ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 469 หัวหน้าทีมของข้า ทีมของข้า
รถเสบียงเข้าไปในหมู่บ้านทีละคัน คนเข็นรถคือพวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้าน
ตอนซ่งฝูเซิงอยู่ที่อำเภอได้ตั้งใจส่งคนมาแจ้งข่าว
พอหัวหน้าตระกูลเริ่นทราบข่าวก็เรียกรวมคนไปที่เมืองถงเหยา
พวกท่านย่าหม่าต่างตีกันไปมาด้วยความตื่นเต้น สุดตื้นตัน
ได้ยินว่าเป็นเสบียงที่ใต้เท้านายอำเภอไปขอให้พวกเศรษฐีชื่อดังหลายคนในเมืองถงเหยาช่วยบริจาค
แค่คืนเดียวก็ได้มามากขนาดนี้ บริจาคมาทั้งนั้น
พวกเศรษฐีพากันแสดงท่าทีภายใต้การเชิญชวนของใต้เท้านายอำเภอ ชาวหมู่บ้านเหรินจยาแค่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันไป คนทั้งอำเภอจะช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หมู่บ้านเสบียงทหารเป็นความภูมิใจของทั้งอำเภอ
ฟังจากพวกเด็กๆ ที่ไปขนเสบียงกลับมาเล่าว่า วันนี้ในเมืองถงเหยาคนเยอะมาก
ใต้เท้านายอำเภอกำลังแหกปากตะโกน รวมกลุ่มพวกเศรษฐี ไม่ใช่แค่คนดังพวกนั้น
ข้อความที่ตะโกนก็ประมาณว่า ‘คนละหนึ่งไม้พาย ข้ามฝ่ากระแสน้ำ หากเราช่วยกันพาย ย่อมข้ามแม่น้ำไปได้’
เปิดศึกแล้ว อยากให้พวกเศรษฐีใครมีเงินออกเงิน ใครมีเสบียงออกเสบียง
มือปราบของอำเภอก็ออกมากันหมด อย่างมือปราบฉีหมิงไม่เพียงแต่จะต้องรักษาความสงบหลังเพิ่งผ่านพ้นการเรียกเกณฑ์ทหาร ยังต้องประกาศต่อชาวบ้านด้วยว่า
“นับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ให้แต่ละบ้านประหยัดอาหารที่กิน คนที่เราช่วยไม่ใช่ใครอื่น อาจเป็นลูกหลานของบ้านตัวเองที่อยู่แนวหน้า”
นายอำเภอหูจะรวบรวมเสบียงอาหารแล้วบริจาคให้ราชสำนักในนามของเมืองถงเหยา
“เมื่อไรลูกชายคนที่สามของข้าจะกลับ”
หัวหน้าตระกูลเริ่นบอกท่านย่าหม่าด้วยความภูมิใจ “การประชุมระดับใหญ่แบบนั้นฝูเซิงต้องไป ถูกร้องขอให้พูด เขาก็เลยกลับมาไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องพูดคุยอย่างสุภาพกับพวกคนที่บริจาคเสบียงให้เรา ใจเย็นๆ ต่อให้ประตูเมืองปิดเขาก็ออกมาได้ รู้จักเขากันหมดนั่นแหละ”
พูดจบก็รีบเดินไปทางอีกฝั่งของแม่น้ำ
ตอนนี้หัวหน้าตระกูลเริ่นกับท่านลุงซ่ง นับวันจะยิ่งทำงานเข้าขากัน
ท่านลุงซ่งรับหน้าที่ดูแลการทำงานโดยรวม โดยมีหัวหน้ากลุ่มย่อยเป็นพวกคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำที่เพิ่งเลือกกันมา ลุงซ่งคอยสั่งการพวกหัวหน้ากลุ่มย่อย แบ่งงานเป็นกิจจะลักษณะตั้งแต่เช้าจรดเย็น
