ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 484 กลยุทธ์ ถูกหมด
ซ่งฝูเซิงกำลังถูกใต้เท้าหลีขุนนางคุมพระคลังหลวงถามอยู่
ตอนที่ใต้เท้าหลีถามคำถามแรก ซ่งฝูเซิงก็รู้สึกว่าแย่แล้ว
หวยมาออกที่เขาจริงด้วย
ความสามารถของเขามันโดดเด่นเห็นได้ชัดแบบคนท้องขนาดนั้นเลยเหรอ
เห็นทีถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษที่คนยุคโบราณ…ล้าหลังเกินไป
เคยเดินทางไกล เคยมีประสบการณ์ไปที่ไกลๆ ก็ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถได้
คนส่วนใหญ่ทั้งชีวิตไปไกลสุดก็แค่เขตที่ดินเพาะปลูกบ้านตัวเอง ไม่มีโอกาสได้ไปเปิดหูเปิดตาโลกภายนอก ทำให้คนที่เคยลี้ภัยมาแบบเขาเลยดูโดดเด่นขึ้นมา
จะว่าไป เคยลี้ภัยถือเป็นเรื่องยอดเยี่ยมอะไรด้วยเหรอ
การที่ไม่ตายถือเป็นมาตรฐานที่ใช้วัดว่าเขาเก่งได้ด้วยเหรอ
ครึ่งชั่วยามต่อมาซ่งฝูเซิงก็เดินออกจากที่ทำงานของใต้เท้าหลี
ถูกผู้ใต้บังคับบัญชาของใต้เท้าหลีพาไปยังหลิงอินของพระคลังหลวง
(หลิงอินคือห้องเก็บความเย็นที่อยู่ใต้ดิน ขุดลึกลงไปกว่าห้องใต้ดินของชาวบ้าน มีพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือเรียกอีกอย่างว่าห้องเย็น)
ซ่งฝูเซิงเพิ่งลงไปก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่พุ่งเข้ามา อากาศเย็นยะเยือก
เจ้าหน้าที่หลายคนเปิดเสื่อฟางออก อิฐนมที่วางซ้อนกันจนคล้ายเตาผิงไฟขนาดใหญ่ประจักษ์แก่สายตา
ซ่งฝูเซิงมองไป เอาเถอะ เต้าหู้นมที่ก่อนหน้านี้เขาเอามาส่งไม่ได้ถูกลำเลียงไปที่แนวหน้า เก็บอยู่ในนี้มาตลอด
สงสัยจะเก็บสะสมให้ได้ปริมาณหนึ่งแล้วรอเขาขนออกไปครั้งนี้
ออกจากห้องใต้ดิน ซ่งฝูเซิงถูแขน พอเขาเห็นขนมปังดำกองพะเนินก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรแล้ว
เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ยุ่งไม่ได้หยุด เพื่อออกใบสารพัด
เป็นต้นว่า พาคนไปด้วยเท่าไหร่ ใช้เกวียนล่อกี่เล่ม ต้องใช้อาหารเท่าไหร่ จำนวนเสบียงที่ขนไป รวมถึงหนังสือผ่านด่านกับใบขนเสบียงที่ต้องใช้ตอนออกนอกเมือง
ของพวกนี้ต้องเตรียมพร้อม ให้คนที่รับผิดชอบเขียนอย่างละเอียด
เพราะสุดท้ายแล้วเขาต้องได้ใบรับสินค้า การขนส่งเสบียงถึงจะเสร็จสิ้น ถึงจะเดินทางกลับได้
จัดการขั้นตอนทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งฝูเซิงถึงกลับบ้านด้วยความรู้สึกหนักใจ
…
“ว่าไงนะ” เฉียนเพ่ยอิงตกใจจนทำพริกหลุดจากมือ
ซ่งฝูเซิงเองก็ช็อกมาก “หา?”
ซ่งฝูเซิงพยักหน้า “ฟังกันไม่ผิดหรอก พ่อต้องไปแล้ว นี่ถือเป็นภารกิจของบ้านเมือง ปฏิเสธไม่ได้ พ่อไปเอาแผนที่ก่อนแล้วกัน”
ซ่งฝูหลิงรีบไปล็อกประตู ระหว่างที่รอท่านพ่อออกมาจากพื้นที่พิเศษ นางกับแม่มองหน้ากัน กระทันหันเหลือเกิน
พอซ่งฝูเซิงออกจากพื้นที่พิเศษก็ไม่รอช้า ดึงตัวลูกสาวมาช่วยกันดู
“ลูกพ่อ ทางนั้นให้พ่อขนของไปส่งที่เมืองเย่าโจว นี่เป็นแผนที่เส้นทางที่เขาให้มา”
ซ่งฝูหลิงรับแผนที่เส้นทางของยุคโบราณมา จากนั้นก็เปิดสมุดแผนที่ของยุคปัจจุบัน เปรียบเทียบกันไปมา สายตามองสลับกันสองฝั่ง แค่ไม่กี่รอบก็พูดอย่างแน่ใจ
“ท่านพ่อ เมืองเย่าโจวนั่นน่าจะเป็นอิ๋งโข่วของยุคปัจจุบัน ระยะทางไปราวๆ สี่ร้อยกว่าลี้ หากใช้ความเร็วเท่าตอนพวกเราลี้ภัย อย่างเร็วสุดท่านพ่อน่าจะกลับมาได้ในยี่สิบวัน อย่างช้าสุดก็หนึ่งเดือนกว่าจะถึงบ้าน อิ๋งโข่วยังอยู่ในอาณาเขตที่ฮ่องเต้องค์ใหม่ปกครอง ภารกิจครั้งนี้ก็ไม่ถือว่าอันตรายเท่าไหร่”
ทันใดนั้นซ่งฝูเซิงได้ทำสีหน้าจนปัญญาใส่ลูกสาว
ลูกสาวเขาติดนิสัยแบบนี้ เจอปัญหาก็แก้ไขปัญหาก่อน ดูเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด แค่ไม่กี่ประโยคก็ยืนยันกับเขาแล้วว่าไม่ถือว่าลำบากมาก
เวลาแบบนี้ถ้าเป็นลูกสาวบ้านอื่นคงต้องร้องไห้คร่ำครวญแล้วว่า ‘ท่านพ่อ ทำอย่างไรดี ทำไมต้องส่งท่านพ่อไปเมืองเย่าโจวบ้าบอนั่นด้วย’
แต่ลูกสาวของเขาไม่เป็นแบบนั้นเลย
เฉียนเพ่ยอิงฟังจบก็โล่งอกก่อน จากนั้นก็เริ่มไม่สบอารมณ์ “เด็กคนนี้ ทำไมพูดง่ายจริง พ่อเราจะต้องไปแล้ว เดินทางต่อเนื่องหนึ่งเดือนยังลำบากไม่พออีกเหรอ”
“แต่ท่านพ่อบอกแล้วว่ามันเป็นภารกิจบ้านเมือง ปฏิเสธไม่ได้…
…ลูกจะบอกให้ว่าที่ไหน ไปอย่างไร…
…ท่านพ่อดูนี่ อันที่จริงแผนที่ที่เขาให้มาก็วาดไว้ชัดเจนแล้ว เป็นอาณาเขตของฮ่องเต้องค์ใหม่ทั้งหมด…
…จากนั้นมาเทียบกับหนังสือแผนที่ของพวกเรา เพียงแต่ที่นี่น่าจะรกร้างมาก ยุคปัจจุบันไม่มีบ้านเรือนเท่าไหร่ แต่ถ้าไปทางที่รกร้างนี้จะใกล้กว่า…
…ถ้าคำนวณจากการเดินเท้า ท่านพ่อน่าจะถึงบ้านได้เร็วขึ้นสองสามวัน…
…เอ๊ะ ท่านพ่อ ทำไมพวกเขาต้องให้ท่านพ่อเอาของไปส่งที่อิ๋งโข่วด้วย ที่นั่นไม่ใช่แนวหน้าและก็ไม่ใช่พื้นที่รบเสียหน่อย”
ซ่งฝูเซิงขมวดคิ้ว “เดาดูสิ”
