ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 468 ถกแขนเสื้อตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
ในขณะที่อ๋องอู๋กำลังจะตบโต๊ะจนร้าว เขาก็ได้รับแจ้งข่าวหลายข่าว
“อะไรนะ!”
ฮ่องเต้องค์ใหม่ที่เขาไม่ยอมรับ อ๋องเยี่ยนที่เมื่อก่อนอ่อนแอขี้ขลาดในสายตาของเขาได้ชิงโจมตีเขาก่อนแล้ว
แม่ทัพใหญ่นำทัพด้วยตัวเอง ถูกขนานนามว่า ‘จอมปราบกบฏ’ มุ่งหน้ามาอย่างเหิมเกริม ใกล้ประชิดเมืองเต็มที
ฝึกทหารพันวัน ใช้ทหารเพียงชั่วครู่
ฝึกบนที่ราบที่ปกคลุมด้วยหิมะทางตอนเหนือ กองทัพที่ฮ่องเต้องค์ใหม่ฝึกมานาน มุ่งหน้ามาประหนึ่งกระแสน้ำ ส่วนหนึ่งเดินทัพออกมาก่อนหลายสิบลี้ ทัพหลังยังคงตามมาจนมองไม่เห็นหางแถว
เมืองที่อยู่ในเขตปกครองของฮ่องเต้องค์ใหม่ เมืองชายแดนยี่สิบกว่าเมือง เช่น เมืองโยวโจว เมืองเจิ้นเจียง ก็มีกองทัพไปปรากฏ รวมตัวมุ่งหน้าสู่ใต้ เป้าหมายของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียวก็คือด่านซานไห่
ทหารหน่วยแล้วหน่วยเล่าตามมาสมทบอย่างไม่หยุดหย่อน
แต่ละคนใบหน้าละอ่อน แบกสัมภาระ ถือหอกที่เพิ่งได้รับการแจกจ่าย สะพายดาบยืนเป็นระเบียบเรียบร้อย
เสียงสงครามลอยมาจากทางเหนือ แสงจันทร์สะท้อนเกราะเหล็ก
ทหารเหล่านี้มีสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับปั่นป่วน ส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า ในอดีตมีการทำสงครามหลายครั้ง นับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปจะเจ้าสู่สภาวะสงคราม สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ ถ้าไม่กลับไปอย่างมีเกียรติ ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะต้องหลั่งเลือดนอนเป็นศพอยู่ในสนามรบ
ดั่งคำพูดที่ว่า กอบกู้บ้านเมืองไม่ได้ก็ห้ามกลับบ้าน
ส่วนเรื่องหนีน่ะเหรอ ถอดใจน่ะเหรอ ไม่กล้าคิด
แต่ละหน่วยล้วนมีหน่วยย่อยแตกออกไปอีก ภาษาชาวบ้านเรียกว่าหน่วยจับผิด คอยตามพวกเขาอยู่ด้านหลังขณะออกศึก ใครขี้ขลาด ใครกล้าหนี ก็จะยกดาบฆ่าทิ้งทันที ไม่มีปรานี
จะตายกันหมดได้อย่างไร ลุยเข้าไปยังมีความหวัง
“ฆ่ามัน ฆ่ามัน!”
…
ใต้เท้าเหมาแห่งกรมคลังกำลังยืนอยู่ชานเรือน
ชายชรามองท้องฟ้ากว้างใหญ่ในปลายฤดูหนาว ทอดถอนใจ เขาเตรียมงานอยู่เงียบๆ เพื่อทำศึกครั้งนี้มาหลายปี ในที่สุดก็ได้พิสูจน์จินตนาการของตัวเอง ทำสิ่งที่คิดไว้ให้เป็นจริงแล้ว
ตอนที่ใต้เท้าเว่ยมาหา ภาพที่เห็นคือเจ้านายของเขากำลังลูบเครามองท้องฟ้า
เขามาขอคำชี้แนะว่าหน่วยขนเสบียงชุดแรกจะให้ออกเดินทางตามทัพใหญ่ทันทีหรือไม่ เรื่องนี้ผ่านความเห็นชอบจากใต้เท้าเสนาบดีมาแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ให้รองเสนาบดีเหมาออกคำสั่ง
“อนุญาต!”
