ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 467-2 ฉากตบตี
มีบางคนที่นึกเสียใจ ถูกความตระหนี่เข้าครอบงำ ทำไมตอนนั้นไม่รับเลี้ยงเยอะหน่อย คิดว่าต้องเลี้ยงให้เปล่าๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าเลี้ยงตัวสองตัวก็เสียเปรียบมากแล้ว จบกัน เสียใจก็สายไปแล้ว
ซ่งฝูเซิงแนะนำให้ทุกคนรู้จัก “นี่หัวหน้าของพวกท่าน หัวหน้าหม่า”
หัวหน้าหม่าโบกมือทักทาย “อีกเดี๋ยวเลิกประชุม พวกหญิงสูงวัยของแต่ละบ้านในหมู่บ้านมาหาข้า พวกเราต้องสร้างกระโจมก่อน ให้ทุกคนไปเอาหม้อใหญ่ของตัวเองมารวมกันแล้วเรียนวิธีทำเต้าหู้นมไปพร้อมกัน เท่านี้แหละ ข้าพูดจบแล้ว”
จากนั้นซ่งฝูเซิงถึงแนะนำครอบครัวปู่หยวน
“นี่เป็นสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านเรา คุยกันเรียบร้อยแล้ว ขอซื้อบ้านด้านข้างของครอบครัวไจ๋ ต่อไปพวกเขาจะอยู่กันที่นั่น”
อธิบายเรื่องต่างๆ อย่างละเอียด เน้นย้ำเป็นพิเศษ เนื้อหยองของครอบครัวปู่หยวนก็เป็นสาเหตุที่เบื้องบนถูกใจหมู่บ้านของพวกเขา อีกทั้งเป็ดไก่หมูห่านที่ทุกคนเลี้ยง ตราบใดที่ราคาถูกกว่าข้างนอกก็จะรับซื้อไว้หมด
รับซื้อไว้หมดเหรอ พวกครอบครัวที่เลี้ยงสัตว์แสดงท่าทีต้อนรับก่อน มาได้ดี กำลังกลุ้มอยู่ว่าปีนี้ไม่รู้จะทำยังไงกับตัวมีขนพวกนี้
ซ่งฝูเซิงกับปู่หยวนมองหน้ากัน พวกเขาแอบตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ปู่หยวนกับลูกชายสองคนรับผิดชอบเรื่องรับซื้อเนื้อสัตว์ ซ่งฝูไฉพี่ชายคนโตของซ่งฝูเซิงจะรับหน้าที่พาคนอื่นๆ ทำเนื้อหยองอยู่ที่บ้าน พอถึงเวลาเบื้องบนรับซื้อในราคาไหน หักต้นทุนแล้วทั้งสองฝ่ายก็แบ่งกันคนละครึ่ง
“รายชื่อที่ข้าอ่านต่อไปนี้ เดี๋ยวเลิกประชุมแล้วให้มารายงานตัวที่ซ่งฝูสี่”
คนที่ซ่งฝูเซิงเรียกเป็นคนที่ใช้แรงงานแทนการเกณฑ์ทหารและมีฝีมือด้านงานไม้ คนเหล่านี้ให้ไปเป็นช่างไม้กับซ่งฝูสี่ก่อน
“ส่วนคนที่เหลือให้ไปกับอาเกา นับแต่วันนี้ไปให้ช่วยกันรื้อบ้าน” สร้างโรงเพาะปลูกพริก
เกาถูฮูยกมือเพื่อบอกคนในหมู่บ้านว่าเขาก็คืออาเกา
ในตอนท้ายของการประชุม หัวหน้าตระกูลเริ่นได้พูดเสริมอย่างมีน้ำโห “ถ้าใครมาขอร้องข้าอีก ได้ พวกเจ้าฟังให้ดีนะ จะช่วยพี่น้องหรือลูกเขยของพวกเจ้าก็ได้ ช่วยใครก็ได้ แต่ให้เอาสิทธิ์ยกเว้นของพวกเจ้าไปยกให้แทน จากนั้นคนในบ้านพวกเจ้าก็ไปเป็นทหารแทน มาลงชื่อที่ข้าได้ ข้าจะไปบอกใต้เท้านายอำเภอให้แก้ชื่อ”
ดูก็รู้ว่าโกรธมาก เมื่อคืนคงโมโหไม่เบา
คนในหมู่บ้านพากันร้อนใจ ไม่แล้วๆ อันนี้ได้เงินด้วย ยิ่งไม่มีทางให้พวกเขา พวกข้ายังไม่บ้านะ
ทันใดนั้นเริ่นกงซิ่นก็กลับมา
เขาหายไปสองวัน ตอนออกไปยังดูมีความหวัง แต่พอกลับมากลับป่วยเสียแล้ว
เขาลงจากเกวียนล่อ อาศัยบ่าวรับใช้สองคนที่เริ่นจื่อเซิงส่งมาช่วยประคองลง
การปรากฏตัวของเริ่นกงซิ่น ราวกับเป็นการสอนคนในหมู่บ้าน ยิ่งทำให้คนในหมู่บ้านรู้สึกกลัว “ห้ามช่วยญาติพี่น้องเด็ดขาด ต่อให้เป็นญาติสนิทกันแค่ไหน จะใกล้ชิดเท่าลูกชายตัวเองเหรอ ดูอย่างเริ่นกงซิ่นก็รู้แล้ว น่าสงสาร”
