ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 465 ถ้าข้ายอมข้าสิโง่
ซ่งฝูเซิงถือจดหมายที่ใต้เท้าเว่ยเขียนไปยังพระคลังหลวง
พระคลังหลวงมีพ่อค้าเครื่องนุ่งห่ม กำลังคิดเงินอยู่ที่นั่น
ต่อไปถ้าซ่งฝูเซิงจะมาคิดบัญชีค่าสินค้าแต่ละรอบก็ต้องมาหาใต้เท้าหลีที่พระคลังหลวง ไม่ต้องไปที่กรมคลังแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเป็นกรณีพิเศษ มีแต่อาหารที่ไม่เคยได้ยินไม่เคยเห็น ใต้เท้าเหมาให้เขาไปหาเพราะจำเป็นต้องพิจารณาและกำหนดรายละเอียด
หลังจากกำหนดเสร็จแล้วเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปที่กรมคลังอีก ต้องไปที่พระคลังหลวงเหมือนคนอื่นๆ ว่ากันไปตามขั้นตอนปกติ
เท่าที่ฟังใต้เท้าเว่ยเล่า พ่อค้าเครื่องนุ่งห่มแซ่เซิน
ยามที่ไม่มีศึกสงคราม พ่อค้าเครื่องนุ่งห่มท่านนี้จะโดดเด่นกว่าใครในบรรดาพ่อค้าจำนวนมาก ร่วมงานกับกรมคลังมานาน คอยจัดหารองเท้ากับชุดทหารที่ตัดเป็นพิเศษจำนวนมากให้พวกทหารและแม่ทัพ
เมื่อใกล้มีศึกสงคราม พ่อค้าเครื่องนุ่งห่มที่ชื่อเสียงโด่งดังท่านนี้ก็จะเดินเครื่องสายผลิตของเขาที่มีในแต่ละเมือง
ช่วยลดความยุ่งยากให้ราชสำนักได้มากขนาดไหนน่ะหรือ
อย่างเช่น การเกณฑ์ทหารครั้งนี้
หลังจากที่แต่ละเมืองเกณฑ์ทหารแล้ว ขาดแคลนชุดทหารเท่าไร พ่อค้าเครื่องนุ่งห่มมีขบวนรถของตัวเอง สามารถเอาสินค้าไปส่งให้ราชสำนักถึงที่ได้ ส่งถึงพระคลังหลวงของแต่ละท้องที่ได้โดยตรง ที่นั่นก็จะเริ่มแจกจ่ายออกไป
ตอนนั้นซ่งฝูเซิงฟังจบรู้สึกอยู่สองอย่าง
อย่างแรก เมื่อเทียบกับพ่อค้าคนนี้แล้ว เขาเหมือนเล่นขายของไปเลยทีเดียว ดูก็รู้ว่าเพิ่งตั้งทีม วัว อิฐ วัตถุดิบ ยังต้องให้ทางราชสำนักขนไปให้
แต่เขาจะต้องพาญาติพี่น้องทั้งหมดก้าวออกไปให้ได้ในไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีทางเป็นแบบนี้ไปตลอด
ตราบใดที่มีเวลาให้เขาได้พัฒนา
อย่างที่สอง พ่อค้าท่านนี้มีความสามารถ
พ่อค้าในสังคมยุคปัจจุบัน หลังจากที่รัฐบาลตั้งข้อกำหนดในการแข่งขันแล้วก็ต้องทำตามนั้น แล้วนับประสาอะไรกับที่นี่ที่ต้องเย็บด้วยมือทั้งหมด ไม่มีเครื่องจักร นี่ก็แสดงว่าพ่อค้าคนนี้ต้องคุมแรงงานตัดเย็บตั้งกี่คน บริหารจัดการคนเท่าไร กว่าจะมาร่วมงานกับราชสำนักได้
ต่อไปห้ามดูถูกคนโบราณที่ไม่มีโทรศัพท์ใช้ติดต่อ ไม่เคยเรียนการจัดการแบบเป็นระบบ
ยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งละอาย
เพราะใต้เท้าเว่ยบอกว่า วิธีที่ใต้เท้าเหมาระดมของจากราษฎรเป็นรูปแบบนี้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อค้าเครื่องนุ่งห่ม พ่อค้าสมุนไพรก็เช่นกัน แต่ละเมืองต่างมีสายผลิต ไม่อย่างนั้นถ้าต้องขนไปจากเมืองเฟิ่งเทียนหมดต้องขนไปถึงเมื่อไร
เอาเป็นว่าหลังจากซ่งฝูเซิงฟังจบก็เกิดความคิดไม่สิ้นสุด สาวเท้าเดินอยู่แถววังหลวง
ข้ามสะพานพันก้าว ไปเอาเสี่ยวหงแล้วขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว
เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ไม่ใช่คิดไร้สาระ แต่คือไปช่วยเหล่าสุย
“ไป”
พระคลังหลวงอยู่ไกลมาก ที่นั่นจัดเป็นสถานที่ลับ ซ่งฝูเซิงต้องรีบไป
ที่พระคลังหลวงมีคนอยู่เยอะมาก สถานที่กว้างใหญ่ ทางเข้ามีทหารผลัดเปลี่ยนเวร
“ใต้เท้าหลีขอรับ ข้าน้อยคือซ่งฝูเซิงแห่งหมู่บ้านเหรินจยา” ยื่นจดหมายให้
ใต้เท้าหลีเป็นหัวหน้าใหญ่ของพระคลังหลวง ถามอย่างละเอียดเรื่องจำนวนเสบียงแต่ละเดือนที่หมู่บ้านเหรินจยาจะส่งมอบให้ได้ ดูก็รู้ว่าได้ยินเรื่องที่หมู่บ้านเหรินจยากลายเป็นหมู่บ้านเสบียงทหารมาก่อนแล้ว
ผ่านไปสักพัก ซ่งฝูเซิงถึงออกจากห้องทำงาน ในมือมีจดหมายสองฉบับที่ใต้เท้าหลีประทับตราขุนนางให้
เขาต้องไปหาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องเสบียงก่อน เพื่อแจ้งว่าแต่ละเดือนให้ไปเอาสินค้าตอนไหน และวันนั้นจะเอาไปได้เท่าไร
แจ้งเสร็จ จัดการธุระสำคัญเรียบร้อยถึงไปหาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพ่อค้าเครื่องนุ่งห่ม
ซึ่งก็หมายความว่าใต้เท้าหลีเป็นหัวหน้าใหญ่ ถัดลงมายังมีเจ้าหน้าที่ยิบย่อยอีกจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายดูแลเสบียง ฝ่ายดูแลสมุนไพร ฝ่ายดูแลเครื่องนุ่งห่ม ฝ่ายดูแลหญ้าม้า ฝ่ายขนส่งอาหารสัตว์ ฝ่ายการเงิน เป็นต้น ซึ่งก็แตกต่างกันไป
ถ้าอยากเจอพ่อค้าเครื่องนุ่งห่มแซ่เซิน ก็ต้องไปหาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเครื่องนุ่งห่มก่อน
ซ่งฝูเซิงเดินผ่านห้องทำงานห้องแล้วห้องเล่า
