ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 466 มีหน่วยพิทักษ์แล้ว
ในโลกของเด็กน้อยแปลกประหลาดมาก
หมี่โซ่วรู้ว่าท่านลุงไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปแล้ว จึงไม่ฝันร้าย ไม่เป็นห่วงท่านลุงเท่าไหร่แล้ว
เมื่อหลายวันก่อนเขากอดคอของซ่งฝูเซิงแน่น ซ่งฝูเซิงเดินไปไหนเขาก็เดินตาม
“เสี่ยวหง เสี่ยวหง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” วิ่งมาด้วยความดีใจ
ซ่งฝูเซิงเหลือบมองหมี่โซ่ว ดูเอานะ เขาออกไปทั้งวันไม่ถามเขาก่อน แต่กลับเป็นห่วงเสี่ยวหง
พวกเด็กๆ ก็เข้ามารุมล้อมเสี่ยวหงพร้อมหมี่โซ่ว
ซ่งจินเป่าลูบเสี่ยวหงที่เหนื่อยจนเหงื่อออกพลางพูดพึมพำสอนน้องชาย
“นี่เป็นม้าของเจ้า ว่ากันตามเหตุผลอาสามขี่หนึ่งครั้งก็ต้องให้เงินเจ้าหนึ่งครั้ง…
…พี่พั่งยาสอนพวกเราไว้ไม่ใช่เหรอ แบ่งตามงาน บริการตามเงิน…
…เสี่ยวหงออกแรง ก็ควรได้ค่าแรง ส่วนเจ้าเป็นเจ้าของเสี่ยวหง มันใช้เงินไม่เป็น ค่าแรงก็ต้องเป็นของเจ้า เจ้าฟังที่พี่วิเคราะห์ดูเอานะว่ามีเหตุผลหรือเปล่า”
“นั่นสิ”
เดิมทีซ่งฝูเซิงไม่ได้สนใจเด็กพวกนี้ ผูกม้าเสร็จก็จะเข้าบ้าน
ทุกครั้งที่กลับมา เด็กพวกนี้ก็จะจ๊อกแจ๊กจอแจหนวกหู ในบ้านก็มีแค่เด็กพวกนี้นี่แหละที่พูดเยอะสุด
แต่พอได้ยินคำพูดนี้ เฮอะ ไอ้พวกตัวแสบ หมี่โซ่วยังจะเห็นดีเห็นงาม
ซ่งฝูเซิงจับบ่าของหมี่โซ่ว คิดบัญชีให้อย่างตั้งใจ ตั้งแต่อาหารการกินของเสี่ยวหง มาตั้งแต่วันไหนจนกระทั่งวันหน้า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเสี่ยวหงในแต่ละวัน ต่อไปหมี่โซ่วโตขึ้นต้องเอาเงินมาคืนเขา
แค่ไม่กี่ประโยคเล่นเอาพวกเด็กๆ เบิกตาโพลง
มองหน้ากัน
พวกเขาเคยเรียนคำนวณ เลี้ยงม้าเปลืองเงินขนาดนี้เลยเหรอ
ซ่งฝูเซิงกลับเข้าบ้าน หมี่โซ่วถลึงตามองซ่งจินเป่าด้วยความโมโห นี่ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ค่าแรง ยังจะทำเขาเป็นหนี้อย่างไม่รู้ตัวด้วย
“ลุงรอง ลุงรอง”
“เอ้อ หมี่โซ่ว” ซ่งฝูสี่เอาดินสอถ่านเหน็บไว้ที่บนหู วางท่อนไม้ในมือลงแล้วมองหมี่โซ่ว
“พี่จินเป่าบอกว่า…ข้าเองก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า”
