ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 485 จากไป / ตอนที่ 486 บาดเจ็บสาหัส
ตอนที่ 485 จากไป
ความรู้สึกของท่านลุงซ่งไม่ค่อยเหมือนกับท่านย่าหม่าที่ไม่อยากให้ลูกชายไป
ถามซ่งฝูเซิง “มันจะปลอดภัยไหม”
“ปลอดภัย ไม่ออกนอกเขตของฮ่องเต้องค์ใหม่ และก็ไม่ได้ไปส่งที่แนวหน้าด้วย”
“หา เช่นนั้นไปแค่ครึ่งเดือน หนึ่งเดือน ก็กลับมาได้แล้วสิ”
“ใช่”
ท่านลุงซ่งชี้ไปที่พวกหนุ่มๆ ในบ้าน “เช่นนั้นก็รีบเลือกคน เอาแค่พวกคนแปลกหน้าไปช่วยขนมันไม่สะดวก อย่างไรข้างกายก็ต้องมีคนในครอบครัวไปด้วย”
ท่านลุงซ่งคิดว่า เผื่อในอนาคตฝูเซิงทำงานเข้าตา แต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องถูกจับตาดูว่าทำงานคล่องหรือเปล่าใช่ไหมล่ะ เราต้องมองการณ์ไกล
อย่างพวกเราเรียกว่าลงแรงก่อนค่อยเก็บเกี่ยวทีหลัง
ขอเพียงแต่ไม่มีอันตรายเป็นพอ
…
ตกกลางคืน
พวกผู้หญิงทำงานกันมาทั้งวันแต่กลับไม่เข้านอน กำลังเย็บถุงนอนกันอยู่
เฉียนเพ่ยอิงที่อยู่ใต้แสงตะเกียงหาวออกมา พลางเอาแผ่นกันชื้นที่หยิบมาจากพื้นที่พิเศษเย็บใส่ถุงนอน ข้างนอกค่อยยัดดอกฝ้ายเข้าไปอีก ต้องทำให้ถึงขั้นที่ว่า ถ้าไม่รื้อออกมาก็มองไม่ออก
ซ่งฝูหลิงก็อยู่ข้ามคืน วาดแผนที่ใหม่อีกครั้ง นางวาดให้ชัดขึ้น แถมยังมีคำอธิบายประกอบ ขาดก็แค่เอาเสียงไปเปิดประกอบบนกระดาษระหว่างทางแล้ว เลี้ยวซ้ายข้างหน้า ข้างหน้ามีอะไรๆ
หมี่โซ่วอยู่ห้องเล็ก กำลังถูหลังให้ท่านลุงและสระผม
สามวันต่อมา
“ท่านพ่อ นี่เป็นถุงใส่เกลือผสมน้ำตาล ลูกผสมในอัตราส่วนที่พอดีแล้ว ระหว่างทางพวกท่านพ่อก็เอาใส่กระเป๋าน้ำทุกวัน ชงกับน้ำร้อนดื่ม ดื่มน้ำเกลือผสมน้ำตาลรับรองว่าเหงื่อออกร่างกายไม่ขาดน้ำแน่นอน”
“ท่านพ่อ ในถุงนี้เป็นดินประสิว ท่านพ่อต้องวางแยกไว้ต่างหาก ลูกผสมไว้ดีแล้วเหมือนกัน น่าจะพอให้พวกท่านพ่อใช้ทำน้ำแข็งได้ตลอดทาง จำได้ใช่ไหมว่าทำยังไง”
“จำได้แล้ว ใส่ถ้วยเล็กในกะละมังใหญ่ เทน้ำใส่ให้หมด เทดินประสิวลงไปก็จะกลายเป็นน้ำแข็ง พอจับตัวเป็นน้ำแข็ง น้ำในกะละมังใหญ่ก็ไม่ต้องทิ้ง ให้ความร้อนด้านนอก อังไฟจนน้ำแห้ง ระเหยตกเป็นผลึก เอาออกมาใช้ต่อได้”
ลูกสาวเขาเป็นห่วง ได้ยินว่าต้องขนเต้าหู้นมจำนวนมาก อากาศร้อน กลัวอยู่ระหว่างทางนานจะละลายเสียหายหมด จึงให้เขาไปหาดินประสิว
ดินประสิวละลายน้ำง่าย ดูดความร้อนจับตัวเป็นน้ำแข็ง
เขาให้ใต้เท้าหลีออกตั๋วเป็นพิเศษเพื่อไปขอดินประสิวจาก ‘หน่วยน้ำแข็ง’
ให้ดินประสิวมาไม่น้อย แต่ลูกสาวเขาบอกว่าไม่ต้องใช้ทั้งหมด จึงเอาไว้แค่ส่วนหนึ่ง
หน้าหมู่บ้าน
ซ่งฝูเซิงมองทุกคน “พริก?”
ท่านลุงซ่งตอบทันที “วางใจได้ มีพวกเราอยู่”
หัวหน้าตระกูลเริ่นพยักหน้าให้ซ่งฝูเซิง “มีพวกเราเหมือนกัน”
“พอข้าไปแล้วเรื่องส่งของล่ะ”
“ไม่ต้องกำชับอะไรมากหรอก ความปลอดภัยของพวกเจ้าทุกคนสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น”
หัวหน้าตระกูลเริ่น “พวกเราก็อยู่”
ชาวหมู่บ้านเหรินจยาอยู่กันทั้งหมด โบกมือให้พวกซ่งฝูเซิง “วางใจเถอะ รีบไปรีบกลับ เดินทางปลอดภัย”
ซ่งฝูเซิงคิดในใจ อย่าไล่ข้ากันสิ ขอข้าอยู่ต่ออีกหน่อย
ยังมีคำพูดอีกตั้งมากมายที่อยากพูด สุดท้ายกลับแค่มองข้ามแล้วลูบหัวหมี่โซ่ว “ทำไมเจ้าไม่ร้องไห้ล่ะ”
หมี่โซ่วเอียงหน้ามองซ่วนเหมียวจื่อกับเนียนปาน้อย ครั้งนี้พ่อของสองคนนี้ก็ไปด้วย จากนั้นจึงเงยหน้าตอบ “ไปแค่ยี่สิบวันก็กลับแล้วไม่ใช่เหรอ งั้นทำไมต้องร้องด้วย ไม่ได้จะเกิดเรื่องสักหน่อย จะไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหม”
ซ่งฝูเซิง “…ใช่”
ได้ พวกเจ้ามันใจแข็ง
แต่ละคนไม่เห็นเรื่องที่เขาต้องเดินทางไกลเป็นเรื่องใหญ่
สุดท้ายซ่งฝูเซิงก็สบตาลูกกับภรรยา ทำสีหน้าประมาณว่า ‘เจอกันในพื้นที่พิเศษนะ’ จากนั้นถึงหันตัวเดินออกพร้อมกับพวกผู้ชายอีกสิบคน
ทั้งสิบเอ็ดคนไปแล้ว เรื่องที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ทุกคนกลับยืนมองส่งอยู่ที่เดิมตลอด ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
น้ำมูกของหมี่โซ่วไหลออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย กลั้นไว้ไม่อยู่แล้ว “ฮือๆๆ”
ซ่วนเหมียวจื่อรีบเดินเข้ามาหา “เจ้าร้องก่อน หมี่โซ่ว เจ้าแพ้แล้ว” พูดจบก็แหกปากร้องไห้ออกมา “ท่านพ่อ!”
เนียนปาน้อยเข้ามาหา ทั้งสามคนเงยหน้ามองฟ้า ร้องไห้พลางตะโกนอยู่ในใจ
เมื่อไรจะกลับมา ฝูเซิง จงอวี้ ฝูกุ้ย
ตอนที่ 486 บาดเจ็บสาหัส
ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาสี่ร้อยคนรวมเป็นหนึ่งหน่วย คุมเกวียนล่อหนึ่งร้อยเล่มที่บรรทุกเสบียงอัดแน่น นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่แบกขึ้นหลังหรือหาบไป
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าก็คือหัวหน้าของทุกคน ซ่งฝูเซิง…
…ข้ามีเงื่อนไขกับพวกท่านเพียงข้อเดียว ต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง!…
…ตรงนี้มีเรื่องหนึ่งที่ทุกท่านอาจไม่ทราบ เมื่อทำงานครั้งนี้เสร็จกลับมา ข้าจะต้องส่งใบรายชื่อ…
…ระหว่างทางใครทำงานไม่ดี ก็จะถูกรายงานชื่อขึ้นไป อีกทั้งยังกำหนดจำนวนมาให้ข้าด้วย…
