ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 482 ข่าววงนอก / ตอนที่ 483 มีภารกิจใหม่
ตอนที่ 482 ข่าววงนอก
เมื่อก่อนซ่งฝูเซิงเคยฝากเถ้าแก่ร้านอีผิ่นเซวียนให้ช่วยดูเรื่องหน้าร้านที่ราคาเหมาะสม
ตอนนั้นเถ้าแก่เฉินไม่อยู่
เถ้าแก่ก็ไม่เคยส่งข่าวมาตลอด จึงพักเรื่องซื้อร้านเอาไว้
นึกไม่ถึงว่าเถ้าแก่เฉินเพิ่งกลับมาก็ช่วยเขาหา
ทั้งสองคนไม่ได้เข้าไปถาม แต่กลับเดินดูรอบๆ อยู่หลายรอบ
จากการคาดคะเนเบื้องต้น ไม่นับรวมห้องเก็บของเล็กๆ ที่เป็นระเบียบสองห้องด้านหลัง เอาแค่ด้านหน้าก็สองร้อยกว่าตารางเมตร
“เจ้านาย?”
ขณะที่ซ่งฝูเซิงกำลังจะพูดกับเถ้าแก่เฉิน ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนมีคนเรียกพวกเขา
เดิมทีคิดว่าเรียกเถ้าแก่เฉิน แต่พอหันกลับไปดู อีกฝ่ายเรียกเขา
นี่มันนักเล่าเรื่องในร้านขนมไม่ใช่เหรอ
ตอนนั้นคนผู้นี้มารับหน้าที่เล่าเรื่องต่อจากเขา อ่านไปตามเนื้อเรื่อง ทำได้พอไหว
ทำไมตอนนี้กลายเป็นแบบนี้
“เจ้านาย ไม่เจอกันมาสักพักแล้ว สบายดีไหม”
“ก็ดี เจ้าล่ะ เป็นไงบ้าง”
นักเล่าเรื่องทำหน้าขื่นขมบอกกับซ่งฝูเซิง
เขามีลูกชายสี่คน สองคนที่ทำงานได้ถูกเกณฑ์ไปแล้ว
สองคนที่เหลือยังเล็ก
เลยไปเล่าเรื่องไม่ได้แล้ว หอน้ำชาของแต่ละที่ก็ปิดตัวลงตั้งแต่ตอนปิดเมือง นับตั้งแต่ขึ้นปีใหม่มาจนถึงตอนนี้เขายังหาเงินไม่ได้สักแดงเดียว
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ลูกชายสองคนที่ปกติช่วยทำงานหาเงินได้ ก็ต้องจากบ้านไป เขาป่วยอยู่ช่วงหนึ่ง นับแต่นั้นมาสภาพร่างกายก็ไม่ค่อยจะดี ทำงานหนักไม่ได้ กอปรกับต้องซื้อเสบียงอาหาร เงินเก็บที่มีในบ้านจึงถูกใช้จนหมดแล้ว
ตอนนี้ลูกชายคนเล็กก็มาป่วยอีก
นักเล่าเรื่องก้มหน้ามองเสื้อผ้าที่อยู่บนตัว “ไม่กลัวเจ้านายหัวเราะเยาะ ข้าไม่มีอะไรจะเอาไปแลกกับเงินเพื่อรักษาลูกข้า จึงเอาเสื้อผ้าที่ดูดีหน่อยในบ้านไปจำนำ ลูกชายคนเล็กตัวร้อน รักษาวิธีแบบชาวบ้านไม่ได้ผล”
“แล้วเอาเสื้อผ้าไปจำนำพอใช้เหรอ”
นักเล่าเรื่องหน้าแดง ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็นว่าเขาส่ายหน้าอยู่