เริ่นกงซิ่นกอดขาซ่งฝูเซิงร้องไห้
ซ่งฝูเซิงกับบ่าวรับใช้สองคนรีบช่วยพยุงเขาขึ้นมา
“ข้าได้ข่าวจื่อฮ่าว แต่ข้าหาลูกชายคนรองไม่เจอ ส่งออกไปก็แยกกันคนละทิศละทาง ไม่รู้ว่าถูกส่งไปที่ไหน”
ต่อให้เป็นคนที่น่ารังเกียจขนาดไหน เวลานี้เขาร้องไห้ได้น่าสงสารมาก โดยเฉพาะลูกกับภรรยาของเริ่นจื่อจิ่วก็ร้องไปด้วยกัน
เหรินกงซิ่นน้ำมูกน้ำตาไหล เดี๋ยวก็บอกว่าเขาทำให้ลูกชายคนรองต้องซวย เดี๋ยวก็ด่าเจ้าหน้าที่ที่คุมตัวไป เขียนหนังสือไม่เป็นสักตัว แยกคนไปออกตกเหนือใต้แต่ไม่มีแม้แต่รายชื่อ แบบนี้ถึงได้หาไม่เจอว่าจื่อจิ่วถูกส่งไปอยู่ที่ไหนกันแน่
“แล้วลูกชายคนโตของเจ้าว่ายังไง” แม้แต่หัวหน้าตระกูลเริ่นก็ยังขมวดคิ้วถาม
ลูกคนโตน่ะเหรอ
ลูกคนโตถูกเขาอัดไปหนึ่งยก
พูดตามตรง อาละวาดจนในตอนสุดท้ายลูกชายคนโตของเขาล้มป่วย เขาเองก็สงสาร แต่เขาไม่มีปัญญา ทำได้เพียงบังคับให้ลูกคนโตไปตามหา กลัวว่าถ้าจื่อเซิงยอมแพ้ จื่อจิ่วจะยิ่งไม่มีความหวัง
วันนี้สะใภ้ใหญ่ต่อว่าเขาแล้วไล่ออกมา
เริ่นกงซิ่นรู้สึกว่าลูกชายคนโตก็คงมีปัญญาแค่นั้น จึงไม่ได้ตอบหัวหน้าตระกูลเริ่น เงยหน้าอ้อนวอนซ่งฝูเซิง “หลานชาย อาขอร้องเจ้านะ ช่วยตามหาหน่อย เมื่อก่อนข้าผิดเอง ข้าขอขมาเจ้า ข้าขอขมา”
ซ่งฝูเซิงรีบห้ามเริ่นกงซิ่นที่กำลังจะโค้งตัวให้อีกแล้ว “ข้าจะช่วยสืบข่าวให้ มีโอกาสจะช่วยถามดู แต่หลายสำนักว่าการใช่ว่าชาวบ้านอย่างเราจะเข้าออกได้ง่าย ความสามารถของข้าก็มีจำกัด มีแค่ตอนไปส่งของถึงจะพอเข้าไปถามได้”
“เจ้ารับปากแล้วนะ”
“อืม”
“ไม่รู้ทำไม พอเจ้ารับปากข้าก็รู้สึกมีความหวัง จริงๆ นะ ตอนนี้อาเชื่อใจเจ้า”
คนในหมู่บ้าน ซ่งฝูเซิงคนนี้มีน้ำใจจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำด้วย พวกเขาเห็นกับตา
เริ่นกงซิ่นน้ำตาคลอ เมื่อครู่เขาพูดจากใจ ผ่านเหตุการณ์มาหลายครั้ง ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ดูเหมือนหนุ่มคนนี้จะมีความสามารถ ในใจรู้สึกมีหวังขึ้นมาทันที
ในขณะเดียวกันก็รู้ดีว่า เขาไม่ควรรบกวนคนคนนี้ จะไปบีบบังคับไม่ได้ ประเด็นคือต่อให้บังคับให้ไปตามหาเดี๋ยวนี้ อีกฝ่ายก็ไม่มีทางฟัง ไม่เหมือนจื่อเซิง
แต่นั่นก็พอแล้ว
ซ่งฝูเซิงกับลูกชายของเขาช่วยกันสองทางย่อมดีกว่าให้จื่อเซิงหาอยู่คนเดียว
เหรินกงซิ่นเอามือเช็ดหน้า คิดในใจ ข้าจะอาละวาดไม่ได้ ข้าต้องทำตัวให้ดี ยิ่งทำตัวดี หลานชายคนนี้ไม่รู้สึกขัดใจถึงจะช่วยตามหาคน แบบนี้เรียกว่าสร้างความประทับใจ “เอ่อคือ พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ มีอะไรให้ข้าช่วยไหม”
ซ่งฝูเซิงถอนหายใจ
ตาแก่นี่ไม่วุ่นวายก็พอแล้ว
อย่าเห็นว่าเป็นคนแก่ อาละวาดขึ้นมาทีก็ร่ายยาวไม่แพ้พวกยายๆ น่าปวดหัว
…
บนสะพาน ยายทั้งแปดกำลังย้ายบ้านโดยมีคนในหมู่บ้านมาช่วย
รถเข็นที่บรรทุกของอยู่เต็มถูกเข็นขึ้นสะพานเข้าไปในหมู่บ้านทีละคัน
ส่วนทางด้านอีกฟากของแม่น้ำ พวกผู้ชายกำลังตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน “หนึ่ง สอง สาม ผลัก!”