…เราต่างลำบากด้วยกันทั้งนั้น ข้าเองก็ไม่อยากทำแบบนี้ แต่นี่คือคำสั่ง…
…ส่วนคนที่ถูกส่งรายชื่อขึ้นไป ทางการจะจัดการอย่างไร พูดตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้”
ชาวบ้านธรรมดาสี่ร้อยคนต่างแสดงสีหน้าลนลานขึ้นมาทันที สมองปรากฏความคิดที่ว่า ‘ถ้าถูกส่งรายชื่อไปได้จบเห่แน่ งานดีๆ ในตอนนี้จะกลายเป็นงานเสี่ยงตายทันที’
แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของคนเหล่านี้ งานลำเลียงเสบียงเป็นงานที่ดีที่สุดแล้วของการถูกเกณฑ์มา บางคนยังไปขอให้คนช่วยส่งมาทำงานนี้
อีกทั้งพวกเขาก็ฟังเข้าใจแล้วว่า จะต้องมีคนถูกรายงานชื่อขึ้นไป
คัดคนทำงานได้ธรรมดาออกมาจากคนทำงานเก่ง คัดคนทำงานแย่ออกมาจากคนทำงานได้ธรรมดา เอาเศษออก
ประเด็นคือมีอยู่ปัญหาหนึ่ง ไม่รู้ว่าหัวหน้าต้องคัดคนออกจำนวนเท่าไร
ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าแค่สิบอันดับสุดท้ายไม่พอ เกิดเบื้องบนสั่งให้หัวหน้ารายงานไปยี่สิบคนล่ะ
ถ้ายี่สิบอันดับสุดท้ายยังไม่พออีก เกิดเบื้องบนสั่งให้หัวหน้ารายงานไปสามสิบคนล่ะ
คิดต่อไม่ได้แล้ว เหนื่อยใจ
พวกเขาทั้งสี่ร้อยคนนี้ ดูท่าจะไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมเดินทางที่ต้องขนเสบียงไปส่งร่วมกัน แต่ยังมีความสัมพันธ์เป็นคู่แข่งอีกด้วย จะต้องมาฟาดฟันกันเอง ทำให้หัวหน้าเห็นว่าตัวเองมีพละกำลังดีกว่าคนอื่น ต้องทำผลงานให้โดดเด่นยิ่งกว่า
ซ่งฝูเซิงมองสีหน้าของคนเหล่านี้ เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ต่อไปจะขอแนะนำหัวหน้ากลุ่มย่อยของแต่ละกลุ่ม ระหว่างทางเกิดปัญหาอะไรก็บอกหัวหน้ากลุ่มตัวเองได้ แล้วพวกเขาจะพิจารณาว่าจะมารายงานข้าหรือไม่”
สี่ร้อยคนแบ่งเป็นกลุ่มละสี่สิบคน
ซ่งฝูเซิงดูแลกลุ่มหนึ่ง มีบอดี้การ์ดเป็นซื่อจ้วง เดินตามติดตลอดเวลา
อีกทั้งเกวียนเล่มแรกที่เขาดูแลเป็นข้าวของจากบ้านตัวเองทั้งหมด เขาสามารถนั่งไปบนเกวียนล่อได้
หัวหน้ากลุ่มสองคือ หวังจงอวี้
หัวหน้ากลุ่มสามคือ ต้าหลังผู้เป็นหลานชาย
หัวหน้ากลุ่มสี่คือ ซ่งฝูลู่
หัวหน้ากลุ่มห้าคือ ซ่งฝูกุ้ย
หัวหน้ากลุ่มหกคือ เกาเถี่ยโถว
หัวหน้ากลุ่มเจ็ดคือ เถียนสี่ฟา
หัวหน้ากลุ่มแปดคือ ซ่งปั๋วไฉลูกชายคนเล็กของยายรองซ่ง
หัวหน้ากลุ่มเก้าคือ ซ่งฉางชิงหลานชายลุงซ่ง
หัวหน้ากลุ่มสิบคือ กัวคนโต
กัวคนโตมีประสบการณ์คุมเสบียงรั้งท้าย
และนี่ก็คือสิบคนที่ซ่งฝูเซิงคัดสรรมาจากในครอบครัว
เด็กหนุ่มอย่างต้าหลัง เถี่ยโถว ฉางชิงหลานชายลุงซ่ง ครั้งนี้เขาอยากพาออกมาหาประสบการณ์ฝึกฝนตัวเองหน่อย