ซ่งฝูเซิงเห็นเขาเป็นแบบนั้นก็คิดว่า ลูกป่วยไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากรอช้าอาจส่งผลไปทั้งชีวิต กลัวจะไข้ขึ้นจนส่งผลต่อสมอง หยิบเงินจากในเสื้อออกมาให้จำนวนหนึ่ง ประมาณเกือบครึ่งตำลึง “รับไว้สิ”
“เจ้านาย ให้ข้าหรือ”
“เอาไปเถอะ รีบไปจัดยาให้ลูก”
นักเล่าเรื่องบอกที่อยู่บ้านตัวเองให้ซ่งฝูเซิงรู้ วันหน้าจะคืนให้แน่นอน รอลูกชายสองคนที่ทำงานได้กลับมาก็จะคืนให้
ซ่งฝูเซิงกับเถ้าแก่เฉินเดินออกไปไกลแล้ว นักเล่าเรื่องยังคงยืนกำเงินร้องไห้อยู่ที่เดิม มองตามหลังซ่งฝูเซิงทั้งน้ำตา
“เฮ้อ เขายังหวังว่าลูกชายสองคนจะได้กลับมาอีกเหรอ น้องชาย เจ้าอยู่ที่นี่ต้องได้ยินแต่ข่าวดีอยู่แล้ว แต่ข้ากลับบ้านเกิดได้ยินมาว่า ช่วงก่อนหน้านี้ถึงแม้จะมีข่าวได้ชัยชนะกลับมา แต่ตอนบุกเมืองก็ตายไปหลายคน เท่านี้”
เถ้าแก่เฉินทำสัญลักษณ์มือเท่ากับแปด “จริงๆ นะ มีแต่จะมากกว่า ไม่มีน้อยหรอก แอบส่งข่าวกันทั้งนั้น เพื่อนข้าที่ช่วยใช้เส้นให้บอกมา จริงนะ คนพวกนั้นไม่รู้ชื่อแซ่ ถูกฝังกลบที่นั่น เผาทีเดียว ใช่ไหมล่ะ รู้เหรอว่าใครที่ตาย ตายเท่าไรกันแน่”
ซ่งฝูเซิงนึกถึงครั้งแรกที่ไปส่งของที่พระคลังหลวง
ตอนนั้นภายในลานศาลาว่าการอันกว้างขวาง พ่อค้าชุดทหาร พ่อค้าหญ้าม้า พ่อค้าสมุนไพร เจ้าหน้าที่จัดหาของ เจ้าหน้าที่ขนส่ง และคนอื่นๆ ต่างกำลังกำมือคารวะใบหน้ายิ้มแย้ม แสดงความยินดีที่แนวหน้าส่งข่าวเรื่องชัยชนะกลับมา
แนวหน้ารบชนะ มีเรี่ยวแรงของพวกเขาอยู่เบื้องหลัง
ใต้เท้าที่คุมพระคลังหลวงเดินอย่างองอาจยิ่งกว่าเดิม ให้กำลังใจบรรดาพ่อค้าที่จัดหาสิ่งของให้ทางการทหารไม่หยุด
ไม่ได้มีคนพูดเรื่องที่ว่ามีคนพลีชีพเพื่อชัยชนะไปเท่าไร
“พระคลังหลวง เป็นอย่างไรบ้าง” เถ้าแก่เฉินสงสัย นั่นไม่ใช่สถานที่ที่ชาวบ้านจะไปได้
ซ่งฝูเซิงยิ้ม “ที่นั่นเป็นความลับ ข่าวที่ได้ยินมาไม่เหมือนท่านที่แอบลือกันว่าตายแปดหมื่น บอกไม่ได้ เด็กที่ข้าพาไปส่งของด้วยกันก็ต้องคัดเลือกอย่างดี ต้องเอาชื่อไปขึ้นทะเบียนที่พระคลังหลวง หากกล้าเปิดเผยข้อมูล ได้ยินว่าก็สืบได้ว่าลือมาจากไหน ตัวอย่างเช่น ถ้าลือมาจากพวกข้า ก็จะมาเอาเรื่องที่ข้า”
