ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 481 ดินแดนพิเศษในอุดมคติที่ตัดขาดจากโลกความจริง
หมี่โซ่วอธิบายให้เด็กในหมู่บ้านฟัง
“ก็คือเอาผลไม้ไปต้มๆ จนกระทั่งเปลือกมันเริ่มแตก ใส่น้ำตาลลงไป พี่สาวข้าก็ทำเอาไว้เยอะเหมือนกัน บอกว่าวันหน้าพออากาศเย็นไม่มีผลไม้ พวกข้าก็จะได้เอาไว้กินเล่น”
“พี่สาวข้าพาพวกเราเข้าไปในภูเขาเจอต้นซู่เหมย[1] ถอนกลับมาให้พวกเราแล้ว พี่สาวของพวกเจ้าก็น่าจะรู้จัก แต่พวกนางถอนกลับมาปลูกไว้ให้พวกเจ้ากินปีหน้าหรือเปล่า”
“พี่สาวข้า…”
ท่านย่าหม่ารีบร้อนปรากฏตัว ขืนปล่อยให้พูดต่อไป นมแช่แข็งที่เก็บไว้ในบ้านได้ถูกยกมาโอ้อวดแน่นอน
ต่อให้ท่านย่าหม่าจะปรากฏตัวได้ทันเวลา
แต่พวกเด็กๆ ในหมู่บ้านก็อิจฉาจนใกล้ร้องไห้เต็มที ฮือๆ พวกเขาก็อยากกินผลไม้เชื่อมบ้าง อยากกินขนมไส้กุหลาบ ทำไมพี่สาวบ้านอื่นถึงได้ดีขนาดนั้น
“ฟ้ามืดแล้ว กลับบ้านกันได้แล้ว” เก่อเอ้อร์นิวไล่เด็กพวกนี้
หมี่โซ่วถูกท่านย่าหม่าจับมือไว้ เงยหน้าถาม “ท่านย่า ข้ายังไม่ได้เล่าเรื่องที่พี่สาวพาพวกเราไปเรียนอะไรบ้าง เล่นอะไรบ้างเลยนะ”
“เลิกพูดเถอะ เดี๋ยวเด็กคนอื่นร้องไห้กันหมด”
เย็นวันนี้ท่านย่าหม่าลงไปยังห้องใต้ดินที่เป็นของหลานสาวโดยเฉพาะ ตั้งใจไปตรวจดู ตอนกลับขึ้นมาเห็นซ่งฝูหลิงก็ยิ้มให้
ซ่งฝูหลิงเห็นรอยยิ้มนั้นก็รู้สึกขนลุก
ตอนค่ำ ท่านย่าหม่ากลับถึงบ้าน ในที่สุดก็ว่างสนใจซ่งจินเป่าแล้ว
ไม่ใช่ว่าปกติผู้ใหญ่ไม่สนใจเด็ก แต่มันเหนื่อยจริงๆ ทำงานมาทั้งวัน พอกลับถึงบ้านก็อาบน้ำล้างหน้า บางครั้งเหนื่อยจนไม่อยากคุยกับใคร
ท่านย่าหม่าไม่รู้ว่าโชคดีที่นางไม่ใช่คนยุคปัจจุบัน ถ้าอยู่ยุคปัจจุบัน ทำงานมาทั้งวันแล้วยังต้องเฝ้าลูกทำการบ้านทำการบ้าน นั่นต่างหากที่น่าเหนื่อยใจที่สุด
“พี่พั่งยาของเจ้ายังพาพวกเจ้าไปทำอะไรมาอีก”
ซ่งจินเป่าทำหน้านึกพลางบอกท่านย่าหม่า
“เยอะแยะมาก พี่พั่งยาบอกว่า วันหน้าจะพาพวกเราขึ้นเขาไปเก็บผลซิ่งให้หมด จะทำผลไม้แห้งให้พวกเรา นางบอกว่าบ้านคนรวยเวลารับแขกตอนหน้าหนาวก็หนีไม่พ้นผลไม้แห้งผลไม้เชื่อมสี่อย่าง นางเองก็อยากให้พวกเราตอนหน้าหนาวนั่งอยู่บนเตียงอุ่นมีผลไม้แห้งกิน สี่ชนิดไม่ใช่ปัญหา แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำสักห้าชนิด…
…พี่พั่งยาบอกว่าเม็ดของผลซิ่งป่าต้องเก็บไว้ มันกินได้ บอกให้พวกเราฝึกปีนต้นไม้เก่งๆ จะได้ขึ้นเขาเก็บเจินจื่อ ไปสำรวจสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ที่ไหน”
“ตรงเนินเขา”
ซ่งจินเป่ากระดิกเท้า ท่าทางสบายๆ สองมือหนุนศีรษะยิ้มพลางพูด
“พี่พั่งยายังจะหมักเหล้าด้วยนะ หารือกับข้าเรียบร้อยแล้ว พอถึงตอนนั้นจะเก็บผลไม้ป่ากับผลห้ารสให้มากหน่อย พี่พั่งยาบอกว่าแบบนั้นเหล้าถึงจะเป็นของบำรุงได้ เหล้าผลไม้เอาไว้ให้พวกท่านย่ากิน เหล้าห้ารสเอาไว้ให้พวกพ่อๆ กิน นางบอกว่าเหล้าเข้มจนติดแก้ว ข้าเองก็ไม่รู้หมายความว่าอะไร เอาเป็นว่าท่านย่ารอกินได้เลย พี่พั่งยาบอกว่าถือเป็นการแสดงความกตัญญูกับพวกท่านย่า”
ท่านย่าหม่าถึงขั้นยกไม้กวาดขึ้นมา ทนดูไม่ไหว เพิ่งจะอายุเท่าไรก็ทำท่าเหมือนกุ๊ย แต่พอฟังหลานพูดจบก็เอามือลง ตวัดข้อมือหันไปกวาดบนเตียงแทน รู้สึกอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป ไอ๊หยา หลานสาวของข้าเหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน ควรพักผ่อนได้แล้ว
พรุ่งนี้เช้าตอนไปรับซื้อเต้าหู้นมจะซื้อไข่ไก่กลับมาหน่อย เอาไปให้บ้านเจ้าสาม
แค่ชั่วพริบตา หลานสาวของนางทำอะไรไปตั้งมากมาย
…
ส่วนสาเหตุที่ซ่งฝูหลิงทำแบบนี้ ทำตัวเหมือนหนูแฮมสเตอร์ พาพวกเด็กๆ สรรหาของกินมาที่บ้านอย่างไม่หยุดหย่อน พยายามหาทางกักตุนของกินสารพัดอย่าง
ข้อแรก เพราะรู้สึกว่าเด็กที่นี่ไม่ค่อยได้กินอะไร
ตอนได้กินดูเหมือนมีหลากหลาย
แต่ผลไม้ป่าบางชนิด พอเลยช่วงที่ผลสุกก็ไม่มีอีกแล้ว
เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่ต้องกินเหมือนพวกผู้ใหญ่ ไม่มีของกินจุกจิก
ได้เห็นพวกเด็กๆ แค่ได้ขนมแป้งทอดรสหวานชิ้นเล็กๆ ที่นางแบ่งให้ ได้ผลไม้เชื่อมเปรี้ยวหวานที่นางเชื่อม ก็พากันล้อมเข้ามาด้วยความดีใจราวกับเป็นช่วงปีใหม่ ชอบมากถึงขั้นเลียช้อนจนสะอาด มือที่ถือขนมแป้งทอดก็เลียจนหมดรสหวานถึงจะเลิก
ทุกครั้งที่เห็นแบบนี้นางก็อยากทำเก็บไว้ให้มากหน่อย แบบนี้ต่อไปพวกเด็กๆ จะได้กินของที่หลากหลาย รอยยิ้มก็จะยิ่งมีมากขึ้น
ข้อสอง ซ่งฝูหลิงก็รู้สึกชื่นชอบวันเวลาแบบนี้
ถึงแม้เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบันจะเทียบกันไม่ได้
หากนึกถึงชีวิตในยุคปัจจุบันก็จะรู้สึกว่าตัวเองลำบากมากที่นี่ ชีวิตไม่ง่ายเลย สามารถร้องไห้ออกมาได้
แต่เมื่อเทียบกับคนที่นี่ ภายใต้สถานการณ์ที่บ้านเมืองไม่สงบแบบนี้ ต่อให้ทุกครั้งที่พ่อของนางไปส่งของกลับมาจะไม่ค่อยพูดถึงเหตุการณ์ข้างนอกว่าเป็นอย่างไร แต่ซ่งฝูหลิงก็พอเดาได้ ตอนนี้หมู่บ้านเหรินจยาถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนพิเศษที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงเลยสักนิด
เพราะนางมีพ่อที่เก่ง พ่อที่แข็งแกร่ง ถึงได้มีชีวิตที่สงบสุขแบบนี้
ณ เมืองเฟิ่งเทียน
วันนี้ที่ซ่งฝูเซิงเข้าเมือง เป็นเพราะในที่สุดก็มีข่าวคราวจากเจ้านายเฉินแห่งร้านอีผิ่นเซวียน เขากลับมาแล้ว
พูดถึงเจ้านายเฉิน พอได้ยินข่าวเรื่องเกณฑ์ทหารก็หนีกลับบ้านเกิด
ลูกของเจ้านายเฉินยังเด็กมาก โตสุดก็อายุประมาณหมี่โซ่ว ตามกฎน่าจะใช้การมอบเสบียงทดแทนได้ ส่วนอีกหนึ่งคนที่ต้องไปก็คือตัวเจ้านายเฉินเอง
เล่นเอาเจ้านายเฉินตกใจมาก มอบเสบียงไม่ใช่ปัญหา เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ให้มอบอะไรก็ไม่ใช่ปัญหา ทำการค้ามาหลายปีขนาดนี้เงินเหลือเฟือ
