ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 472 ชัยชนะใหญ่
ซ่งฝูเซิงเอาภาพวาดที่ตั้งชื่อว่า ‘ชิงช้าสวรรค์’ ไปให้ซ่งฝูสี่
ช่างไม้ยี่สิบหกคนเข้ามารุมดูกระดาษใบนี้ในแต่ละมุม พอดูเสร็จความรู้สึกแรกก็คือ หัวหน้าทีมบ้าไปแล้ว
ฝีมือบ้านๆ อย่างพวกเขาจะทำออกมาได้เหรอ
“ไม่ว่าวงการไหน ตราบใดที่ขยัน ย่อมสำเร็จได้ ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง”
ซ่งฝูเซิงบากหน้าพูดประโยคนี้เสร็จก็เดินออกไป
เขาเองก็นึกไม่ถึง ทั้งๆ ที่ในหนังสือมีเขียนไว้ว่าสมัยโบราณมีกังหันไม้ ซึ่งก็คือกังหันน้ำ เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาของแรงงานสมัยโบราณ
แต่ก็ไม่รู้ว่ามันไม่นิยมในทางเหนือ มีแค่ทางตอนใต้หรือเปล่า
หรือว่าเป็นเพราะปิดเมืองหลายปี ข่าวสารไม่ทั่วถึง ทางใต้มี แต่ที่นี่ไม่มี
เอากระดาษใบนี้ไปถามท่านลุงซ่ง ถามหัวหน้าตระกูลเริ่น ถามคนแก่หลายคน ถามใครๆ ต่างก็บอกว่าไม่เคยเห็น
แต่ในเมื่ออุตส่าห์วาดออกมาได้แล้วงั้นก็ต้องทำ เอาจริงๆ พวกเขาก็แค่ไม่รู้จักเท่านั้น ที่อื่นมี พวกเราก็แค่ดัดแปลงให้ดีขึ้น
ซ่งฝูสี่มองตามหลังน้องสาม
ก็แค่เปลืองไม้กับเปลืองแรง
“ลองดูไหม”
ช่างไม้ยี่สิบกว่าคนตอบอย่างพร้อมเพรียง “เช่นนั้นก็ลองดู”
วาดได้สวยมาก ถ้าลองดูก็คงไม่สูญเปล่าเหรอ
เมื่อมี ‘ชิงช้าสวรรค์’ ก็ต้องใช้น้ำในแม่น้ำของหมู่บ้านเหรินจยา อาศัยแรงลม แรงน้ำ ไม่เปลืองฟืน ไม่เปลืองแรง ไม่ต้องตักน้ำทีละถังแล้วให้วัวไถนาลากไปที่สวน แค่นี้ก็ทดน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกหกเจ็ดร้อยหมู่ได้แล้ว ความคิดที่ดู ‘เกินจินตนาการ’ แบบนี้ยังอุตส่าห์คิดออกมาได้ ถ้าอย่างนั้น อุปกรณ์เพาะปลูกที่ถูกดัดแปลงจะมา ‘ล้างบาง’ อาวุธทำกินของพวกเขาแค่ไหน ก็ไม่ยากเกินกว่าจะรับได้แล้ว
ตอนที่อุปกรณ์เพาะปลูกรูปแบบใหม่ทั้งห้าถูกนำกลับมา
วันนั้นท่านลุงซ่งเหมือนสตั๊นไปแล้ว
ลุงซ่งย่อตัวนั่งลง สังเกต ‘เสียมตัด’ ที่ซ่งฝูเซิงออกแบบ ลองเอานิ้วลูบตรงส่วนที่คม จากนั้นก็ลูบล้อทั้งสอง
ต่อมาท่านลุงซ่งก็จับคันไถไม้ที่ใช้น็อตยึดไว้ โดยปรับสูงต่ำยืดหดได้ ลองเข็นไถบริเวณลานบ้าน
ลองอยู่สักพักก็เหนื่อยจนเหงื่อออก ท่านลุงซ่งเหมือนเพิ่งได้ของเล่นใหม่ ยิ้มพลางหันกลับไปตะโกนด้วยความตื่นเต้น “หลานเซิง นี่มันเป็นของวิเศษอะไร แบบนี้ข้าอายุปูนนี้ ก็ยังสามารถไถดินห้าหมู่ได้ในหนึ่งวัน”
พอยิ้มทีก็เห็นปากที่ฟันหายไปครึ่งหนึ่ง
ซ่งฝูเซิงหันกลับไปมองลุงซ่ง ยิ้มจนเห็นรอยตีนกา
วันต่อมา ซ่งฝูเซิงก็ให้ความสำคัญอยู่ที่สองเรื่อง
ยกโรงเพาะปลูกพริกให้เฉียนเพ่ยอิงกับหนิวจั่งกุ้ยจัดการ
ทุกวันเฉียนเพ่ยอิงกับหนิวจั่งกุ้ยจะต้องก่อไฟกำแพงไฟ ตักน้ำจากบ่อมารดน้ำ ปรนนิบัติดูแลพริกในโรงเพาะปลูกพริกทั้งหก
รวมถึงงานเพาะปลูกต้นกล้าก็ตกอยู่ที่ทั้งสองคนนี้
ซ่งฝูเซิงเข้าไปในเมืองสองครั้ง จัดการสั่งทำเครื่องมือคันไถแบบใหม่ด้วยเงินสามร้อยตำลึง
พอเครื่องมือเสร็จ เขากับเหล่าชายสูงวัยในหมู่บ้านที่มีประสบการณ์เพาะปลูกโชกโชนก็พากันขลุกตัวในพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ทุกวัน
ในมือมีสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ถูกจดจนเต็ม ฟังความคิดเห็นของผู้มากประสบการณ์เหล่านี้
วันหนึ่งๆ จำนวนก้าวที่เดินในพื้นที่เพาะปลูกของหมู่บ้าน เกรงว่าจะมากกว่าตอนที่ลี้ภัยเสียด้วยซ้ำ
เหนื่อยเสียจนตกเย็นของช่วงวันแรกๆ ซ่งฝูเซิงต้องแปะแผ่นแก้ปวด ต่อมาก็ชินกับการทำงานหนักแบบนี้แล้ว วันไหนถ้าไม่ได้ออกไปจะหงุดหงิด
ซ่งฝูเซิงทุ่มเทเหน็ดเหนื่อยไปมากเพื่อออกแบบร่องน้ำให้เหมาะสมมากขึ้น เอาให้ถึงขั้นที่ว่ามีน้ำใช้ตอนหน้าแล้ง ขณะกักเก็บน้ำก็ผันน้ำออกได้ด้วย
โชคดีที่มีคนช่วยเยอะ ทีมของเขานับวันจะยิ่งได้รับความไว้วางใจจากทุกคน ต่อให้คนในหมู่บ้านไม่เคยเห็นกังหันน้ำ แต่ทุกคนก็ยินดีถ่ายทอดประสบการณ์ให้เขา
ไม่เสียแรงเปล่า แผนออกแบบร่องน้ำก็เสร็จสิ้น
ลงมือทำ
ท่ามกลางเสียงที่ท่านย่าหม่านำทีมหญิงสูงวัยทำเต้าหู้นมในหมู่บ้านร่วมกันกวนนม ท่ามกลางเสียงที่ซ่งฝูหลิงนำทีมขนมปังดำช่วยกันเทขนมปังออกจากถาดลงบนโต๊ะที่อยู่ตรงลานบ้าน ท่ามกลางเสียงที่พวก ‘พ่อครัวใหญ่’ อย่างซ่งฝูไฉกำลังทำไก่หยอง ผู้ชายส่วนหนึ่งก็ถือเคียวเริ่มตัดหญ้ากันล่วงหน้า หญ้าตรงบริเวณที่รกร้างเริ่มขึ้นสูงแล้ว
ผู้ชายอีกส่วนหนึ่งเริ่มลากก้อนหินไปยังจุดที่จะทำร่องน้ำ
เตรียมขุดร่องลึก ใช้หินก่อเป็นร่องน้ำ
คนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่า พวกคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำต่างเหนื่อยมาตลอดช่วงหน้าหนาว เก็บสะสมหินไว้ได้ไม่น้อย เดิมเตรียมไว้สร้างบ้าน ตอนนี้กลับต้องเอาออกมาสร้างร่องน้ำแล้ว
ไม่ต้องรอให้หัวหน้าตระกูลเหรินก้าวออกมา
พวกคนแก่ในหมู่บ้านอย่างอาสามสกุลเหรินก็พูดว่า
“ไม่ต้องกลัว ไว้เพาะปลูกเสร็จ ตอนที่พวกเราทุกบ้านต่างว่างกันแล้ว ทุกคนจะไปช่วยพวกเจ้าเก็บก้อนหินในภูเขา มีกันตั้งร้อยกว่าครอบครัว แต่ละบ้านช่วยเก็บกันคนละนิดละหน่อยก็ให้พวกเจ้าได้ไม่น้อยแล้ว พอถึงเวลาพวกเราก็เอาไว้ใช้สร้างบ้าน”
หากบอกว่าทหารของแนวหน้าดุจกระแสน้ำที่สร้างความตะลึงให้บรรดาอ๋อง เคลื่อนพลไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งหน่วยแล้วหน่วยเล่า
ทหารจากดินแดนรกร้างทางเหนือ ราวกับฆ่าอย่างไรก็ไม่หมด
ถ้าเช่นนั้น เหล่าชายฉกรรจ์ที่อยู่ในพื้นที่ร้างของหมู่บ้านเหรินจยาก็เปรียบได้กับลำธารที่คดเคี้ยว ทุกสองสามร้อยเมตรใช้ก้อนหินสร้างร่องน้ำ
พวกเขาปรากฏตัวที่นี่ทุกวันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จนฟ้ามืดแทบมองไม่เห็นกันและกันถึงกลับบ้าน
ตอนนี้อาหารแพงขนาดไหน ท่านลุงซ่งเองซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชายชราที่ตระหนี่ถี่เหนียว