เถ้าแก่เฉินตีหัวตัวเอง ยิ้มตาม “ข้าก็เชื่อง่ายเกินไป จริงด้วย ลืมไปว่าพวกเจ้าบอกไม่ได้ เช่นนั้นข้าถามเรื่องอื่นได้หรือเปล่า เจ้าใกล้ได้เป็นขุนนางแล้วใช่ไหม เสร็จงานนี้เจ้าจะได้ตำแหน่งหรือไม่”
“นั่นยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่ ขุนนางอะไรกัน ขั้นแปดขั้นเก้าเช่นนั้นเหรอ พี่เฉิน คนอื่นไม่เข้าใจข้า ท่านยังจะไม่เข้าใจอีกเหรอ ข้าน่ะ พูดกับท่านจากใจเลยนะ ต่อให้มอบตำแหน่งขุนนางให้ข้า ข้าก็ไม่สนใจขั้นแปดขั้นเก้าหรอก สิ่งที่ข้าต้องการก็แค่ให้ลูกเมียได้นอนเตียงอุ่นๆ ในกระเป๋ามีเงินใช้ไม่ขัดสน ใช้ชีวิตที่มีกินมีใช้ แค่นี้ก็พอแล้ว”
ซ่งฝูเซิงตบบ่าเถ้าแก่เฉิน “ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างพวกเราก็มีข้อดีในตัวเอง สบายใจ ดังนั้นท่านต้องช่วยข้าหาหน้าร้านต่อ เอ๊ะ ไปแล้วเหรอ”
เถ้าแก่เฉินพูดไม่ออกก่อน ทำไมถึงได้เป็นคนเรื่อยเปื่อยแบบนี้ เป็นขุนนางไม่ดีกว่าชาวสวนกับพ่อค้าเหรอ
ต่อมาก็หัวเราะ
ถึงแม้พ่อค้าจะดูต่ำต้อย แต่ก็มีเงินใช้ ยิ่งไปกว่านั้นน้องชายก็เกิดมาในครอบครัวชาวสวน ยังไม่กล้ารีรอเรื่องหาเงิน เถ้าแก่เฉินยกมือทำท่าคารวะให้ซ่งฝูเซิง “วางใจเถอะ น้องชาย ถ้ามีข่าวข้าจะส่งคนไปบอก”
ซ่งฝูเซิงขึ้นม้า “ไว้ไปเที่ยวที่หมู่บ้านเริ่นจยานะ ไป!”
ตอนที่ 483 มีภารกิจใหม่
ซ่งฝูเซิงเข้าหมู่บ้านก็เห็นหมี่โซ่วกับพวกเด็กๆ กลุ่มใหญ่กำลังวิ่งออกมาจากบ้านอาสามสกุลเริ่น
ในมือกำต้นอะไรน่ะ ข้าวฟ่างเหรอ แทะได้แล้วเหรอหักออกมาน่ะ เด็กพวกนี้มันตัวหายนะจริงๆ
ซ่งฝูเซิงจูงม้า ยืนอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านมองพวกเด็กๆ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เขารู้สึกแปลกใจ ทำไมหมี่โซ่วไปเล่นกับพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านอีกแล้ว ดูท่าทางจะเนื้อหอมไม่เบาด้วย อยู่ไกลขนาดนี้ยังได้ยินเสียงตะโกนเรียกพรรคพวก เมื่อสองวันก่อนไม่ใช่ว่างอนกันไปแล้วเหรอ
มันเรื่องอะไรกัน
เมื่อสองวันก่อน ไม่สิ หลายวันแล้ว หมี่โซ่วไปพูดจาโอ้อวดใช่ไหมล่ะ
อวดกับเด็กในหมู่บ้านว่าตัวเองได้กินอะไรบ้าง น่าหมั่นไส้ เลยถูกเด็กในหมู่บ้านอัดเข้าให้
ซ่งฝูเซิงได้พิจารณาตัวเองเรื่องที่หมี่โซ่วถูกอัด เขาคิดว่าตอนนี้หมี่โซ่วชักเอาใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งทำตัวน่าหมั่นไส้ แท้จริงแล้วก็มีสาเหตุมาจากที่เขากับเพ่ยอิงจงใจตามใจ
เพราะเขากับภรรยาถือคติในการสั่งสอนว่าไม่อยากให้หมี่โซ่วเป็นเด็กเรียบร้อยเกินไป
รวมถึงการสั่งสอนฝูหลิงด้วยเช่นกัน
ในสายตาของพวกเขาสองสามีภรรยา คนเราพอผ่านชีวิต ถึงจะรู้ประสา
เด็กทุกคนที่ถูกติดป้ายว่าเป็นเด็กรู้ประสา ว่านอนสอนง่าย ก็อธิบายได้เพียงว่าชีวิตลำบากกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน
หรือพ่อแม่หวังอะไรไม่ได้ หรือครอบครัวฐานะไม่ดี สรุปว่าจะต้องมีอะไรที่พูดยากอย่างแน่นอนถึงทำให้เด็กจำเป็นต้องโตเร็วเพื่อช่วยแบกรับภาระของพ่อแม่ได้เร็วขึ้น ต้องวางแผนให้ตัวเองล่วงหน้า
ต้องเอาอย่างผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำอะไรก็ต้องเป็นทุกอย่าง พอคนอื่นมาเห็นก็จะพูดชม “ไอ๊หยา เด็กคนนี้รู้ประสาจริงๆ”
คำว่ารู้ประสา ซ่งฝูเซิงคิดว่า เบื้องหลังมีคำว่าเจ็บปวดตามมาอยู่เสมอ
ถ้าลูกของเขารู้ประสา ก็แสดงว่าเขากับเพ่ยอิงเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ทำให้ลูกมีความสุข
ดังนั้นเขาถึงได้ไม่สร้างเงื่อนไขอะไรกับหมี่โซ่วมาก
เพิ่งจะห้าขวบกว่า อย่าเพิ่งรู้ประสาเลย
พวกเขาเลี้ยงดูหมี่โซ่วเหมือนเป็นพ่อแม่แท้ๆ เลี้ยงลูก ก่อนหน้านี้เห็นหมี่โซ่วทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ ไม่ได้รู้สึกดีใจ นี่ก็อธิบายได้เพียงว่า เด็กยังระแวดระวังอยู่ ยังคงใช้ชีวิตโดยการดูจากสีหน้าคน
หลายครั้งที่พอเห็นหมี่โซ่วเป็นแบบนั้นก็ปวดใจ
ห้าขวบกว่า ควรมีลักษณะของเด็กห้าขวบ
ต้องเหมือนเด็กๆ ส่วนใหญ่ ไม่ชอบเรียนหนังสือ นั่งไม่ติดที่ อ้อนบ้าง เอาแต่ใจบ้าง หรืออยู่ๆ ก็ทำเรื่องโง่ๆ เหมือนคนบ้าอย่างไม่มีสาเหตุ
อะไรที่เด็กคนอื่นทำต่อหน้าพ่อแม่แท้ๆ ได้ หมี่โซ่วของเราก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงภาระทางจิตใจ นั่นถึงจะแสดงว่าเขากับเพ่ยอิงดูแลเด็กคนนี้ได้ดีพอแล้ว ทำได้สมบูรณ์แล้ว เอาสิ่งที่ผูกมัดที่ไม่ควรมีบนตัวหมี่โซ่วออกไปหมดแล้ว
วัยเด็กมันสั้นมาก เดิมทีควรมีแต่ความสุข
คำว่า ‘รู้ประสา’ จะผูกติดตัวเป็นสิบปีตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ไปจนตาย จะให้เด็กรีบรู้ประสาไปถึงไหน ไร้สาระ
ต่อมาซ่งฝูเซิงก็รู้สึกว่า อาจเพราะตามใจมากเกินไป คุมความพอดีไม่ได้ ตอนนี้หมี่โซ่วก็เลยซนเกินไปหน่อย
มั่นใจในตัวเองเกินไป ภูมิใจในตัวเองเหลือเกิน
เพราะแบบนี้ เมื่อสองเดือนก่อนถึงได้ทะเลาะกับหลานชายของบ้านอาสามสกุลเริ่น
หลานชายคนเล็กของอาสามอายุเจ็ดขวบกว่า ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ทนเห็นหมี่โซ่วโอ้อวดไม่ได้ ได้ยินว่าตอนนั้นบทสนทนาของพวกเด็กๆ เป็นแบบนี้
“คิดว่าบ้านคนอื่นไม่มีน้ำตาลเหรอ ถ้าข้าอยากกินอะไรก็ได้กินเหมือนกัน”
“เจ้ามีน้ำตาลก็ไม่มีประโยชน์ พี่สาวของเจ้าทำไม่เป็น”
“ทำมาอวด เจ้ามีพี่สาวคนเดียวหรือไง ข้ามีสามคนเชียวนะ”
หมี่โซ่วเถียงทันที “สามคนก็ยังสู้พี่ข้าคนเดียวไม่ได้”
ถูกหวดหมัดใส่กระเด็นไปไกล
หมี่โซ่วเข้าสู้ หลานชายคนเล็กของอาสามเข้าไปถีบพร้อมกับพี่ชายอายุเก้าขวบจนล้ม
ไม่ร้องไห้ สู้ไม่ไหวก็ไม่อยู่ให้เสียเปรียบ กลับบ้าน
พอเจอฝูหลิงก็ฟ้อง “พี่สาว มีคนรังแกข้า”
ฝูหลิงพูดว่า “รังแกเจ้ารึ มาบอกข้าก็ไม่มีประโยชน์ ข้าเป็นเด็กผู้หญิง เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ข้าจัดการ”
ซ่งฝูเซิงนึกถึงตรงนี้ก็ยิ้ม
เพ่ยอิงเอาอย่างเขา เห็นหมี่โซ่วคว้าตะกร้าจะไปขึ้นเขา
ถามเขาว่าไปทำอะไร
หมี่โซ่วบอกว่าจะไปหาซื่อจ้วงให้ไปจัดการเด็กพวกนั้น
“เช่นนั้นจะหิ้วตะกร้าไปทำไม”
“อย่าไปเสียเที่ยว ถือโอกาสเก็บผักกลับมาด้วย”
เฉียนเพ่ยอิงเลยอุ้มหมี่โซ่วกลับบ้าน
ไปหาซื่อจ้วงไม่ได้ ทั้งที่ซื่อจ้วงแค่ออกหน้าก็จัดการเด็กเก้าขวบกับเจ็ดขวบได้แล้ว
ต่อมาได้ยินว่าซ่งจินเป่าเป็นคนไปจัดการ
น้องข้าถูกอัดเหรอ ไป มันต้องเจอข้า
แม้แต่เป่าจื่อวัยสองขวบลูกหลี่ซิ่วก็ตามไปด้วย บอกว่าจะไปช่วย จะปาขี้ม้าใส่หลานชายทั้งสองคนของบ้านอาสามสกุลเริ่น
เด็กทะเลาะกัน ผู้ใหญ่ไม่ควรไปยุ่งจริงๆ
ดูเอาแล้วกัน แค่ชั่วพริบตาก็ไปเล่นด้วยกันอีกแล้ว คราวนี้ถึงขั้นเข้าไปคลุกคลี เข้าไปนั่งกินในบ้านอาสาม
“หมี่โซ่ว”
หมี่โซ่วได้ยินคนเรียกเลยหันไป แล้วก็เจอท่านลุง จึงทิ้งพวกเพื่อนๆ ทันที กางแขนวิ่งไปหาซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงอุ้มเด็กน้อยที่วิ่งเข้ามาหา “ไอ๊หยาเจ้าลูกชาย โดนพิษใช่ไหม ลิ้นดำหมดแล้ว”
“ข้ากินโยวโยว[1] ไม่กี่ลูกก็ดำแล้วอ่ะ” หมี่โซ่ววิ่งจนหน้าแดงระเรื่อ รีบล้วงลูกโยวโยวจากในกระเป๋าออกมาให้ซ่งฝูเซิงกินด้วยสีหน้าดีใจ
ล้วงออกมากางมือออกก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่ลูก “เลือกสองลูกแล้วกัน ที่เหลือจะให้พี่”
ใจกว้างเสียด้วย ให้ตั้งสองลูก
ซ่งฝูเซิงทำสีหน้ารังเกียจทำท่าจะโยนทิ้ง “พี่สาวเจ้าไม่กินหรอก ดูมือเจ้าสิ สกปรกจะตาย”
“อย่าทิ้งนะอย่าทิ้ง!”
ซ่งฝูเซิงตีเข้าที่ก้นหมี่โซ่วสองที เสื้อผ้าเลอะหมดแล้ว ซนขึ้นทุกวัน
มือข้างหนึ่งจูงม้า มืออีกข้างหิ้วหมี่โซ่วไว้ ซ่งฝูเซิงตะโกนบอกพวกเด็กๆ ที่กำลังวิ่งกลับมา “จินเป่า พาทุกคนกลับบ้าน เจ้าก็ควบคุมตัวเองบ้าง อย่าเที่ยวทำเก่งไปทั่วหมู่บ้าน”
คนในหมู่บ้านจะถูกเด็กพวกนี้ป่วนหมดแล้ว มีตั้งกี่ครอบครัวที่อดทนไว้เพราะเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่
เด็กเรียบร้อยในหมู่บ้านก็ถูกพวกจินเป่ารังแกจนเกินขอบเขต
ทันใดนั้นเริ่นกงซิ่นที่ผอมลงไปมากก็วิ่งออกมา
บ้านเริ่นกงซิ่นต้องแบ่งที่ในหมู่บ้านออกมาสามสิบหมู่ แต่เขายังมีที่ดินนอกหมู่บ้านอีกที่ไม่ถูกแบ่งออกไป
ถึงแม้จะเป็นห่วงลูกชายทั้งสองคนมาก แต่เริ่นกงซิ่นก็ต้องออกไปดูสวนที่นอกหมู่บ้าน ต้องไปเฝ้าคนทำงาน
โชคดีที่เริ่นจื่อเซิงลูกชายคนโตหาแรงงานทั้งระยะสั้นระยะยาวมาช่วยพ่อทำสวนได้อยู่ไม่น้อย
ตอนนี้เรียกคนมาทำงานต่างไม่อยากได้เงิน อยากได้เป็นเสบียงอาหารแทน
เริ่นจื่อเซิงจึงให้พ่อเอาเสบียงอาหารแบบหยาบที่เคยโกงพวกซ่งฝูเซิงออกมาแบ่งให้แรงงานระยะยาว เสบียงอาหารพวกนี้ช่วยแก้ปัญหาได้
เพราะแบบนี้เริ่นกงซิ่นถึงกลับหมู่บ้านมาไม่บ่อย “หัวหน้า ถามให้หรือยัง”
“ถามแล้ว ข้าได้ยินว่าลูกชายคนโตของท่านก็สืบไปถึงพระคลังหลวงแล้วเหมือนกัน” ซ่งฝูเซิงวางหมี่โซ่วลง ตีก้นหนึ่งทีเพื่อให้กลับบ้านไปก่อน จากนั้นถึงพูดกับเริ่นกงซิ่นต่อ
“ตั้งแต่ออกจากเมืองเฟิ่งเทียนของพวกเราไป หน่วยที่รับผิดชอบขนส่งเสบียงไปแนวหน้า คนที่พอช่วยสืบได้ข้าก็ถามไปหมดแล้ว ไม่พบชื่อของลูกคนรองท่าน”
เริ่นกงซิ่นอยากยิ้มขอบคุณซ่งฝูเซิง แต่ในใจกลับร้อนดั่งไฟ พอขยับปากยิ้ม ปากก็แห้งเกินไป มีเลือดซึม
ซ่งฝูเซิงมองคนตรงหน้า นึกถึงตอนที่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านเหรินจยาใหม่ๆ อดีตหลี่เจิ้งคนนี้แม้จะอายุไม่น้อยแล้ว แต่การแต่งตัวท่าทางก็ไม่เหมือนคนแก่ ดูมีกำลังวังชาเปี่ยมล้น
แล้วมาดูตอนนี้ หลังเริ่มงุ้ม ร่างกายซูบผอม ตากแดดดำ ใบหน้ามีแต่รอยเหี่ยวย่น
“อย่าโมโห”
เริ่นกงซิ่นฝืนยิ้ม “โมโหไปก็ไม่มีประโยชน์”
“ถ้ามีโอกาสข้าจะช่วยถามข่าวให้ต่อ หลายหน่วยไม่มีรายชื่อ ลูกคนรองของท่านอาจอยู่หน่วยที่ไม่มีรายชื่อก็ได้”
ชั่วขณะที่เริ่นกงซิ่นเหม่อลอย ซ่งฝูเซิงก็จูงม้าขึ้นสะพานไปแล้ว
“หัวหน้า”
ซ่งฝูเซิงหันมา
เริ่นกงซิ่นยกมือคารวะ ฉีกยิ้มอย่างจริงใจให้ “ขอบคุณ”
เขาเชื่อว่าซ่งฝูเซิงช่วยสืบข่าวให้แล้ว
แต่เริ่นจื่อเซิงกลับเคยสงสัยว่าซ่งฝูเซิงไม่มีทางช่วยจริงๆ เหตุผลคือ “พวกคนที่อยู่ฝั่งนู้นแค้นท่านพ่อจะตาย ท่านพ่ออย่าไปเชื่อมาก”
เริ่นกงซิ่นไม่ยอม
“โกหกข้าจะได้ประโยชน์อะไร…
…เจ้าน่ะดีแต่เจ้าเล่ห์ ไม่อย่างนั้นน้องชายสองคนของเจ้าจะเป็นแบบนี้เหรอ อย่ามาทำเป็นว่าคนอื่น…
…อีกอย่างมีอะไรที่ซ่งฝูเซิงจะต้องเกลียดข้าด้วย ข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ให้ความร่วมมือกับเขามาตลอด เขาอยากได้อะไรก็ให้…
…ถ้าเขาหาน้องชายเจ้าเจอได้ ข้าจะตีฆ้องร้องป่าวเอาเงินไปให้เขาใช้เสียด้วยซ้ำ”
…
ผ่านมาแค่อาทิตย์เดียว ซ่งฝูเซิงก็เจอเถ้าแก่เฉินในหมู่บ้าน
เถ้าแก่เฉินมองหมู่บ้านเหรินจยาพลางแสดงความคิดเห็น “โอ้โห ข้างนอกมีสภาพขนาดไหนแล้ว แต่ชีวิตที่นี่กลับดี พวกคนในหมู่บ้านพึ่งใบบุญเจ้าทั้งนั้น”
ตอนที่อยู่ในกระโจมทำเต้าหู้นมเขาก็พูดแบบนี้
หลายคนในหมู่บ้านต่างได้ยิน
อันที่จริงชาวหมู่บ้านเหรินจยาต่างก็รู้กันแก่ใจ ไม่ได้โง่