“ข้าเดาว่า อิ๋งโข่วน่าจะเป็นสถานีเปลี่ยนถ่ายเสบียง หลังจากท่านพ่อเอาไปส่งก็จะมีคนอื่นมารับต่อ จากนั้นก็ส่งไปที่แนวหน้า น่าจะเปลี่ยนเป็นคนที่ชำนาญกว่าท่านพ่อ”
“เอาไปไหน” เฉียนเพ่ยอิงถาม
สองพ่อลูกเงยหน้ามองนาง ชี้ไปยังบริเวณเมืองต้าเหลียน
เฉียนเพ่ยอิงรีบลดเสียงลง “ไอ๊หยา สองคนนี้เริ่มออกแบบเส้นทางโจมตีอีกแล้ว เลิกเลย นี่มันความลับระดับสูงหรือเปล่า กลัวข้อมูลรั่วไหลถึงไม่ใช้คนทั่วไป”
สองพ่อลูกซ่งฝูเซิงกับซ่งฝูหลิงเดาแค่เส้นทางที่ไหนกัน พวกเขาเดาไปอีกว่า ดูท่านี่จะเป็นเสบียงที่เตรียมไว้ให้หน่วยจู่โจม ที่นั่นมีหน่วยที่เตรียม ‘ข้ามทะเลไปสอยหัว’ อยู่จริงๆ
สร้างเรือกับกักตุนเสบียงที่อิ๋งโข่ว ลำเลียงไปที่ต้าเหลียน จากต้าเหลียนจะไปขึ้นบกที่ไหน
ซ่งฝูเซิงกับซ่งฝูหลิงมองหน้ากัน จากนั้นก็หันไปมองแผนที่ทันที ขึ้นฝั่งที่เติงโจว
ครั้งนี้ไม่เหมือนคราวก่อนที่เดามั่วแล้ว ครั้งนี้แน่ใจเรื่องกลยุทธ์สงครามขั้นต่อไปของทางราชสำนักโดยอิงจากแผนที่ใหญ่ในบ้าน
ซ่งฝูเซิงวิเคราะห์ “ชัยชนะที่แจ้งมาเมื่อคราวก่อนคงแค่ทำให้อ๋องอู๋ที่ปกครองเหอหนานเหอเป่ย แพ้อย่างน่าอนาถได้ แต่ด่านซานไห่ยังไม่ได้โจมตี ผ่านด่านซานไห่ไปไม่ได้ก็ไม่ถึงเมืองหลวง แต่ทำไมถึงไม่โจมตี นั่นเป็นเพราะอ๋องหลู่ที่ปกครองอยู่ซานตงกับอ๋องฉี ที่อยู่ฝ่ายเดียวกับอ๋องหลู่ได้ออกหน้าส่งทหารไปช่วยเหลืออ๋องอู๋”
ซ่งฝูหลิงถาม “อ๋องฉีที่อยู่ฝ่ายเดียวกับอ๋องหลู่ ท่านพ่อ เขาก็คืออ๋องหน้าไม่อายที่ให้ท่านตาไปป้องกันกำแพงเมืองหรือเปล่า”
“ใช่ หมอนั่นแหละ ตอนที่อ๋องอู๋ยึดบ้านเกิดพวกเรา อ๋องฉีหนีไปพร้อมทหารคู่ใจ ไปซบอ๋องหลู่…
…ส่วนสถานการณ์ในตอนนี้ ต่อให้อ๋องหลู่ถูกบีบคั้นจนตรอก ก็ต้องช่วยอ๋องอู๋เฝ้าด่านซานไห่ ดูจากที่คราวก่อนเขาเข้ามายุ่งก็รู้…
…เพราะเมื่อด่านซานไห่แตก อ๋องหลู่จะเผชิญกับสถานการณ์คับขันที่สูญเสียบ้านเกิด ถูกโจมตีไล่ไปทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี เขาจะยิ่งตกที่นั่งลำบาก…
…ดังนั้นต่อให้อ๋องหลู่กับอ๋องอู๋จะไม่ถูกกันมาตลอด ตอนนี้ก็จำเป็นต้องร่วมมือกัน สามัคคีเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสู้กับฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่ให้ตีด่านซานไห่แตกได้…
…ยุคโบราณเรียกด่านซานไห่ว่าด่านอวิ๋นหยา”
ซ่งฝูหลิงพยักหน้า
“งั้นก่อนหน้านี้ที่ลู่พั่นถามลูกว่า แม่น้ำทำอย่างไร ทะเลเมื่อปรากฏบนแบบจำลองต้องคำนวณอย่างไร ดูท่าน่าจะเป็นเขาที่พาทหารไปที่นี่หรือเปล่า…
…ตอนที่อ๋องหลู่ส่งทหารไปช่วยอ๋องอู๋โจมตีฮ่องเต้องค์ใหม่ ลู่พั่นวางแผนจะพาทหารข้ามทะเลไปขึ้นฝั่งที่เติงโจว โจมตีอาณาเขตของอ๋องหลู่ตลอดเส้นทาง กดดันจนอ๋องหลู่ต้องถอนทหารจำนวนมากที่ส่งไปด่านอวิ๋นหยา…
…ทำให้อ๋องหลู่ไม่มีกำลังส่งไปช่วยอ๋องอู๋ปกป้องหน้าด่านอีก…
…เพราะถ้าอ๋องหลู่ไม่ถอนทหารกลับมา กองทัพของลู่พั่นขึ้นฝั่งที่เติงโจวก็จะไล่โจมตีไปทางจี่หนาน ปิดล้อมเขาไว้…
…ท่านพ่อ ยิ่งลู่พั่นโจมตีลับหลังอย่างโหดเหี้ยม ก็จะยิ่งใช้กำลังของอ๋องหลู่มากขึ้น ความกดดันการโจมตีด่านซานไห่หรือก็คือด่านอวิ๋นหยาก็จะน้อยลง…
…ดูท่าทางภารกิจของเขาก็คือการก่อกวนลับหลังอ๋องหลู่ไปเรื่อยๆ เพื่อให้แม่ทัพที่ต้องโจมตีด่านอวิ๋นหยาโดยตรงฉวยโอกาสโจมตีเมือง…
…และเมื่อเมืองแตก อ๋องอู๋พ่ายแพ้ พอถึงตอนนั้นหน่วยที่โจมตีเมืองจะต้องเลี้ยวไปทางด้านตะวันตกแน่นอน ไล่ตีไปจนถึงเมืองหลวง”
เฉียนเพ่ยอิงดูแผนที่ไม่ค่อยเป็น แต่นางก็เข้าใจ “เช่นนั้นลู่พั่นจะทำอย่างไร พวกเขาตีเข้าไปแล้วเลี้ยวซ้าย แต่ลู่พั่นอยู่ด้านขวาตลอด ไม่สนใจเขาแล้วเหรอ”
ซ่งฝูเซิงนึกภาพตามที่ลูกสาวบรรยาย ไม่คิดว่างานที่อันตรายแบบนี้จะตกไปอยู่กับลู่พั่น
“สองคนแม่ลูกเลิกเอะอะอะไรก็ลู่พั่นเถอะ ถ้าเป็นอย่างที่พวกเราคาดเดาจริง เขาเป็นลูกชายคนเดียว ภารกิจที่อันตรายขนาดนี้ คิดว่าปู่กับย่าของเขาจะยอมให้ไปเหรอ เกิดขั้นตอนไหนผิดพลาดขึ้นมาแล้วไปช่วยไว้ไม่ทัน หน่วยจู่โจมก็รักษาไว้ไม่อยู่แล้ว ผู้บัญชาการหน่วยจู่โจมเป็นลู่พั่นไม่ได้”
ซ่งฝูหลิงรีบเอามือถูปาก “ใช่ ท่านพ่อพูดมีเหตุผล อีกทั้งเขาอายุน้อย ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ถ้าลูกเป็นฮ่องเต้จะส่งแม่ทัพใหญ่ของเมืองตะวันตกหรือทางใต้ที่มีประสบการณ์รบโชกโชนไปแน่นอน”
ทั้งสามคนปากก็บอกว่าเป็นลู่พั่นไม่ได้ เขาไปไม่ได้ แต่ภายในห้องกลับเงียบอยู่สักพัก แต่ละคนต่างมีเรื่องคิดในใจ
สุดท้ายซ่งฝูเซิงก็ทำลายความเงียบ “เช่นนั้นงานครั้งนี้ก็มีเกียรติมาก พ่อจะต้องตั้งใจคุมเสบียงเพื่อเอาไปให้หน่วยที่รับบทหนัก ทหารพวกนั้นคือผู้กล้า จะลำบากแค่ไหนก็คุ้มค่า พ่อยอมรับ”
…
สิ่งที่สองพ่อลูกเดาต่างถูกหมด รวมถึงความหมายของกลยุทธ์ที่วางไว้แบบนี้ จุดประสงค์คือเพื่อลดความกดดันของกองทัพใหญ่ตอนโจมตีด่านอวิ๋นหยา ตีเมืองแตกได้โดยเร็ว
หากครั้งนี้ทำรวดเดียวไม่สำเร็จ ปล่อยให้อ๋องพวกนั้นมีเวลาตั้งหลัก การจะโจมตีอีกครั้งก็ยากแล้ว
สรุปว่า ตอนนี้ถ้าทหารข้าศึกจับตัวสองพ่อลูกไปได้ ขุดสมองที่เดาเรื่องทั้งหมดออก แบบนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าสงครามจะยืดเยื้อจนกระทั่งหมี่โซ่วโต
และคนที่คิดกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ได้ก็คือลู่พั่น
ตอนนั้นมีเสียงคัดค้าน พวกเราไม่เคยทำศึกโดยออกทางทะเลมาก่อน
ลู่พั่นบอกว่า ไม่มีใครเป็นมาแต่กำเนิด
ก็เพราะไม่มี ถึงจะทำให้อ๋องหลู่ตั้งรับไม่ทัน ทำลายแนวหลังของเขาในขณะที่เขาส่งกองกำลังส่วนใหญ่ไปช่วยด่านอวิ๋นหยา
และนับแต่นั้นเป็นต้นมาถึงได้มีฐานฝึกลับ แม่น้ำหายแข็งก็ลงแม่น้ำ เข้าหน้าหนาวก็ฝึกในที่ร่ม
สองพ่อลูกยังเดาถูกแม้กระทั่งความคิดของฮ่องเต้
อดีตอ๋องเยี่ยนไม่เคยเอาหน่วยพิเศษที่ลู่พั่นฝึกนี้มาพิจารณาตั้งแต่ต้น ต่อให้ลู่พั่นเอ่ยปากก็ตาม
ตระกูลลู่ทำเพื่อเขาและราชสำนักมามากพอแล้ว
ฮ่องเต้องค์ใหม่อนุญาตให้ลู่พั่นฝึกทหาร แต่กลับไม่อนุญาตให้เขาไป
แต่เรื่องทุกอย่างบนโลกใบนี้มักเปลี่ยนแปลงได้เสมอไม่ใช่เหรอ
ก็เหมือนกับซ่งฝูเซิงที่เป็นคนธรรมดา ยังสามารถรับหน้าที่ขนส่งเสบียงได้ ใครจะไปคาดคิด
เย็นวันนั้น ทุกคนก็ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว
ท่านย่าหม่าถามว่าทำไม ให้ตำแหน่งขุนนางแล้วเหรอ ให้เงินพวกเราเยอะไหม ไม่มี เช่นนั้นมีสิทธิ์อะไร เราทำตามหน้าที่ของเรา พวกเราเป็นหน่วยสนับสนุนแนวหลังไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องเอาลูกชายข้าไปส่งเสบียงด้วย
ตกลงว่าจะให้ลูกชายข้าทำงานอยู่แนวหลังหรือให้ไปส่งของที่แนวหน้ากันแน่ เอาให้มันแน่นอนได้หรือเปล่า ขุนนางพวกนั้นไม่มีคนให้ใช้แล้วเหรอ
ซ่งฝูเซิงนั่งอยู่ที่หน้าลานบ้าน จำต้องปลอบทุกคน
“ไม่ทำไมหรอก ถามใต้เท้าว่าทำไมก็ไม่ได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นไม่เกี่ยวกับให้ตำแหน่งขุนนางหรือให้สิทธิพิเศษอะไร เป็นหน้าที่ เพราะราชสำนักเชื่อใจข้า”
เขาก็อยากพูดอะไรที่สร้างความฮึกเหิมอยู่หรอก แต่มันพูดไม่ออก
พอเขาไป งานที่บ้านตั้งเยอะแยะจะทำอย่างไร อยู่นอกเหนือแผนงานทั้งนั้น ไม่ได้เตรียมตัวเลยสักนิด