ภายในห้องทำงานแต่ละห้องสามารถมองเห็นเขาทำท่าคารวะให้ใต้เท้าเหล่านี้ ใบหน้ายิ้มแย้ม อธิบายอย่างละเอียดครั้งแล้วครั้งเล่า หยิบถุงมือหนังคู่นั้นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อซ่งฝูเซิงได้เจอพ่อค้าเครื่องนุ่งห่มแซ่เซินวัยหกสิบกว่า ครั้งนี้รอยยิ้มก็ออกมาจากใจ
คนทำการค้ามองปราดเดียวก็รู้ เหล่าเซินที่อายุมากแล้วยังวิ่งวุ่นทำงานเพื่อราชสำนักแค่หยิบถุงมือมาดูก็มองออกแล้วว่าจะเอาไปใช้ที่ไหน
พอได้ฟังว่าคนที่ซ่งฝูเซิงแนะนำยังรับซื้อหนังสัตว์มาหลายปี ประสบการณ์สูง เขาก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง หันไปบอกลูกเลี้ยงตัวเองให้ไปพากลับมา
ลูกเลี้ยงคนนี้จึงออกเดินทางไปพร้อมกับซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงถือจดหมายที่ออกโดยขุนนางหลายระดับ ขี่เสี่ยวหงไป แต่ก็มักจะทิ้งลูกเลี้ยงคนนั้นให้รั้งท้ายอยู่เสมอ
เล่นเอาลูกเลี้ยงของเหล่าเซินถึงกับสงสัยว่าม้าที่ตัวเองซื้อมาในราคาสูงถูกคนหลอกขายหรือเปล่า
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มที่ถูกเกณฑ์จากอำเภออวิ๋นจงได้ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
อย่างลูกชายคนโตของเหล่าสุยอยู่ในกลุ่มคนหนุ่ม อำเภออวิ๋นจงอยู่ในเขตปกครองของเมืองเฟิ่งเทียน จึงถูกส่งเข้าเมืองโดยตรง
กลุ่มนี้ไอรีนแค่ดูก็รู้ว่าเตรียมถูกส่งไปเป็นทหารแนวหน้า
ส่วนกลุ่มของเหล่าสุย ในสายตาของเจ้าหน้าที่ถูกจัดเป็นคนที่ ‘แก่แล้ว’ ส่งไปทางเหนือ ดูก็รู้ว่าเกณฑ์มาเป็นกลุ่มขนส่งเสบียง
คนที่ซ่งฝูเซิงไปช่วยก่อนคือลูกชายเหล่าสุย
สุยเซ่าปัว ลูกชายคนโตของเหล่าสุยอ้าปากค้าง มองอาซ่งที่ฝ่าเข้ามาในกลุ่มอย่างอึ้งๆ กำลังแสดงจดหมายให้เจ้าหน้าที่ดูแลกลุ่มดู
สุยเซ่าปัวได้รับอนุญาตให้ออกไปได้
“ฮือ ท่านอา” เด็กผู้ชายวัยสิบกว่าร้องไห้ พลางคุกเข่าลงคำนับ
“รีบลุกขึ้น” ซ่งฝูเซิงกระซิบข้างหูเด็กหนุ่ม “ยังต้องไปช่วยพ่อเจ้าอีก”
เขาช่วยเด็กคนนี้ก่อนเพราะเขาเป็นตัวแทนของเหล่าสุย
หากวันหนึ่ง ฝูหลิงของเขาไม่มีทางถูกเกณฑ์ไปเพราะเป็นเด็กผู้หญิง แต่ถ้าหมี่โซ่วถูกเอาตัวไป เขาก็หวังว่าจะมีคนช่วยหมี่โซ่วก่อนบ้าง แม้จะช่วยเขาไม่ได้ก็ตาม
ขึ้นม้าครั้งนี้ ซ่งฝูเซิงป้อนแครอทให้เสี่ยวหงก่อน จากนั้นก็ลูบหัวของมัน
อีกเดี๋ยวม้าตัวนี้ของบ้านเขาต้องแบกสองคน
“ไป!”
ลูกเลี้ยงของเหล่าเซิน เอาอีกแล้วๆ แบกสองคนยังวิ่งเร็วขนาดนี้ ม้าของเขาเป็นม้าปลอมหรือเปล่าเนี่ย “ไป!”