จากนั้นซ่งฝูสี่ก็คว้าไม้กวาดวิ่งไล่ลูกชายไปทั่วบริเวณบ้าน
ซ่งจินเป่าวิ่งไปตะโกนไป “ข้าจะไม่เล่นกับเจ้าแล้ว”
ซ่งฝูสี่ด่าเขาอยู่ข้างหลัง “พี่สาวเจ้าสอนเด็กตั้งหลายคน ไม่มีสักคนที่พูดอะไรเพี้ยนๆ วันๆ เจ้าเอาแต่พูดเรื่องเงินๆๆ จนตอนนี้ข้าให้เจ้าทำงานนิดหน่อยเจ้าก็คิดเงิน วันนี้ข้าจะตีให้เงินมันร่วงออกมาเลยคอยดู”
ทุกคนชินนานแล้ว ไม่มีแม้แต่จะเข้าไปห้าม
เด็กแสบคุมยาก กินอิ่มก็ซน
อีกทั้งมักจะได้ยินเด็กพวกนี้โวยวายอยู่บ่อยๆ วันนี้โกรธคนนี้ พรุ่งนี้ไม่เล่นกับคนนั้น วันต่อมาไปกองรวมกันเฉย
ด้านนอกมีเสียงซ่งจินเป่าร้องโวยวาย ภายในบ้านท่านลุงซ่งกับพวกท่านย่าหม่าเกาถูฮูกำลังหัวเราะเสียงดัง
ก็ดูเรื่องนี้สิ
ใช้ทำงานแล้วยังได้เงินด้วย
ในใจของท่านย่าหม่าไม่ต้องบอกเลยว่ามีความสุขขนาดไหน
ร้านขนมเจ๊งแล้ว เรื่องที่นางหงุดหงิดใจที่สุดก็คือทำให้พวกลูกน้องต้องตกงาน
เหล่าสะใภ้ของแต่ละบ้านทำหน้าที่หุงหาอาหารได้ดี หันมาอีกที ยายๆ อย่างพวกนางกลับทำหน้าขึงขังไปแย่งงานมา
คราวนี้ลงตัวแล้ว ได้เริ่มทำงานกันอีกแล้ว
ท่านย่าหม่าเอานิ้วโป้งแตะน้ำลายแล้วเปิดสมุด
ลงมือเขียนพลางพูด
“เจ้าสาม เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว เต้าหู้นมนั่นน่ะ แม่กับพวกยายๆ จะจัดการให้เจ้าอย่างเรียบร้อย…
…พวกแม่จะเป็นคนรับผิดชอบงานนี้ นับจากนี้ไปจะรับหน้าที่สอนพวกนางทำ และก็จะเฝ้าพวกนางทำงานทุกวัน…
…ส่วนเงินส่วนแบ่งของพวกผู้หญิงในหมู่บ้าน เจ้าก็ฟังแม่แล้วกัน สามเหวินสี่เหวินอะไร พวกนางคงฝันหวานเกินไปแล้ว…
…ก้อนละจิน ทำเสร็จก็เอาขึ้นชั่ง ครบหนึ่งก้อนให้สองเหวิน…
…อย่าดูถูกเงินสองเหวินเชียวนะ เจ้าคิดว่าพวกนางหอบฟืนมาต้มนมกับเลี้ยงวัวนม แค่นี้งานเยอะแล้วเหรอ…
…แม่จะบอกให้ งานแค่นั้นไม่เกินกำลังพวกผู้หญิงในหมู่บ้านหรอก ทำเหมือนเล่นสนุกมากกว่า…
…เจ้าอย่าดูถูกเงินสองเหวินนี้ แม่คำนวณแล้ว เลี้ยงวัวนมครอบครัวละสามตัว ช่วงที่วัวให้นมเยอะจะทำออกมาได้หกก้อน หนึ่งวันก็สิบสองเหวิน หนึ่งเดือนก็ได้สี่เงินแล้ว…
…แถมผู้ชายในบ้านไม่ต้องไปอยู่แนวหน้า ช่วยกันหาเงินอยู่ที่บ้านได้ ก็มีแค่ครอบครัวเราที่ใจดีขนาดนี้หรือเปล่า จะไปหาเรื่องดีๆ แบบนี้ได้ที่ไหน”
ท่านย่าหม่าพูดพลางทำบัญชีต่อ “เจ้าดูเอานะ แม่ยิ่งคำนวณก็ยิ่งรู้สึกว่าให้สองเหวินยังเยอะไปด้วยซ้ำ นับรวมช่วงที่วัวให้นมน้อยเข้าไปด้วย นี่ยังไม่รวมวัวที่จะมาอีกตอนหลัง พวกนางน่ะ ทั้งครอบครัวช่วยกันทำงานเก้าเดือนก็ได้เงินเกือบสองตำลึง ทำสวนเหนื่อยแทบตายหนึ่งปีเพิ่งจะได้เงินเท่าไหร่กัน”
“เอาไปดูสิ”
ซ่งฝูเซิงรับมา
ซ่งฝูหลิงก็ชะโงกไปตรงหน้าพ่อด้วยความอยากรู้ ตอนนี้ท่านย่าทำบัญชีเก่งแล้วนะ พอคิดได้แบบนี้เสร็จซ่งฝูหลิงก็หัวเราะออกมา
ซ่งฝูเซิงคืนกระดาษกลับไป ท่านแม่วาดยันต์อะไรเนี่ย
นับถือจริงๆ ที่นางดูแล้วเข้าใจได้
“เอาเถอะ ตามนั้น ท่านแม่ งั้นกลุ่มเต้าหู้นมก็ให้ท่านแม่เป็นหัวหน้าคุมพวกผู้หญิงของแต่ละบ้าน”
“วางใจได้ รับรองไม่มีพลาด”
ท่านย่าหม่าคิดในใจ
พวกพี่ๆ น้อง ในเก้าเดือนต่อจากนี้ ตราบใดที่พวกเราคุมเข้มคุณภาพกับปริมาณของเต้าหู้นมจำนวนเก้าหมื่นเก้าพันก้อนให้ออกมาก้อนละจินได้ หักเงินค่าแรงที่ต้องให้พวกผู้หญิงในหมู่บ้าน อย่างน้อยๆ พวกเราก็จะได้เงินที่เหลือจำนวนเจ็ดร้อยตำลึงเน้นๆ
หักให้หลานสาวคนเล็กของข้าสองร้อยตำลึงที่เป็นคนคิดค้น แล้วก็เรื่องนี้ซ่งฝูเซิงลูกชายของข้าเป็นคนริเริ่ม ข้าคลอดลูกชายที่ฉลาดขนาดนี้ทำให้พวกเจ้าได้พึ่งใบบุญ ข้าก็ต้องหักมาร้อยตำลึง
จากนั้นก็จะเหลือสี่ร้อยตำลึง พวกเจ้าเอาไปแบ่งกัน เก้าเดือน คนละห้าสิบตำลึง
ถูกต้อง ท่านย่าหม่าคิดบัญชีพวกนี้เสร็จแล้ว แบ่งตั๋วเงินเสร็จภายในชั่วพริบตา
ท่านย่าหม่าตื่นเต้นเหลือเกินอยากรีบไปหาพวกพี่ๆ น้องๆ ทันที
นางจะต้องตะโกนคำขวัญตอนเปิดร้านขนมต่อหน้าพวกยายๆ ให้ได้
นี่หมายความว่าอะไรน่ะเหรอ ก็หมายความว่ายายๆ อย่างพวกเราโดดเด่นกว่าทุกคนอีกแล้ว อย่ามองว่าเงินที่ได้จากพริกหรืออะไรพวกนั้นได้เยอะ แต่จำนวนคนหารก็เยอะตามไปด้วย
พวกเราสามารถโยนหน้าที่หุงหาอาหารกลับไปให้พวกสะใภ้ได้อีกครั้ง พวกสะใภ้จะต้องมองแม่สามีคนนี้ด้วยความเลื่อมใส
“ลูกพ่อ”
“อืม ท่านพ่อ”
“ลูกก็รับผิดชอบห้องทำขนมไป ทำเตาเสร็จก็เริ่มงาน นี่เป็นตั๋วเงิน ไว้รอลูกแบ่งเงินเมื่อไรพ่อจะเอาไปแตกเศษให้”