แต่ติดตรงที่ตัวเขาจะถูกเกณฑ์ไปไม่ได้เด็ดขาด เลยหนีไป
ต้องพูดเลยว่า ไม่ว่าจะยุคไหนปีไหนก็ใช้เงินแก้ปัญหาได้ทั้งนั้น และนี่ก็โชคดีที่ภูมิลำเนาของเขาไม่ได้อยู่ที่เมืองเฟิ่งเทียน
กลับบ้านเกิดของบรรพบุรุษ ไหว้วานคนช่วยจัดการเรื่องย้ายทะเบียนบ้าน ให้ผู้ชายสองคนที่เขาซื้อมา ไปแทนสองคนที่ต้องเกณฑ์ทหารของครอบครัวเขา
ไม่ซื้อสองคนไม่ได้หรอก เจ้านายเฉินกลัวเกิดเหตุสุดวิสัย กลัวว่าพอถึงเวลามือปราบที่มาเกณฑ์ทหารจะบังคับเขาว่า “เดิมทีบ้านเจ้าก็ต้องไปสองคน ในเมื่อเจ้าว่างอยู่ ห้ามมอบเสบียง เจ้าก็ต้องไปด้วย”
เด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าสองคน รวมแล้วจ่ายไปห้าสิบตำลึง
นี่ก็คือเงินจากการขายชีวิตที่เหลือของพวกเขา
หากใช้คำพูดของเจ้านายเฉินที่พูดกับซ่งฝูเซิงตอนนี้ก็คือ “ข้าใจดีมากแล้ว เพื่อนข้าให้แค่เสบียงอาหารที่เป็นเงินสิบห้าตำลึงต่อหนึ่งคนเอง”
แต่ละเมืองที่อยู่ถัดลงไปด้านล่างยิ่งเป็นเมืองห่างไกล ผู้ชายที่แย่งชิงงานขายชีวิตแบบนี้ก็ยิ่งเยอะ
พวกเขาไม่เอาเงิน จะเอาเสบียงอาหาร
กังวลว่าหลังจากตัวเองไปแล้ว ครอบครัวที่มีทั้งแม่ ภรรยา ลูก จะอดตายกันหมด
เจ้านายเฉินยังได้ยัดเงินใต้โต๊ะสามร้อยตำลึงค่าย้ายทะเบียนบ้านด้วย
“เอาแค่นี้ เป็นเพราะเพื่อนข้าสนิท คนนั้นก็เลยรับไว้ ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่สามร้อยตำลึงเลย ห้าร้อยตำลึงก็ไม่มีที่ให้ยัด ข้าให้ แต่ทางนั้นจะกล้ารับเหรอ”
แต่ขณะที่พูดอยู่ก็มองใบหน้าของซ่งฝูเซิง ทันใดนั้นเจ้านายเฉินก็รู้สึกปวดใจ
เสียใจจริงๆ ตบต้นขาหนึ่งฉาด “ทำไมตอนนั้นข้าถึงไม่รอข่าวจากเจ้านะ เอาจริงๆ ข้าน่ะ รู้จักเจ้าดีเลยล่ะ แต่ก็ยังดูถูกเจ้าเกินไป ต้องโทษตัวข้าเอง!”
โกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ “น้องชาย ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าจัดการเรื่องใหญ่แบบนี้ได้นะ ข้าเอาเงินหลายร้อยตำลึงพวกนี้ให้เจ้าไม่ดีกว่าเหรอ วันหน้าพอเด็กหนุ่มสองคนนั้นกลับมา ข้ายังจะต้องเสียเงินย้ายพวกเขาออกจากทะเบียนบ้านอีก กลัววันไหนเกิดข้าตายไปจะมาขอแบ่งสมบัติจากบ้านข้า เจ้าดูเอาแล้วกัน กว่าจะเสร็จเรื่องทั้งหมดข้าต้องเสียเงินอีกเท่าไร”
ซ่งฝูเซิงปลอบใจเขา “ขอแค่ท่านอยู่รอดปลอดภัยก็พอแล้ว จริงสิ ท่านพูดถึงเรื่องร้านเหรอ”
เจ้านายเฉินพาซ่งฝูเซิงไปที่ถนนด้านหลัง
ห่างจากถนนกลางไม่ไกล
“เห็นนั่นไหม ใหญ่ใช่ไหม ร้านนั้นทำต่อไม่ไหวแล้ว บอกขายสี่ร้อยตำลึง”
เจ้านายเฉินขยิบตาให้ซ่งฝูเซิง “ข้าอยากให้เจ้าดูไว้ ถูกใจหรือเปล่า ถ้าถูกใจข้าจะคอยจับตาดูไว้ให้ ถ้ามีคนซื้อ ข้าจะช่วยเจ้าแย่งมา แต่ถ้าไม่มี พวกเราก็รอ ผ่านไปอีกสักพักเจ้าของจะต้องเป็นฝ่ายลดราคาเอง สามร้อยห้าสิบ สามร้อย…”
————————————
[1] ราสเบอร์รี่