หยุดลงที่อีกกลุ่มหนึ่ง
เหล่าสุยหันมามองลูกชายตัวเองที่ยืนอยู่หน้าม้าอย่างไม่เชื่อสายตา จากนั้นก็เกร็งคอหันไปมองซ่งฝูเซิงที่คุยกับเจ้าหน้าที่อยู่ที่หน้ากลุ่ม
“พี่สุย” ซ่งฝูเซิงเรียกด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนเวลาคุยกัน
พูดกันว่าลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ
เหล่าสุยก้มหน้า ไม่อยากให้ใครเห็นเขาร้องไห้ แต่น้ำตากลับร่วงหล่นลงพื้นทีละหยด ร้องจนบ่าทั้งสองข้างสั่นเทา ทำเขาขายหน้า เขาทำท่าคารวะใหญ่ให้ซ่งฝูเซิงทันที
“พี่สุย ทำอะไรน่ะ พวกเราต้องรีบไปนะ” ซ่งฝูเซิงดึงเหล่าสุยพลางรีบกระซิบบอกเรื่องสำคัญกับเขา
เหล่าสุยคิดในใจ ใช่ นี่แหละฝูเซิง น้องชายของเขาพึ่งพาได้แบบนี้
ซ่งฝูเซิงกำชับ
“เอาถุงมือหนังให้ท่านเซินไปแล้ว วันหน้าพวกพี่สองพ่อลูกก็ไปกับท่านเซิน…
…ไปหาซื้อหนังสัตว์ซื้อผ้ามาทำเครื่องนุ่งห่มให้ทางราชสำนัก อยู่แนวหลังไม่ต้องไปแนวหน้ายิ่งต้องพยายามให้เต็มที่”
อีกทั้งยังบอกด้วยความเอาใจใส่
“พวกข้าทุกคนก็ไม่ได้ไปแนวหน้า อยู่แนวหลังทำขนมจำนวนมากให้ราชสำนัก ดังนั้นพวกพี่สองพ่อลูกไปได้อย่างสบายใจ ข้าจะให้เด็กที่บ้านไปส่งข่าวให้พี่สะใภ้ พวกท่านไปทำงานกับท่านเซินจะปลอดภัยมาก”
ซ่งฝูเซิงเน้นคำว่า ‘ปลอดภัยมาก’ “และจะบอกพี่สะใภ้ว่าถ้ามีอะไรก็ให้ไปหาข้าที่หมู่บ้านเหรินจยา”
“พี่สุย ไว้พบกันใหม่”
วันนี้เหล่าสุยให้ลูกชายของเขาสาบานว่า วันหนึ่งเมื่อเขาแก่ตายไปแล้ว ลูกชายจะต้องจดจำบุญคุณของท่านอาคนนี้ให้ดี วันหน้าสกุลสุยของเราจะตอบแทนเขาอย่างสุดชีวิต
…
ระหว่างทางกลับบ้าน ซ่งฝูเซิงทำเรื่องที่โง่เขลาอยู่เรื่องหนึ่ง เขาไม่กล้าขี่ม้า แต่จูงม้าเดิน
เสี่ยวหงของบ้านเขายังเล็ก เดี๋ยวจะเหนื่อยจนล้มป่วย
เมื่อกี้ก็เหนื่อยมากแล้ว
คนกับม้าเดินไปก็มองกันเองไป
เสี่ยวหง เจ้าดูโง่ไปหน่อยนะ
ซ่งฝูเซิงลูบขนให้เสี่ยวหง ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา
ซ่งฝูเซิงไม่รู้ว่า วันนี้คำพูดที่เขาแต่งขึ้นส่งเดชไม่ใช่แค่ช่วยเหล่าสุยกับลูกไว้ แผนงานที่ใต้เท้าเว่ยร่างเขียนทั้งคืนได้รับความสนใจจากเบื้องบน ‘ช่างฝีมือ’ ที่สำคัญหลายคนก็ไม่ต้องจากบ้านไปเหมือนกัน
พวกเขาถูกหน่วยงานต่างๆ ของราชสำนัก เช่น กรมโยธาธิการ ทยอยมาเอาตัวไปเพื่อเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในแนวหลัง