ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 480 อวด
ซ่งฝูหลิงงอตัวพลางพูด “หลายวันมานี้เหนื่อยเป็นบ้าเลย”
น้ำเสียงกับท่าทางเหมือนท่านย่าของนางมาก
แต่น่าเสียดายที่พอท่านย่าของนางได้ยินคำพูดนี้ก็มองบนใส่ทันที
ในสายตาของท่านย่าหม่า หลานสาวคนเล็กคือคนที่ไม่เหนื่อยที่สุดในบ้านแล้ว
ตรงแผนกขนมปังดำ หลานสาวคนเล็กของนางทำตาราง ทุกวันตอนเช้าเอาตารางกลับมาแล้วยื่นใบใหม่ให้ นั่นก็หมดหน้าที่นางแล้ว
ไม่ต้องสนงานทางนั้นแล้ว
พวกคนทำขนมที่เมื่อก่อนทำขนมเค้กรับหน้าที่ตรวจงานเร่งงาน ควบคุมคุณภาพให้ได้
เป่าจูอบขนมที่เตาของตัวเอง พร้อมทั้งรับหน้าที่ทำเครื่องหมายถูกในตารางทุกครั้งที่พวกคนทำขนมทำแต่ละรอบเสร็จ
อย่างเช่น กัวต้ายาทำเสร็จออกมาหนึ่งถาด เป่าจูก็ลงตารางให้
หลานสาวคนเล็กของนางจะคำนวณว่าแต่ละวันทำขนมปังดำได้คนละกี่ก้อนโดยดูจากตาราง จากนั้นก็จะเขียนจำนวนเงินที่แต่ละคนทำได้ในช่องสุดท้าย
ควรทำอะไรก็ทำไป นี่ถ้าเปลี่ยนเป็นยายๆ อย่างพวกนาง งานคิดบัญชีถือเป็นงานที่เหนื่อยมาก
แต่หลานสาวของนางกลับคิดบัญชีได้ง่ายกว่ากินถั่ว
เคยทำให้ดูต่อหน้านาง แค่เหลือบมองชื่อ มองว่ามีเครื่องหมายถูกกี่อัน ก็พูดออกมาได้ทันทีว่าคิดเป็นเงินเท่าไหร่
ไม่เหมือนพวกนาง แต่ละคนต้องแบกก้อนหินเล็กๆ เอาไว้
แต่ละบ้านแต่ละวัน ทำเต้าหู้นมได้เท่าไหร่ก็ใส่หินไว้ในถุง
ดังนั้นยายๆ ทั้งแปดจึงต้องแบกถุงใส่ก้อนหินไปทำงานทุกวัน
ประเด็นคือ หลานสาวคนเล็กของนางไม่ต้องทำขนมปังดำแล้ว
พอสอนลูกศิษย์จนเป็นก็ทิ้งเลย ไม่เอากำไรจากขนมปังสักเหวิน บอกว่าเหนื่อยเกินไป
ตอนนั้นท่านย่าหม่าคิดในใจ ไม่ทำก็ไม่ต้องทำ
ใต้เท้าเหมาให้รางวัลหลานสาวของนางหนึ่งร้อยตำลึง ตรงนางทำเต้าหู้นมแบ่งให้หลานสาวได้สองร้อยตำลึง บวกกับตอนพวกนางย่าหลานทำขนมเค้กขายมีแอบเก็บสะสมไว้ เอาแค่คุณค่าในตัวของหลานสาวนาง วันหน้าอยากแต่งกับคนแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอโทษนะ ข้ามีเงิน
ดังนั้นตรงห้องทำขนม หลานสาวนางลำบากทำได้ไม่กี่วัน จากนั้นก็ไม่เข้าไปยุ่งแล้ว แค่ตรวจดูจากตาราง ทำไมยังจะบ่นเหนื่อยได้
เช่นนั้นงานในแปลงเพาะปลูกล่ะ หมายถึงทำสวนเหรอ
โอ๊ย ท่านย่าหม่าทำเสียงหึ คันไถยังไม่เคยจับเลยด้วยซ้ำ
ลูกสามของนางแกล้งพูดกับพั่งยาว่า “ลองไปทำสวนดูไหม”
หลานสาวนางส่ายหน้าเป็นป๋องแป๋ง “ไม่ๆๆ เดี๋ยวตาย” ตอนนั้นถูกนางตีไปหนึ่งที พูดจาเหลวไหล พูดเรื่องตงเรื่องตาย ไม่เป็นมงคล
และก็ไม่ต้องเก็บฟืน
นี่ต้องขึ้นเขาไปถางป่ากันใช่ไหมล่ะ คนที่ขึ้นเขาไปทำงานทุกวัน ฟ้ายังไม่สว่างก็ต้องออกไปกันแล้ว ฟ้ามืดถึงจะได้กลับมา
พอกลับมาเกวียนก็ไม่ได้โล่ง กองฟืนเต็มพะเนิน บนตัวก็แบกไว้ด้วย
ไม่เคยต้องให้เด็กๆ ในบ้านไปทำงานหนัก
ไม่เหมือนเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านที่อายุเท่าพั่งยาที่ต้องแบกน้องๆ ไว้ข้างหน้า ด้านหลังแบกฟืน กลับมาถึงบ้านยังต้องซักผ้าหุงหาอาหาร ต้มอาหารหมู ต้อนเป็ด ให้อาหารไก่ เด็กบางคนยังต้องไปหาบน้ำจากบ่อ เอาปัวปัวใส่ตะกร้า เอาอาหารไปส่ง
ในสายตาของท่านย่าหม่า พวกผู้ใหญ่ต่างหากที่เหน็ดเหนื่อยกันมาก
กินดีขนาดนี้ อันที่จริงกระเพาะแข็งแรงกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ขาดอาหาร นี่ก็ได้พึ่งใบบุญจากการทำเนื้อหยอง เลยได้เครื่องในหมูกับพวกขาไก่คอไก่ใช่ไหมล่ะ เอามาใส่ในกับข้าว มีสารอาหารมากกว่าต้มน้ำเปล่าอยู่แล้ว แต่กลับเห็นแต่ละคนดูผอมลงไปมาก
ลูกสามของนางก็ผอมลงเหมือนกัน
เชงเม้งปลูกข้าวสาลี กู่อวี่[1]ลงแปลงเพาะปลูกใหญ่
หลังช่วงกู่อวี่ก็แสดงถึงภาระงานที่หนักมาก
พื้นที่ใหญ่มาก สามร้อยกว่าคนช่วยกัน ถึงแม้จะมีสัตว์ใช้แรงงานกับมีกังหันน้ำช่วยได้เยอะ แต่ก็ยังคงเหนื่อยรากเลือดอยู่ดี
ก็แค่เมื่อเทียบกับยายๆ อย่างพวกนาง ท่านย่าหม่ารู้สึกว่าตัวเองลำบากกว่าหลานสาวหลายเท่า
ตอนนี้กางเกงหลวม จากที่เมื่อก่อนแค่ผูกปมที่เชือกตรงเอว จนถึงตอนนี้ต้องผูกเป็นปมก่อนแล้วค่อยยัดกลับเข้าไปในกางเกง
ทุกวันต้องไปคุมทำเต้าหู้นม ตอนคุมงาน มือก็ไม่ได้อยู่ว่าง ต้องสานกระบุงไปด้วย
จะขนมปังดำก็ดี เต้าหู้นมก็ดี ต้องมีที่ใส่ เย็บกระสอบสานกระบุง ความต้องการสูงทีเดียว แต่นี่ก็ถือเป็นงานที่เบาแล้ว นั่งทำได้
พอทำเสร็จพวกนางทั้งแปดก็เอาเต้าหู้นมมาชั่งแล้วลงบัญชี ส่วนใหญ่ก็จะเลยช่วงเที่ยงไปแล้วกว่าจะได้ข้ามฝั่งไปกินข้าว กินเสร็จเช็ดปากก็แบกจอบไปหลังบ้าน
ทำอาหารเลี้ยงคนมากขนาดนี้ แปลงผักต้องใหญ่
พวกชายสูงวัยในบ้านต่างตามขึ้นไปช่วยแปลงเพาะปลูกบนเขา พวกผู้หญิงต้องทำอาหารเอาไปส่งที่แปลงเพาะปลูก เก็บกวาดคอกวัว เลี้ยงวัวเลี้ยงม้า ทำก้อนอิฐ สะสมก้อนอิฐกันมาตลอด ขุดห้องใต้ดินไว้บริเวณบ้าน นอกจากนี้ยังมีงานจุกจิกอีกมากมายจะไปหวังพึ่งอะไรได้
จึงเรียกได้ว่าแปลงผักขนาดใหญ่นี้เป็นฝีมือของยายๆ ทั้งแปด
เริ่มตั้งแต่พรวนดิน ตักน้ำจากบ่อหิ้วมาที่แปลงผักหลังบ้านทีละถัง พอปลูกผักสำหรับฤดูใบไม้ผลิเสร็จก็ต้องจัดเตรียมดินใหม่ เพื่อเตรียมปลูกผักที่ชอบอุณหภูมิสูงในฤดูร้อน เช่น ถั่วฝักยาว มะเขือม่วง พริก เป็นต้น
งานยุ่งจนถึงตอนเย็นที่มองอะไรไม่เห็นแล้ว พวกนางทั้งแปดคนถึงจะพากันกลับบ้าน ก็ย้ายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านแล้วนี่นา
สรุปว่าหลานสาวของนางทำอะไรบ้าง ทำไมพอเจอกันก็บ่นว่าเหนื่อยๆ
เย็นวันนี้ ก็ยังไม่ถือว่าเย็นมาก ยายๆ ทั้งแปดเพิ่งจะคิดเงินค่าเต้าหู้นมให้ร้อยกว่าครอบครัวในหมู่บ้านเสร็จ กำลังคิดว่าจะมาดูแลแปลงผักแล้วค่อยกลับเข้าหมู่บ้านไปนอน ทันใดนั้นก็ได้ยินหมี่โซ่วโม้ใส่พวกเด็กๆ ในหมู่บ้าน
ท่านย่าหม่าที่บ่นมาตลอด ในที่สุดก็ได้รู้จากปากหมี่โซ่วว่าหลายวันมานี้หลานสาวของนางวุ่นอยู่กับอะไร ทำไมเอาแต่บ่นว่าเหนื่อย
อีกทั้งฟังจากน้ำเสียงของหมี่โซ่ว ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่าพี่สาวดูลำบากลำบนมากในสายตาของน้องชาย ทำให้น้องชายภาคภูมิใจเหลือเกิน
หมี่โซ่วบอกเพื่อนใหม่เด็กในหมู่บ้านที่เพิ่งรู้จักกันว่า “พี่สาวข้าจะให้พวกเราเก็บผอผอติงจำนวนมาก หลังจากเก็บเสร็จก็จะเอามาตากตรงที่พวกเรานั่งเรียนกัน”
“พวกเจ้าไปเรียนกันที่ไหน”
“ก็ไม่แน่นอนหรอก เดินไปถึงไหนก็เรียนตรงนั้น ตากตรงนั้น พี่สาวข้าบอกว่า ขุดมาเยอะไม่ใช่ว่าเอาไว้กินแค่ตอนนี้ ต้องตากไว้มากๆ แล้วเก็บไว้ แบบนี้หน้าหนาวจะได้มีกิน ชงน้ำกินได้ รากกับก้านของผอผอติงแก้ร้อนในได้”
