวณออกมาได้แบบนี้เขายังตะลึงงัน มิน่าตอนนั้นทหารโซเวียตถึงได้ถึกขนาดนั้น หิวขนาดนั้นก็ยังไม่เป็นอะไร
ตามคาด หลังจากที่ซ่งฝูเซิงอธิบายอย่างละเอียด ก็ถึงคราวที่ใต้เท้าเว่ยตะลึงงันบ้างแล้ว เขาถึงได้พบว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้จักใต้เท้าเหมาดีเลยจริงๆ เดิมทีเขาคิดว่าใต้เท้าเหมาแค่ชื่นชมซ่งฝูเซิง เขาบื้ออยู่ตั้งนาน ดูท่าใต้เท้าจะคิดคำนวณไว้ก่อนแล้ว วางแผนไว้เรียบร้อย
ถ้าสามารถรับประกันได้ขนาดนี้ก็แก้ไขปัญหาใหญ่เลยทีเดียว
หนุ่มคนนี้อีกหน่อยไม่สร้างผลงานใหญ่เลยเหรอ
ต้องทราบก่อนว่า เตาเผาอิฐกลับมาเดินงานอีกครั้งแล้ว ถ้าหามาให้อีกหกสิบเตาหรือแม้กระทั่งร้อยเตาล่ะก็…
ใต้เท้าเว่ยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน “เจ้าแน่ใจว่าทำได้วันละสี่พันก้อน”
“ข้าน้อยแน่ใจขอรับ”
ทุกต้นเดือนจะมีเจ้าหน้าที่ขนส่งไปรับสินค้า คิดเงินของครึ่งปีก่อน ก้อนละหนึ่งเหวิน ใต้เท้าเว่ยทำท่าที่ซ่งฝูเซิงคุ้นเคยอีกครั้ง เรียกคนมา “ไปออกตั๋วเงินเจ็ดร้อยยี่สิบตำลึง”
ซ่งฝูเซิง อย่าดูถูกเงินหนึ่งเหวิน ยุงจะตัวเล็กแค่ไหนก็ยังมีเนื้อ ฮ่าๆ ครั้งนี้พวกผู้หญิงในบ้านก็มีงานทำกันแล้ว หาเงินไปแต่งงาน
ส่วนเรื่องเนื้อหยองต่างๆ ดูเหมือนใต้เท้าเหมาจะไม่รีบร้อน แค่ทิ้งคำพูดไว้ว่า ‘ดีมาก ทำได้ ทำมาเท่าไรก็รับหมด’
ซ่งฝูเซิงเข้าใจแล้ว พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำมาได้ แต่ทางราชสำนักจะไม่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างส่งเนื้อไปให้ทำแล้วไปรับ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้
ก่อนกลับ ซ่งฝูเซิงก็ได้พูดความในใจกับใต้เท้าเว่ยราวกับสนิทกันแล้ว
เขาบอกว่า
“ใต้เท้า ข้าน้อยมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เมื่อก่อนเขากับลูกชายของเขาขายหนังสัตว์ ท่านดูนี่สิขอรับ นี่เป็นถุงมือหนังที่เขาทำ
ตอนนี้เขาน่าจะอยู่ระหว่างทางที่ถูกเกณฑ์ไป
เมื่อครู่ใต้เท้าบอกว่า เตาเผาอิฐเดินงานแล้ว ข้าน้อยเคยทำอิฐเอง รู้ว่ามันมีขั้นตอนเฉพาะ ใช่ว่าชาวบ้านทั่วไปอยากจะเผาก็เผาออกมาได้
แต่ว่าเวลานี้ คิดๆ ดูก็น่าจะมีคนมีฝีมือจำนวนมากที่เผาอิฐเป็นอยู่ในระหว่างทางที่ถูกเกณฑ์ไป รวมถึงพวกช่างตีเหล็กด้วย
ข้าน้อยคิดว่า ถ้าเก็บคนที่มีฝีมือเฉพาะทางเหล่านี้เอาไว้จะดีกว่าส่งไปช่วยขนเสบียงให้ราชสำนักหรือไม่ งานขนของใครก็ทำได้ แต่ฝีมือของคนพวกนี้ใช่ว่าใครที่อยู่ก็จะทำได้ เรียนรู้ตอนนี้ทันหรือขอรับ
ก็เหมือนกับเพื่อนกับลูกชายของเพื่อนข้าน้อย พวกเขามีประสบการณ์หลายปี เช่น จะไปรับหนังสัตว์อย่างไร ไปเอาที่ไหนเร็วสุด ตัดแต่งหนังสัตว์อย่างไร
ข้าน้อยก็แค่พูดเหลวไหลน่ะขอรับ”
“ไม่ เจ้าไม่ได้พูดเหลวไหล”
ใต้เท้าเว่ยกระจ่างทันที เขารู้สึกว่าตัวเองควรเขียนแนวทางเกี่ยวกับด้านนี้ หารือเรื่องนี้ให้ดีแล้วเสนอขึ้นไป
ถ้าเบื้องบนให้ความสำคัญ หรือแม้กระทั่งรับไว้พิจารณา แบบนั้นเขาไม่ได้หน้าหรอกเหรอ
ใต้เท้าเว่ยดวงตาเป็นประกาย ขมวดคิ้ว พูดอย่างรู้กัน “เพื่อนเจ้าที่ทำถุงมือเป็นคนนั้นอาศัยอยู่ที่อำเภอไหน”