โครม กำแพงพังลงครึ่งหนึ่ง เกิดฝุ่นตลบ
ขยายโรงเพาะปลูกพริก ปลูกต้นกล้า เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ
ชายหนุ่มหลายร้อยคนผลักกำแพง นวดดินทาอิฐเตรียมทำกำแพงไฟ ก่ออิฐขึ้นไปทีละก้อน ช่วยกันขุดดิน ทำดินให้อ่อนลง ขุดกันจนเจ็บมือ
ชาวหมู่บ้านเหรินจยาต่างไม่รู้ว่าวันนี้ทางราชสำนักก็ได้เริ่มทำสงครามแล้ว
ก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่สารท้ารบปลิวว่อน
อ๋องอู๋ไม่ยอมรับฮ่องเต้องค์ใหม่ และไม่พูดถึงการมาคารวะพระศพของอดีตฮ่องเต้
แต่ให้น้องอ๋องเยี่ยนที่ยังคงดูอ่อนแอในสายตาเขาส่งตัวเสด็จแม่มา
ทำไมอ๋องเยี่ยนถึงเป็นน้องชายผู้อ่อนแอในสายตาของท่านอ๋องทั้งหลาย
ในสายตาของอ๋องคนอื่นๆ
ข้อแรก ตอนนั้นเสด็จพ่อให้อ๋องเยี่ยนไปอยู่ทางเหนือ ไม่กล้าแม้แต่จะเถียง รีบแจ้นไปอยู่ที่ดินแดนรกร้างนั้น
ข้อสอง มาอยู่ทางเหนือตั้งหลายปี พวกเผ่าเลี้ยงสัตว์ก็มีกันอยู่แค่นั้น แต่กลับไม่จัดการเก็บ ปล่อยให้ชนเผ่าพวกนั้นลอยหน้าลอยตา
ข้อสาม หลายปีมานี้อ๋องพวกนี้ท้าทายกันเอง มีเพียงอ๋องเยี่ยนที่เฝ้าดินแดนรกร้างอยู่ จะสำเร็จก็ดี พ่ายแพ้ก็ดี เขาไม่กล้าขยายอาณาเขต
อีกทั้งชอบทำเรื่องให้พวกเขาหัวเราะเยาะ
อย่างเช่น พื้นที่ตัวเองแร้นแค้นจนมีสภาพไหนแล้วยังจะทำอวดดี ปล่อยชาวบ้านลี้ภัยเข้าไปมากขนาดนั้น
หัวเราะเยาะอ๋องเยี่ยน อยากพึ่งพาบารมี อยากครอบครองบ้านเมืองงั้นเหรอ ไร้เดียงสา ตอนนี้ยังจะถือหนังสือพระราชพินัยกรรมที่ไม่รู้ว่าถูกแก้ไขหรือเปล่า มาบอกว่าจะขึ้นครองราชย์ตามพินัยกรรม
สรุปว่า ด้วยสาเหตุต่างๆ นานาที่สั่งสมมาในช่วงหลายปีนี้ ทำให้อ๋องอู๋ได้ใจ คิดว่าพฤติกรรมทุกอย่างของอ๋องเยี่ยนน่าขบขันสิ้นดี
ดังนั้นเขาจึงตอบกลับ ไม่เพียงแต่จะไม่ยอมรับ ยังจะให้ส่งตัวเสด็จแม่ของเขามาด้วย มิฉะนั้น…
อดีตอ๋องเยี่ยน หรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พอได้ฟังคำตอบของอ๋องอู๋ก็ส่งเสด็จแม่ของอ๋องอู๋ให้ทันที
กล่องไม้ที่คล้องแม่กุญแจ
อ๋องอู๋ไขแม่กุญแจออก จากนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะสิ่งที่อยู่ในนั้นคือศีรษะของพระมารดาของอ๋องอู๋