ซ่งฝูเซิงประกาศเสร็จ หัวหน้าทั้งสิบก็แยกย้ายไปเข้ากลุ่มย่อยสี่สิบคนที่ตัวเองดูแล
พวกเขาม้วนผมเป็นมวยไว้บนหัว หวีเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ในมือมีหอกที่ยาวสองเมตร ใบมีดสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ด้านหลังแบกลูกธนู ตรงหน้าอกที่แบกไว้นั่นใช่ห่อผ้าหรือเปล่า
ไม่ พวกเราเรียกมันว่ากระเป๋าสะพาย ตรงก้นกระเป๋าผูกติดไว้กับเอวเคลื่อนย้ายไม่ได้ ในนั้นมีของกินที่ลูกให้มา
‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ออกโรงเดี๋ยวรู้เรื่อง
บรรดาชาวบ้านแรงงานหลบสายตาเข้มงวดของหัวหน้ากลุ่มตัวเองด้วยความระมัดระวัง “…”
สัมผัสที่หกบอกพวกเขาว่า ไม่ใช่แค่ต้องออกแรงเพื่อเอาชนะเพื่อนร่วมกลุ่ม อีกทั้งใครกล้าระหว่างทางไม่เชื่อฟัง ดีไม่ดีได้ถูกเชือดทิ้ง
อะไรกัน มันจะเข้มงวดมากเกินไปแล้ว
เพิ่งวันแรก พวกชาวบ้านก็ถูกวิธีควบคุมเพื่อความเรียบร้อยของพวกซ่งฝูเซิงเล่นงานเสียจนเกิดภาพหลอน พวกเราไม่ได้ลำเลียงเสบียง พวกเราเป็นกองทหารที่แข็งแกร่ง
อย่างเช่น เมื่อด้านหน้าสุดโบกธงสีน้ำเงินที่มีอักษรปักว่า ‘แนวหลังเมืองเฟิ่งเทียน’ หัวหน้ากลุ่มทั้งสิบก็จะตะโกนทันที
“เปลี่ยน!”
“เปลี่ยน!”
“เปลี่ยน!”
ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า ตะโกนถ่ายทอดคำสั่งอย่างต่อเนื่อง คนที่คุมเกวียนต้องเปลี่ยนตำแหน่งกับคนที่หามเสบียง เปลี่ยนงานเบาให้เพื่อนในกลุ่มได้ไปคุมเกวียนพักบ้าง
พวกเขาสับเปลี่ยนกันพักแบบนี้
อีกทั้งบนเกวียนล่อร้อยเล่มก็มีธงขนาดเล็กที่ติดเบอร์ปักอยู่ ดูก็รู้ว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน
ฆ้อง ลำโพง ครั้งนี้ซ่งฝูเซิงเตรียมมาด้วยหมด ครั้งนี้พวกเราไม่เหมือนกับตอนลี้ภัย
เมื่อเสียงฆ้องดังขึ้นแสดงว่าให้พักผ่อนอยู่กับที่
พวกชาวบ้านก็จะวางของที่แบกอยู่ทันที มองหัวหน้าของกลุ่มตัวเอง หัวหน้าของแต่ละกลุ่มก็จะแบ่งงานให้แต่ละคนทันที
แต่ละกลุ่มให้ห้าคนตั้งหม้อ หาฟืนตัดฟืนแถวนั้น
ห้าคนออกจากกลุ่มไปหาบน้ำขุดผักป่า
ห้าคนตรวจดูอิฐนมที่อยู่บนเกวียนล่อว่าเกิดการละลายหรือไม่ ถ้ามีให้รีบมารายงานทันที เกวียนเล่มที่เท่าไรละลายแล้ว
ชาวบ้านเหล่านี้อ่านหนังสือไม่ออก เพื่อป้องกันการรายงานผิดพลาด ธงขนาดเล็กติดเบอร์ที่ปักอยู่บนเกวียนล่อก็ได้ถูกใช้ประโยชน์ ดึงออกมาแล้วเอาไปมอบให้