การทำศึกสงครามไม่ใช่แค่กลยุทธ์ของเหล่าแม่ทัพกับแรงฮึกเหิมของเหล่าทหารแนวหน้า แนวหลังยิ่งต้องเป็นหลักประกัน สิ่งที่สู้กันคือความสามารถและความเร็วของสมาชิกทุกคนตั้งแต่ระดับบนถึงล่างของยุคสมัย ประสิทธิภาพในการทำงานและความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบขุนนาง สรุปเป็นคำสั้นๆ ได้ว่า ‘มวลพลังแห่งชาติ’
เมื่อใต้เท้าเหมาอนุญาต หน่วยขนส่งเสบียงที่เตรียมพร้อมอยู่ของแต่ละเมืองก็เริ่มออกเดินทาง ตามกองทัพที่ออกก่อนหน้านี้ไปติดๆ
แบกหามเข็นรถ
จากนี้ไปอีกยาวนาน เหล่าแรงงานต้องอาศัยสองมือสองเท้า ข้ามน้ำข้ามเขาอย่างไม่หยุดหย่อนทุกวัน นอนกลางดินกินกลางทราย รอนแรมในหน้าประวัติศาสตร์แห่งสงครามอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
ในเวลาเดียวกัน
ยามเช้าในหมู่บ้านเหรินจยา
พวกผู้หญิงกำลังนั่งอยู่ข้างวัว เริ่มงานรีดนมวัว
ใช้ถังไม้ของบ้านตัวเองที่ขัดล้างจนสะอาดมารับนม ไม่ได้ร้องขอถังใหม่ ช่วยพวกซ่งฝูสี่ประหยัดแรงไปได้มาก
ตอนที่พวกผู้หญิงหิ้วถังนมออกมายังมีแอบถามกัน “วัวสามตัวบ้านเจ้ารีดออกมาได้กี่ถัง”
“แค่นี้ บ้านข้ารีดได้สี่ถัง”
“ทำไมบ้านเจ้าได้เยอะขนาดนั้น อีกเดี๋ยวข้าต้องขอเคล็ดลับหน่อยแล้ว เลี้ยงวัวมันต้องมีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่า”
“อ๋อ เมื่อวานตอนมืดข้าให้พวกเด็กๆ เอาเปลือกรำข้าวผสมหญ้าให้พวกมันกิน”
ยายที่อยู่ด้านหน้าหันมาตะโกน “เลิกคุยได้แล้ว มารวมตัว”
พวกผู้หญิงรีบพาเด็กในบ้านที่พอช่วยงานได้หิ้วถังนมเร่งฝีเท้าเดินหน้า
ตรงทางเข้าหมู่บ้าน บนเส้นทางหลักที่ใช้เดินหลังจากเข้าหมู่บ้านมามีการตั้งกระโจมยาวไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
แต่ละบ้านช่วยกันลงแรง ช่วยกันคนละไม้ละมือก็ปูผ้าใบเสร็จ
ท่านย่าหม่ากับพวกยายๆ เริ่มตั้งท่า ยืนอยู่หน้าหม้อขนาดใหญ่ทั้งแปด
หม้ออยู่ตรงหน้า พวกยายๆ วัดระยะไว้แล้ว รับประกันได้ว่าตอนทำให้ดูพวกผู้หญิงจากร้อยกว่าครอบครัวนั้นสามารถมองเห็นพวกนางทำอย่างแน่นอน
“มาครบหรือยัง”
สะใภ้เก้า “ครบแล้วหัวหน้า”
“ดี เช่นนั้นเราเริ่มกันเลย”
ยายทั้งแปดนั่งลงจุดเตา เพียงชั่วครู่ไฟก็เริ่มแรงขึ้นมา
แม่ผัวลูกสะใภ้ร้อยเจ็ดครอบครัวที่อยู่ตรงข้ามก็เลียนแบบท่าทางของพวกนาง
ไฟติดแล้ว ยายทั้งแปดก็เอามือซ้ายวางในหม้อพร้อมกัน ใช้ฝ่ามือวัดอุณหภูมิในหม้อว่าร้อนหรือยัง
กลุ่มคนที่อยู่ตรงข้ามก็เลียนแบบ เอามือวางเข้าไปเหมือนกัน