“เจ้าค่ะ ครั้งนี้ลูกจะสอนพวกพี่ๆ ทุกคนในบ้าน พวกพี่ๆ ทำได้กี่ชิ้นก็มารับเงินไปตามจำนวน”
ซ่งฝูเซิงหันไปมองท่านลุงซ่ง “นายอำเภอแก้ปัญหาเรื่องหญ้าที่ใช้เลี้ยงวัวนมให้แล้ว ให้หมู่บ้านซานหยางช่วยปลูก ทางอำเภอจะให้เงินช่วยเหลือ ส่วนเรื่องอาหารของคนในหมู่บ้านที่มาช่วยพวกเราทำงาน นายอำเภอบอกว่าจะไปหาพวกครอบครัวเศรษฐีในเมืองถงเหยา ไม่ได้บอกว่าจะขายให้พวกเราในราคาเท่าไหร่ แต่ข้าคิดว่าน่าจะขายให้พวกเราในราคาที่ถูกมาก”
ลุงซ่งหน้าแดงเอามือถูกัน “เช่นนั้นก็ดีเลย ทุกอย่างราบรื่นจริงๆ”
“ว่ากันตามตรง จากนี้ในหนึ่งปี ต้องขายแรงทำงานเพื่อแลกตั๋วเงินพวกนี้ที่อยู่ในมือพวกเรา ไหวหรือไม่ไหวก็วัดกันที่ปริมาณแล้ว”
ซ่งฝูเซิงลุกขึ้นขณะพูด จะไปประกาศในหมู่บ้านว่าพรุ่งนี้จะประชุมอย่างเป็นทางการ ตกลงกับสมาชิกทุกคนเสร็จก็เริ่มงานได้
ทำไมไม่ประชุมวันนี้น่ะเหรอ ด้านหนึ่งเป็นเพราะต้องหารือแผนทั้งหมดกับทางครอบครัวให้เสร็จก่อน ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเพราะต้องรอพรุ่งนี้ครอบครัวปู่หยวนมา จะได้แนะนำตอนประชุมพอดีว่านี่เป็นสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านเหรินจยา จัดการย้ายข้ามอำเภอมาได้แบบนี้ย่อมมีประโยชน์
เนื้อหมูเป็ดไก่ห่านของบ้านพวกเจ้าอยากขายไหมล่ะ
คิดๆ ดูพวกคนในหมู่บ้านคงยอมรับครอบครัวปู่หยวนได้ในเร็ววัน
ซ่งฝูเซิงไม่ได้คิดจะไม่ทำพวกเนื้อหยอง ถึงแม้ทางราชสำนักจะไม่ได้ให้การสนับสนุนมากเท่าไหร่ แต่เขาอยากร่วมมือกับท่านปู่หยวนที่มีเงินสามารถรับซื้อไว้ได้
เฉียนเพ่ยอิงนึกไม่ถึงว่าเหล่าซ่งออกไปครู่เดียวก็กลับมาแล้ว
พวกท่านลุงซ่งก็ถาม “ทำไมกลับมาแล้วล่ะ หัวหน้าตระกูลเริ่นไม่อยู่บ้านเหรอ”
ซ่งฝูเซิงทำท่าทางบอกให้เฉียนเพ่ยอิงตามเขาออกมา
คิดว่าเมียของเขา วันๆ ทำแต่งานอยู่ในบ้าน จะพาไปดูเรื่องสนุกเสียหน่อย
พอทั้งสองคนเดินออกไป ซ่งฝูหลิงกับหมี่โซ่วก็มองหน้ากันแล้วเดินตามไปด้วย
เย็นวันนี้พวกเขาที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า ‘มองไฟอยู่อีกฟาก’[1] อย่างถ่องแท้แล้ว
ดับคบเพลิง แต่ละคนมองไปฝั่งตรงข้ามแม่น้ำประหนึ่งมุงดูเรื่องชาวบ้าน