หัวหน้าตระกูลเริ่นคิดว่าตัวเองก็เป็นคนดูแลเหมือนกัน คนในหมู่บ้าน พวกคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ คอยจัดแจงงานต่างๆ ให้คนพวกนั้น
ส่วนซ่งฝูเซิงในฐานะที่เป็น ‘หัวหน้าทีม’ ของหมู่บ้านเหรินจยา เขารับผิดชอบเรื่องใหญ่ต่างๆ เรื่องไหนที่ไม่แน่ใจก็มาขอความคิดเห็นจากเขา
ถึงแม้หัวหน้าตระกูลเริ่นจะไม่เข้าใจว่าทำไมเรียกว่าหัวหน้าทีม แต่ในเมื่ออีกฝ่ายขอมาก็อย่าเรียกหลานชายน้องชายพี่ชายอีกเลย พูดตามตรง ไม่ชิน เขาเองก็กำลังค่อยๆ ปรับตัว เริ่มเรียกฝูเซิงว่าหัวหน้าทีมได้อย่างไม่เคอะเขินแล้ว
พอยายๆ ทั้งแปดฟังหัวหน้าตระกูลเริ่นพูดจบ อย่าให้พูดว่าภูมิใจขนาดไหน
ต่อมาก็หันไปตะโกนใส่พวกผู้หญิงจากร้อยเจ็ดครอบครัว “ตั้งใจทำงาน ออกแรงหน่อย”
เริ่นกงซิ่นป่วย แต่ก่อนหน้านี้บ้านเขาก็รับเลี้ยงวัวนมสองตัว คนที่มาทำเต้าหู้นมพร้อมผู้หญิงในหมู่บ้านคือสะใภ้รองของเริ่นกงซิ่น
ภรรยาของเริ่นจื่อจิ่วให้อนุของเริ่นจื่อจิ่วอยู่บ้านดูแลภรรยาท้องแก่ของเริ่นกงซิ่น
การตัดสินใจแบบนี้อยู่เหนือความคาดหมายของอนุมาก เดิมทีคิดว่าเริ่นจื่อจิ่วไม่อยู่บ้าน ภรรยาหลวงจะอาศัยโอกาสนี้จิกหัวใช้นางอย่างเอาเป็นเอาตาย
นึกไม่ถึงว่าภรรยาหลวงจะแบกรับภาระหนักด้วยการไปทำเต้าหู้นมกับคนในหมู่บ้าน ทั้งยังรีดนมวัว เลี้ยงวัว
อีกทั้งยังพาลูกออกมาด้วย ให้ลูกชายเพียงคนเดียวของเริ่นจื่อจิ่วช่วยทำงาน ปกติเด็กคนนั้นอยู่บ้านไม่ทำงาน เอาแต่เล่น ตอนนี้จะให้ทำงานเหรอ ไม่ใช่ว่าควรเอาใจเด็กคนนั้นให้มากขึ้นเหรอ อย่างไรเสียเริ่นจื่อจิ่วก็ไม่อยู่บ้าน นั่นคือชีวิตของนางเชียวนะ
อย่าว่าแต่อนุคนนี้ไม่เข้าใจ แม้แต่ภรรยาท้องแก่ของเริ่นกงซิ่นก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
เริ่นกงซิ่นก็เคยถามว่าสะใภ้รองดีขึ้นหรือยัง
เดิมทีคิดว่าสะใภ้รองจะอาละวาดยกใหญ่ แต่ได้ยินมาว่าแค่กอดหลานชายของเขาร้องไห้อยู่ครึ่งค่อนคืน ก็ไม่รู้ว่าพูดอะไรกับหลานเขาบ้าง จากนั้นสองแม่ลูกก็ไปทำงานพร้อมคนในหมู่บ้านแล้ว
คราวนี้เล่นเอาเริ่นกงซิ่นฟังจบก็รู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม เขาบอกภรรยาท้องโตกับอนุของลูกชายคนรองว่าต้องจัดการงานในบ้านให้ดี อย่าให้สะใภ้รองต้องเหนื่อย หุงหาอาหารทำกับข้าวให้เสร็จพร้อมกิน
“เจ้าจะไปไหน” เฉียนเพ่ยอิงวางเข็มกับด้ายในมือลง ถลึงตามองซื่อจ้วง
ซื่อจ้วงทำท่าทางง่ายๆ สองที
อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ เฉียนเพ่ยอิงเข้าใจท่าทางที่ทำแบบขอไปทีแบบนี้ มองออกว่าซื่อจ้วงจะไปไหน “ไปทำอะไรที่เมืองเฟิ่งเทียน”
ซื่อจ้วงยืนทื่อเหมือนกำแพงอยู่ตรงประตู เม้มริมฝีปากไม่ส่งเสียง
เฉียนเพ่ยอิง “…” นี่ถ้าเป็นลูกชายของนางคงถูกด่าไปแล้ว ทำไม ถามไม่ได้เหรอ
ดูเอาละกันวันๆ เหล่าซ่งไม่กล้าหือกับนาง แต่นางกลับต้องมารองรับอารมณ์พวกเด็กๆ
คอยดูสีหน้าลูกสาว คอยสังเกตอารมณ์ของหมี่โซ่ว คอยจ้ำจี้จ้ำไชซื่อจ้วง
ตั้งแต่สระผมล้างเท้า หาข้าวให้กินจนอิ่มท้อง แล้วนี่ถามว่าไปไหนซื่อจ้วงก็ไม่บอก ชอบทำตัวไม่สนใจนาง
เฉียนเพ่ยอิงลงจากเตียง ไปค้นกระเป๋าที่ห้องลูกสาวแล้วหยิบเศษเงินออกมาสองสามเงิน
เป็นผู้ชายออกจากบ้านไม่พกเงินได้ยังไง เผื่อมีอะไรต้องซื้อ
เด็กผู้ชายไม่สะดวกพูดกับนางงั้นเหรอ
“ข้าจะบอกลุงซ่งให้ เจ้าอยากเข้าเมืองพรุ่งนี้ก็ไปเถอะ ข้าบอกไว้ก่อน ห้ามกลับมาเย็นเกินไป ถ้าเจ้ากลับเย็น ครั้งหน้าจะไม่ให้ออกไปแล้ว”
ซื่อจ้วงรีบพยักหน้า
“เอาสมุดกับดินสอไปด้วย พอเขียนหนังสือได้ใช่ไหม ข้างนอกตรวจเข้ม พอเจ้าหน้าที่เห็นเป็นเด็กหนุ่มก็จะสงสัยว่าทำไมไม่ถูกเกณฑ์ไป ถ้าถูกถามก็เขียนใส่กระดาษว่าเจ้ามาจากบ้านไหน อย่าจับตัวไป”
ซื่อจ้วงยังฟังไม่จบก็ออกไปแล้ว ช่วยที่บ้านทำงาน แถมเขายังฝีมือโดดเด่นในบรรดาแรงงานหลัก ใครก็ทำงานเยอะสู้เขาไม่ได้
เฉียนเพ่ยอิงหยิบเข็มกับด้ายขึ้นมาอีกครั้ง หรี่ตาเพ่งสนเข็ม ระหว่างสนเข็มก็คิดในใจ
อีกหน่อยหาคู่ครองที่พูดเก่งให้ลูกสาวดีกว่า แค่ทำงานเก่งไม่พอ อึดอัดตาย
แต่จะว่าไป ปกติคนที่ทำงานเก่งจะไม่ค่อยพูด
คนที่พูดเก่งก็ช่างฉอเลาะ เจ้าเล่ห์เพทุบาย รู้สึกว่าโอกาสที่จะกะล่อนมีอยู่สูง
ลูกสาวของนางเป็นคนซื่อ ถ้ามอบความจริงใจให้ กลัวจะถูกหลอกด้วยคำหวาน
“ท่านแม่ ท่านคิดอะไรอยู่รึ”
เฉียนเพ่ยอิงตอบโดยไม่เงยหน้า “อ๋อ นั่งนึกถึงคนอย่างพ่อของเจ้าน่ะ ขนาดจุดโคมไฟก็ยังหาได้ยาก กินง่ายอยู่ง่าย เอาแต่สิ่งดีๆ ให้พวกเราสองคนแม่ลูก พูดเก่งยิ้มเก่งทำงานก็เก่ง แถมยังแบกรับภาระได้ เจ้าว่าผู้ชายอย่างพ่อทำไมถึงได้มีน้อยนัก”
ซ่งฝูหลิงเกาหัว เพื่ออะไร อยู่ๆ ก็อวยสามีตัวเองเสียอย่างนั้น
…
ณ เมืองเฟิ่งเทียน
ซื่อจ้วงมาถึงอย่างชำนาญทางแล้วเคาะประตู
บังเอิญมาก เป่าจูเพิ่งแต่งตัวเสร็จ วันนี้กำลังจะไปเยี่ยมพวกท่านย่าหม่าที่หมู่บ้านเหรินจยา
ก็ไม่รู้ว่าพวกท่านย่าหม่าเป็นอย่างไรบ้างเรื่องเกณฑ์ทหาร
ช่วงหลายวันมานี้นางกับพี่ชายก็กลุ้ม เพิ่งจัดการกันเสร็จ