รู้สึกได้ถึงไอร้อนหรือไม่อันนี้ไม่ทราบ แต่แต่ละคนจ้องกันอย่างไม่วางตา
เอานมที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเทใส่หม้อ “มา มือซ้ายกระทุ้งไฟไปพร้อมข้า ให้เปลวไฟลุกโชนขึ้นมา ยิ่งสูงยิ่งดี ส่วนมือขวาคนไปพร้อมกับข้า คนไปอย่าหยุด คนไป…”
ทางพวกทางย่าหม่าสอนต้มนม ส่วนซ่งฝูหลิงกับสาวๆ หลายสิบคนกำลังไออยู่ที่อีกฟากของแม่น้ำ
เตาอบที่สร้างใหม่ยังใช้ยากอยู่ อิฐยังไม่แห้งอย่างสิ้นเชิง จุดเตาทีควันโขมง
พวกสาวๆ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก เติมฟืนจุดไฟ ใบหน้ามีลวดลายคล้ายแมวสลิด
“แค่กๆๆ แค่กๆ”
สาวๆ หลายสิบคนไออย่างต่อเนื่อง สำลักควันจนน้ำตาไหล แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟังเสียงตรงลานบ้าน
พวกผู้ชายหลายร้อยอยู่ตรงลานบ้าน
ซ่งฝูกุ้ยปีนบันไดถามอยู่บนหลังคา “ใครน่ะใคร นี่ฝีมือใคร มือเลอะก็ไม่รู้จักล้าง ยังไม่ทันปูกระดาษไขก็ฝากรอยประทับเต็มไปหมดแล้ว!”
“เอ๊ะ ตรงนั้นน่ะ ช่วยเอาก้อนหินมาทับไว้หน่อยสิ” เถียนสี่ฟายืนตะโกนอยู่บนหลังคาของอีกหลัง
สามีของพวกป้าอ้วนแซ่ไป๋สะดุดล้มตอนหันไปหยิบก้อนหิน เขาเองก็ตวาดเสียงถาม “ใครเนี่ย เอากระดานไม้มาไว้ตรงนี้”
คนในหมู่บ้านที่พอเป็นงานไม้ต่างมารวมกันอยู่ที่นี่ นับรวมซ่งฝูสี่ไปด้วยทั้งหมดก็ยี่สิบหกคน
ช่างไม้ยี่สิบหกคนทำงานพลางขมวดคิ้วตอบเป็นเสียงเดียวกัน “ดูทางด้วย อย่าเหยียบของพวกข้า ทากาวแล้ว”
พวกเขายังหวาดระแวงว่าจะมีคนมาเหยียบ
ภายในบ้านที่ไม่ถูกรื้อ
เฉียนเพ่ยอิงกับเหล่าสะใภ้กำลังสานเสื่อ ช่วยเย็บผ้าห่มเก่าๆ ให้โรงเพาะปลูกพริกหลังใหม่
งานทางนี้ทำได้สักพักยังต้องปลีกตัวไปหุงหาอาหาร คนจำนวนมากขนาดนี้กินข้าว แม้แต่เฉียนเพ่ยอิงก็ยังต้องตามมาช่วย ไม่อย่างนั้นทำกันไม่ทัน
นับจากวันนี้เป็นต้นไป คนที่มาทำงานทดแทนการเกณฑ์ทหารพวกนี้จะกินข้าวร่วมกับพวกเขา โชคดีที่เมื่อก่อนเคยต้อนรับรองผู้บัญชาการเกิ่ง จึงมีเตรียมจานชามเอาไว้บ้าง แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านก็อยู่ใกล้ ผู้ชายพวกนี้ก็มีคนที่เอาชามกับตะเกียบมาเอง พอรับมือไหว
เวลานี้ซ่งฝูเซิงกำลังขี่เสี่ยวหงอยู่บนถนน ตลอดทางสามารถมองเห็นป้ายบอกทาง ‘หมู่บ้านเหรินจยา’ ที่ปักอยู่หลายสิบอัน
เขากำลังไปเมืองถงเหยา
ด้านหนึ่งเพื่อสั่งทำถาดขนมปังให้ลูกสาว
อีกด้านหนึ่งเพราะนายอำเภอเรียกเขา อาจเป็นเรื่องที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสบียงอาหารของพวกเขาได้แล้ว