ถึงแม้พวกเขาจะยุ่งจนออกไปไม่ได้ แต่ใครๆ ต่างก็มีญาติ อย่าเห็นว่าตัดขาดไปหลายคนแล้ว แต่ก็มีที่มาขออาหารร้องห่มร้องไห้
อีกทั้งที่ดินเชื่อมต่อกัน ก็ย่อมเห็นชาวหมู่บ้านอู่ฝูกับหมู่บ้านซานหยางว่าอยู่กันอย่างไร
จึงยิ่งทะนุถนอมโอกาสเป็นเท่าตัว
สิ่งที่ตอบแทนซ่งฝูเซิงได้ก็คือแรงงาน ให้โดยไม่เห็นแก่ตัวเลยสักนิด ถ้าทำมากกว่านี้ก็ทรุดแล้ว
“เดินทั่วแล้วเหรอ”
“ข้ามัวแต่เดินดูได้เหรอ ไม่ได้ว่างขนาดนั้น” มาคุยกันหน่อย เถ้าแก่เฉินดึงตัวซ่งฝูเซิง “รีบเข้าเมืองไปกับข้า ลงมือเถอะ ร้านนั้นลดราคาเหลือสามร้อยห้าสิบแล้ว มีคนจะซื้อ พวกเราต้องไปชิงซื้อก่อน”
วันนั้นซ่งฝูเซิงเลยซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่แรกในเมืองเฟิ่งเทียน
เขาบอกแค่ภรรยา
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ เมืองถงเหยา
เดิมทีซ่งฝูเซิงแค่นั่งเกวียนมาซื้อน้ำตาลให้ลูกสาว ซื้อเครื่องปรุงรสต่างๆ จากนั้นก็เอาไหที่จองไว้กลับ
นึกไม่ถึงว่าเขาจะไปเจอร้านที่สมน้ำสมเนื้ออีก ร้านที่เมื่อก่อนจะขายสามร้อยตำลึง เขาซื้อในราคาร้อยแปดสิบตำลึงก็มาอยู่ในมือแล้ว
เฉียนเพ่ยอิงตื่นเต้นไม่ไหว “เหล่าซ่ง” กอดคอซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงเอามือลูบหลังภรรยา “เพ่ยอิง ช้าไปหน่อย ครึ่งปีกว่า กว่าผมจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนเข้าเมืองมาครั้งแรก”
“ไอ๊หยา พ่อกับแม่ทำอะไร” ซ่งฝูหลิงปรากฏตัวได้ไม่ถูกเวลา
เวลานี้นางถึงได้รู้ว่าพ่อซื้อร้านไว้ให้นางกับน้องชายคนละแห่งแล้ว
อีกทั้งยังวางแผนจะหาต่อไปเรื่อยๆ ซื้อจนกว่าเงินจะหมด
ปณิธานของท่านพ่อแรงกล้าขึ้นแล้ว พวกเราทั้งครอบครัว วันหน้าแต่ละคนจะเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในยุคโบราณกันให้หมด
แต่น่าเสียดาย ก็เหมือนกับตอนที่พวกเขาเพิ่งทะลุมิติมาก็เจอสงคราม เพิ่งจะตั้งตัวได้ก็มาเจอฮ่องเต้สวรรคต ราวกับหนีไม่พ้นโชคชะตาอันเลวร้าย
ตอนนี้ซ่งฝูเซิงเพิ่งจะเอากำลังไปทุ่มเทให้กับการหาหน้าร้านที่คุ้มราคา ทันใดนั้นกลับได้รับคำสั่งอย่างกะทันหันจากทางพระคลังหลวง
ให้ซ่งฝูเซิงพาคนเอาเสบียงไปส่ง
—————————–
[1] มะแว้งนก ลูกกลมเล็กสีดำ