เสียงเคาะประตูเพิ่งดังสองทีเป่าจูก็เปิดออก “เจ้าเองเหรอ”
จากนั้นเป่าจูก็รู้สึกประหลาดใจ บ้านของนางเอง แต่นางกลับเป็นฝ่ายเดินตามซื่อจ้วง
ซื่อจ้วงไม่ได้ตรวจดูอย่างละเอียดว่าสาวน้อยที่ตัวเองชอบอ้วนขึ้นหรือผอมลงหรือเปล่า เขาเดินดุ่มๆ ไปดูกระสอบเสบียงอาหารที่ห้องเก็บของ ตรวจดูว่ามากหรือน้อย เปิดห้องเก็บของใต้ดินดูว่าผักที่ตุนไว้พอกินไหม ถ้าไม่พอเขาวางแผนไว้ว่าจะหาทาง ต่อให้ต้องปล้นก็จะเอาอาหารมาให้เป่าจู ไม่ปล่อยนางอดอยากเด็ดขาด
เป่าจูงงมากว่าเขาทำอะไร แต่กลับไม่ว่างคิดเล็กคิดน้อย แค่ถามด้วยความเป็นห่วง “พวกเจ้าถูกเกณฑ์ไปกี่คน อาสามถูกเกณฑ์ไปด้วยหรือเปล่า ตอนนี้ท่านย่าหม่ากับแม่นางฝูหลิงเป็นอย่างไรบ้าง”
หลังจากที่ซื่อจ้วงตรวจสอบเสร็จ ในที่สุดก็หันมามองเป่าจู ชี้ชุดที่ต้าเต๋อจื่อแขวนไว้ในห้อง
เป่าจูเข้าใจว่าเขาอยากถามอะไร จึงบอกว่า เดิมทีพี่ชายของนางกลับจวนผู้สำเร็จราชการได้ เพราะขาพิการ ไม่มีทางถูกเกณฑ์ไป
แต่พี่ชายของนางแบกรับภาระเรื่องนางอยู่ จึงเป็นฝ่ายไหว้วานอดีตพ่อบ้านจวนผู้สำเร็จราชการว่าขอไปช่วยเลี้ยงม้าศึกที่แนวป้องกันเมือง อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้ได้
ยังบอกอีกว่าไม่อยู่บ้านก็ประหยัดอาหารให้น้องสาวได้ส่วนหนึ่ง
เป่าจูพูดด้วยความโมโห “เขาเอาเรื่องประหยัดอาหารมาเป็นข้ออ้าง ไปอยู่บ้านสกุลลู่ก็ประหยัดได้เหมือนกัน”
ซื่อจ้วงเขียนใส่สมุด ‘เขียนจดหมายบอกพี่ชายได้ไหมให้เขารู้ว่าเจ้าไปหมู่บ้านเหรินจยา’
เป่าจูตอบอย่างอึ้งๆ “แนวป้องกันเมือง ได้สิ ไปหาอดีตพ่อบ้านจวนผู้สำเร็จราชการก็ช่วยส่งข่าวได้”
เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ
“อะไรนะ”
บนเกวียนที่เอาไว้โดยสารโดยเฉพาะ มีคนที่จ่ายหนึ่งทองแดงสองทองแดงกำลังนั่งรอเกวียนออก
พอพวกซื่อจ้วงมาถึงก็เต็มพอดี ออกเกวียนได้แล้ว
ซื่อจ้วงเลือกนั่งลงตรงที่ที่ไกลจากเป่าจู แต่กลับยื่นผ้าห่มที่แบกมาตลอดทางให้ ทำท่าบอกให้เป่าจูเอาไปห่มให้ดี
โดยสารมาได้ครึ่งทาง ต่อไปก็ต้องเดินเท้าเอาแล้ว
ซื่อจ้วงพับเก็บผ้าห่มเอาไปแบกไว้ เดินนำหน้าอย่างช้าๆ
เป่าจูอยู่ข้างหลัง คอยเงยหน้ามองบ่ากว้างที่อยู่ข้างหน้าเรื่อยๆ
ซื่อจ้วงเดินๆ อยู่ทันใดนั้นก็หันกลับมา ล้วงขนมแป้งอบร้อนๆ ออกมาจากในอกเสื้อ รู้เสียด้วยว่าถึงเวลากินข้าวแล้ว อยากให้สาวน้อยกินอะไรรองท้อง กระเป๋าน้ำก็ปลดออกมา ใช้มือที่เต็มไปด้วยตุ่มด้านเช็ดขอบปากกระเป๋าน้ำ เพราะกลัวอีกฝ่ายรังเกียจ