ที่ไหนบ้างไม่มีตัวปัญหา ชีวิตที่ไม่มีตัวปัญหาจะเรียกว่าชีวิตได้อย่างไร
เวลานี้อีกฝั่งของแม่น้ำพวกคนในหมู่บ้านเหรินจยาทำอะไรกันน่ะเหรอ เกิดความวุ่นวายกันยกใหญ่
สาเหตุมาจากว่า คนข้างนอกต่างรู้แล้วว่าหมู่บ้านเหรินจยาไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารแล้ว
ใต้เท้านายอำเภอเล่นใหญ่เกินไป ทั้งหมู่บ้านอู่ฝู ทั้งหมู่บ้านซานหยาง ทั้งบังคับให้พวกเศรษฐีส่งเสบียงมาที่หมู่บ้านเหรินจยา ให้ความร่วมมือทุกด้านเพื่อให้หมู่บ้านเหรินจยาเป็นตัวอย่าง ป้ายบอกทางก็ตั้งตระหง่านชัดเจน บริการทุกอย่างให้หมู่บ้านเหรินจยา
พวกชาวบ้านไม่ใช่คนโง่
ครอบครัวฝ่ายหญิงมาด่าพวกผู้หญิงที่แต่งเข้าหมู่บ้านเหรินจยา “เจ้าไม่สนพี่น้องแล้วใช่ไหม รักแต่ผัว ตอนนั้นข้าไม่ควรคลอดเจ้าออกมา แก่ขนาดนี้ยังต้องมาขอร้องเจ้า นังลูกอกตัญญู”
ส่วนผู้หญิงที่แต่งออกไปก็กลับหมู่บ้านเหรินจยามาร้องห่มร้องไห้ “ท่านแม่ ลูกเขยท่านแม่จะทำยังอย่างไร ช่วยพวกเราด้วย”
พวกญาติๆ ก็แห่กันมา ท่าทางประหนึ่งว่า ถ้าพวกเจ้าช่วย พวกเราจะเป็นญาติที่ดีต่อกันจดจำบุญคุณไปชั่วชีวิต ถ้าไม่ช่วยก็พร้อมบวก
อัดอั้นตันใจสินะ ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจราชสำนักก็เลยมาลงกับแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านเหรินจยากันหมด
ในใจของคนพวกนี้ก็คงหนีไม่พ้นรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ทำไม เพราะพวกเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเหรินจยาก็เลยมีอะไรมากกว่า เพราะในหมู่บ้านพวกเจ้ามีคนเก่ง พวกเจ้าก็เลยได้อาศัยใบบุญ ทำไมพวกข้าถึงไม่มี
และยังมีคนในหมู่บ้านเหรินจยาที่ทะเลาะกันเองอีก
มียายที่ถูกลูกสาวหรือญาติมาขอร้องจนคิดจะข้ามมาอ้อนวอนซ่งฝูเซิง
เดินออกมาไม่เท่าไหร่ก็ถูก ‘หน่วยพิทักษ์ซ่งฝูเซิง’ ที่เพิ่งก่อตั้งอย่างเร่งด่วนขวางไว้
ต่อว่าต่อขานว่าเลอะเลือนไปแล้วเหรอ ครอบครัวพวกเจ้าอยากรนหาที่ตายก็ย้ายออกไปเลย อย่ามาทำพวกเราเดือดร้อน ใครกล้าไปทำให้ซ่งฝูเซิงโมโหคนทั้งหมู่บ้านจะไม่ปล่อยไว้แน่
—————————–
[1] สำนวน หมายถึง เห็นคนอื่นเดือดร้อนแต่ไม่เข้าช่วยเหลือ ได้แต่มอง