ทว่าเขากลับพูดตอนกินอาหารว่า “เด็กๆ กินอิ่มไหม ในบ้านมีให้กินทุกอย่างนะ”
อาหารที่คนอีกฝั่งของแม่น้ำทำ ขนาดคนที่มีอคติยังต้องยกนิ้วโป้งให้ ตอนที่แต่ละครัวเรือนในหมู่บ้านพูดถึง
เพราะพวกคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำดูแลเหล่าคนหนุ่มที่มาทำงานทดแทนการเกณฑ์ทหารเหล่านี้เป็นอย่างดีจริงๆ
อย่างคนหนุ่มบ้านสะใภ้เก้าที่จัดอยู่ในประเภท ได้กินดีอยู่ดีในหมู่บ้าน พอไปทำงานกับทางนั้นเสร็จ กลับมาก็จะถูกถามว่า “อาหารเป็นอย่างไรบ้าง”
ได้ยินว่า ไม่ต่างจากที่บ้านสะใภ้เก้ากินกัน
คนจำนวนสี่ร้อยกว่ากินข้าว น้ำแกงยังได้เห็นเนื้อสัตว์ อีกทั้งของกินยังมีสารพัดอย่าง ฟังดูก็รู้ว่าทุ่มเทมาก
หนึ่งเดือนต่อมา
เผาหญ้าพื้นที่ร้าง
ซ่งฝูหลิงที่นั่งอยู่บนเตียงเตาในบ้านยังสำลัก ใส่ผ้าปิดปาก
พื้นที่ขนาดใหญ่ถูกเผาพร้อมกัน อากาศย่ำแย่ สำลักควันกันไปหมด
นางยังอยู่ในบ้านได้ ไม่มีทางออกไป
แต่พวกเด็กๆ พออากาศอบอุ่นขึ้นมาก็ขังไว้ไม่อยู่แล้ว
“หมี่โซ่ว ใส่หมวกก่อนค่อยออกไป”
“ท่านป้า ไม่หนาว ใส่หมวกแล้วเหงื่อออก”
เฉียนเพ่ยอิงรีบตามออกมา “แต่ก็ต้องใส่ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
“ท่านป้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
เฉียนเพ่ยอิงรู้ว่าวันนี้ทุกคนไปมุงดูเหตุการณ์กัน
ได้ยินว่าเวลาที่ต้มนมก็มีการปรับ เพื่อไปดูว่ากังหันน้ำจะหมุนหรือไม่
“ป้ารดน้ำเสร็จถึงจะไป เจอพี่สาวแล้วก็ยืนดูด้วยกัน อย่าวิ่งเพ่นพ่าน”
เฉียนเพ่ยอิงตะโกนเรียกจินเป่า “จินเป่า ดูแลพวกน้องๆ ด้วย”
“ข้าทราบแล้ว ป้าสาม”
ตรงริมแม่น้ำเต็มไปด้วยผู้คน
ขาของเหล่าชายฉกรรจ์เกือบร้อยแช่อยู่ในแม่น้ำที่เย็นเฉียบ บนฝั่งก็ยังมีอีกหลายคนนับไม่ถ้วนที่กำลังช่วยงานอยู่
“หนึ่ง สอง สาม!”
“ตั้งได้แล้ว ตั้งได้แล้ว!” หลายคนตะโกนพร้อมกัน
เริ่นกงซิ่นพับแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้น ดูก็รู้ว่ามาช่วยเหมือนกัน สายตาของเขามองตรงไปที่ ‘ชิงช้าสวรรค์’ ไม่เคยเห็น แปลกใจมาก
จากนั้นนอกจากพวกสาวๆ ที่กำลังรบรากับขนมปังดำอยู่ที่ห้องทำขนม คนทั้งหมู่บ้านก็เริ่มพากันฮือฮา
“หมุนแล้ว หมุนแล้ว!”
“ตรงนั้นน่ะ พวกเจ้ารีบหลบออก อย่าบังลม”
พวกป้าอ้วนแซ่ไป๋ก้มหน้ามองตัวเอง รูปร่างของพวกนางจะบังลมเยอะสักแค่ไหนกัน ทำไมถึงบอกให้นางหลบต่อหน้าทุกคน มันไม่ไว้หน้ากันเลยนะ
ทันใดนั้นป้าอ้วนก็สะกิดสะใภ้สี่แล้วพูดด้วยความตะลึง “ไอ๊หยา เจ้าดูสิ มันวักน้ำขึ้นมาแล้ว!”
ถัดจากเสียงฮือฮาก็เป็นเสียงปรบมือตื่นเต้นของทั้งหมู่บ้าน พวกเขามองน้ำที่อยู่ในรางน้ำอย่างไม่กะพริบตา จากนั้นก็อดเดินตามร่องน้ำไปไม่ได้
วันที่ติดตั้ง ‘ชิงช้าสวรรค์’ วันนี้ก็มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้น แนวหน้าแจ้งข่าวชัยชนะ กองทัพของอ๋องอู๋ล่าถอยหมด
เหล่าอ๋องที่เป็นพันธมิตรกับอ๋องอู๋จำต้องออกมาช่วยเขา