ท่านย่าหม่ากับพวกยายหวังมองหน้ากัน ไปตากผักกันตั้งแต่เมื่อไร ทำไมไม่เคยเห็น
หมี่โซ่วหยิบผักป่าขึ้นมาแล้วพูดกับเด็กพวกนั้นอีกว่า “แค่ไม่กี่ชนิดนี่แหละ พี่สาวข้าจะตากจนมันแห้ง บดเป็นผงได้แล้วเอาไปเก็บไว้ นางบอกว่า พอถึงหน้าหนาวไม่มีผักใบเขียวกิน ปีนี้ต้องเก็บให้ได้เยอะหน่อยพวกเราจะได้มีกิน บ้านเจ้าทำแบบนี้เป็นไหม ข้าจะบอกให้ เอาไปนวดกับแป้งก็ออกสีด้วยนะ”
เด็กๆ พวกนั้นบอกว่าไม่เคยกินแป้งที่มีสี
“งั้นพี่สาวเจ้ากัดลูกกูเหนี่ยง[2]ให้มีเสียงได้ไหม ตอนมันเขียว พี่สาวข้าเอาเนื้อออกมา สอนพวกเราดูดๆ กัดๆ จนมีเสียงซี้ดซ้าด กัดสนุกเลยล่ะ
พอลูกกูเหนี่ยงแดง พี่สาวข้าบอกว่า นางจะเอาด้ายมาร้อยเป็นพวง แล้วแขวนไว้หน้าบ้านตรงลานบ้านที่มีแดด มองไกลๆ จะเห็นบนกำแพงเป็นสีแดงแนวยาว จะต้องสวยมากแน่นอน พี่สาวของพวกเจ้าใช้ลูกกูเหนี่ยงแดงมาประดับบ้านให้สวยหรือเปล่า”
พวกเด็กๆ ส่ายหน้า “พวกเราเคยกินกูเหนี่ยง จะสวยหรือไม่แล้วยังไงล่ะ”
หมี่โซ่วไม่ยอม “เรื่องกินใครไม่เป็นบ้าง พวกเราเคยกินอยู่แล้ว งั้นพวกเจ้าทำชื่อเหมยกวนเป็นหรือเปล่า”
ชื่อเหมย หรือที่เรียกว่ากุหลาบป่า ดอกไม้สีชมพูที่บานอยู่ทั่วไปตามป่าเขา
“มันคืออะไร”
“พวกเจ้าไม่รู้จักล่ะสิ พี่สาวข้าพาพวกเราไปเก็บชื่อเหมยกลับมาจำนวนหนึ่ง นางเอามาเคี่ยวใส่น้ำตาล ทำเป็นไส้กวน เก็บไว้หลายไหอยู่ในห้องใต้ดิน พี่สาวข้าบอกว่า เก็บไว้ระยะหนึ่ง ข้าก็จะได้กินขนมไส้กุหลาบแล้ว พี่สาวข้าโดนหนามกุหลาบพวกนั้นทิ่มไปตั้งหลายรอบเพื่อให้ข้าได้กิน พี่สาวของพวกเจ้ากลัวโดนหนามตำเลยไม่ทำให้พวกเจ้ากินหรือเปล่า”
“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ ผลไม้ป่าที่พวกเราเก็บ ถ้าไม่เปรี้ยวจนเข็ดฟันทนไม่ไหว” หมี่โซ่วพูดพลางสั่นไหล่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเปรี้ยวจนขนลุก “พี่สาวข้าก็จะเอาไปเชื่อมไว้ให้พวกเรา เปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยเหาะเลยล่ะ”
“เชื่อมคืออะไร”
——————————–
[1] หนึ่งใน 24 ฤดูกาลของจีน เป็นช่วงที่ปริมาณน้ำฝนมาก ประมาณช่วงปลายเมษายน
[2] ผลไม้ชนิดหนึ่งคล้ายมะเขือ