ธงขนาดเล็กเหล่านี้สุดท้ายจะถูกส่งมอบจากมือของหัวหน้าแต่ละกลุ่มไปยังมือของซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงจะคำนวณดินประสิวที่อีกเดี๋ยวต้องใช้ทำน้ำแข็งอยู่ในใจตามจำนวนธงว่ามากหรือน้อย
คนที่เหลือส่วนหนึ่งช่วยเอาตัวเกวียนออกแล้วจูงล่อออกไปพักกินอาหาร อีกส่วนหนึ่งจะได้นั่งพักอยู่เฉยๆ
แต่ละคนจะต้องสับเปลี่ยนหมุนเวียนงานพวกนี้กัน
เรื่องที่ทำให้พวกชาวบ้านสงสัยที่สุดก็คือ พวกเขาแต่ละกลุ่มมีสองหม้อ ทุกครั้งก่อนต้มน้ำหัวหน้าของแต่ละกลุ่มจะโยนห่อผ้าลงไปในน้ำหนึ่งห่อ
มันคืออะไรเหรอ
สองวันต่อมาหัวหน้าซ่งฝูกุ้ยอารมณ์ดีถึงได้ไขข้อสงสัยให้ “เอาไว้กรองน้ำ อย่าถามมาก”
ฟังดูแล้วกัน น้ำเสียงแบบนี้ นี่ยังถือว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มที่คุยด้วยง่าย
น้ำแกงผักป่า ขนมปังดำ ซ่งฝูเซิงเป็นคนพาพวกชาวบ้านกินของเหล่านี้
พอตกดึก ผ้าห่มล่ะ ผ้าห่มอะไรล่ะ พื้นที่ทั้งหมดเอาไว้บริการเสบียงทั้งนั้น วางเสบียงเต็มทุกพื้นที่ แล้วจะขนผ้าห่มมาให้พวกเขาได้ยังไง
เรื่องที่พวกชาวบ้านรู้สึกประทับใจก็คือ หัวหน้าแต่ละกลุ่มมีสีหน้าเข้มงวดก็จริง แต่อยู่ๆ ก็ให้พวกเขาดึงเสื่อฟางที่คลุมอิฐนมบนเกวียนลงมาได้
พวกชาวบ้านถึงสังเกตเห็นว่าใต้เสื่อฟางยังมีซัวอี[1]ที่ชาวสวนทำ สิ่งที่คลุมอิฐนมกับเสบียงอาหารอยู่ใต้ซัวอีคือผ้าใบ ก็ไม่รู้ว่าใต้ผ้าใบยังจะมีอะไรอีกหรือเปล่า
นี่เป็นการเตรียมตัวที่พร้อมมาก
ใช่ไหมล่ะ พวกยายๆ ที่มีท่านย่าหม่าเป็นคนนำเคยลี้ภัยกันมาก่อน ประสบการณ์เต็มเปี่ยม ของที่วางแผนเตรียมให้ช่วยให้เกวียนล่อบรรทุกได้เยอะขึ้นไม่กินที่ ของที่เอาไปก็ดึงเอามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด
เสื่อฟางแต่ละผืนถูกปูเรียบร้อย ใช้เสื้อผ้าขาดๆ ปิดหน้านอนหลับ มีการผลัดเปลี่ยนเวรยามตอนกลางคืน หากใครยืดยาดไม่ยอมลุกขึ้นเดี๋ยวหัวหน้ากลุ่มจะมาถีบปลุก
คนเข้าเวรจะได้รับเศษก้อนนม เอามาชงน้ำดื่ม แน่นอนว่าจะเคี้ยวกินโดยตรงก็ได้เช่นกัน เรื่องนี้หัวหน้าไม่ยุ่ง
พวกหัวหน้ากลุ่มก็ผลัดเปลี่ยนกันมาคุมเช่นกัน แบ่งเป็นสามกลุ่มในหนึ่งคืน กลุ่มละสามคน รับหน้าที่จับตาดูคนที่เข้าเวร ลาดตระเวนสำรวจโดยรอบ
มีแค่หัวหน้าใหญ่ของพวกเขาที่ไม่ค่อยเดินไปไหน ออกเดินทางก็นั่งเกวียน ตอนเย็นพักผ่อนก็ยิงยาวยันฟ้าสว่าง
แต่ในความเป็นจริงซ่งฝูเซิงคำนวณเวลา เขาแอบพกนาฬิกาข้อมือมาด้วย สี่ทุ่มครึ่งของทุกคืนเขาจะเข้าพื้นที่พิเศษตรงเวลา ไม่ได้นอนเต็มที่หกชั่วโมงเลยสักคืน
พอเข้าพื้นที่พิเศษก็กินดื่ม ข้างนอกลำบากเหลือเกิน
ลูกสาวของเขาอยู่ข้างนอกผัดเนื้อเส้น ต้มน่องไก่ ต้มไข่ หุงข้าวที่โชยกลิ่นหอมและอื่นๆ อีก ยกเอามาไว้ให้เขาในพื้นที่พิเศษ
ร่างกายของพวกเขาพอเข้าพื้นที่พิเศษก็เป็นของจริงเหมือนกัน ไม่ใช่เงา
ซึ่งก็หมายความว่า กินได้ดื่มได้ ทำอะไรได้หมด
ร่างกายที่อยู่ข้างนอกยังคงเป็นในลักษณะหลับ
กินดื่มในนี้ ร่างกายที่อยู่ข้างนอกก็ดูดซึม ยกตัวอย่างเช่น กินน้ำในนี้จนอิ่ม ร่างกายที่อยู่ข้างนอกก็จะไม่รู้สึกกระหายแล้ว เล่นเอาเขาไม่กล้ากินผักจิ้มน้ำพริกไม่กล้ากินต้นหอม กลิ่นเต็มปาก เดี๋ยวคนอื่นจะสงสัยว่าไปเอาต้นหอมมาจากไหน และก็ไม่กล้าดื่มเหล้าแก้เซ็ง กลัวว่านอนในถุงนอนแล้วคนข้างๆ จะได้กลิ่นเหล้า
จากนั้นก็ถามภรรยากับลูกสาวถึงสถานการณ์ของอีกฝ่าย พอคุยกันก็ปาเข้าไปถึงเที่ยงคืนแล้ว
ดังนั้นตอนกลางคืนซ่งฝูเซิงจะได้นอนแค่สี่ห้าชั่วโมงเท่านั้น
เพราะนอกจากจะต้องเข้าพื้นที่พิเศษไปเจอภรรยากับลูกสาว ตอนตีสามครึ่งตีสี่ ขอเพียงแต่ข้างนอกฟ้าเริ่มสว่าง เขาก็จะต้องลุกขึ้นออกไปค่อนข้างไกลพร้อมซื่อจ้วง ใช้กล้องส่องทางไกลแอบมองเส้นทางข้างหน้า เพื่อดูว่าพาทุกคนเดินมาผิดทางหรือเปล่า
กล้องส่องทางไกลถูกพรางไว้ เพ่ยอิงใช้ผ้าป่านพันจนมองไม่ออกว่าคืออะไร
ตอนกลางวันเวลาซ่งฝูเซิงเดินทางจะมีแผนที่ของตัวเอง สรุปจากประสบการณ์
หนังสือแผนที่ประวัติศาสตร์เล่มนั้นในพื้นที่พิเศษบางจุดบอกว่ามีเส้นทาง แต่ในความเป็นจริงไม่สอดคล้องกัน ไม่มีเส้นทาง หญ้าขึ้นรกร้าง รวมถึงอยู่ๆ ก็มีภูเขาลูกเล็กโผล่มา ในแผนที่ไม่ได้เขียนไว้
ขนาดผู้เชี่ยวชาญเป็นคนจัดทำยังเกิดข้อผิดพลาดได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแผนที่เน่าๆ ที่ใต้เท้าหลีให้เขามาเลย ใช้การเดินเท้าวาดขึ้นทั้งหมด ยิ่งต้องมีตอนที่วัดผิดความคิดสับสน
เขายังคงเลือกเดินทางลัดที่ซ่งฝูหลิงเขียนกำกับมาให้
ซ่งฝูเซิงคิดเพียงว่า อย่ากลัวความยุ่งยาก อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์
ทำแผนที่ที่แม่นยำและสะดวกที่สุดเอาไว้ให้คนข้างหลังหรือคนที่จะมาส่งเสบียงหลังจากนี้ หรือแม้กระทั่งระหว่างทางตรงไหนมีแหล่งน้ำก็เขียนไว้ให้ด้วย
ฝนเทกระหน่ำ
ทุกคนฝึกมาอย่างดี ผ้าใบถูกคลุมบนเกวียนแต่ละเล่มในชั่วพริบตา
พวกชาวบ้านเอาซัวอีหรือเสื่อฟางมาคลุมตัว และก็พยายามปกป้องเสบียงอาหารที่ตัวเองแบกไว้บนตัว
บรรดาหัวหน้ากลุ่มยืนทำหน้าที่ของตัวเองท่ามกลางสายฝน ปล่อยให้น้ำฝนไหลอาบแก้ม
พวกเขายืนอยู่สองฝั่งของขบวน ทำท่าทางแบบเดียวกัน โบกมือพลางตะโกนกลางสายฝน “ไปข้างหน้า ไปข้างหน้า ไปข้างหน้า!”
บนเส้นทางดินโคลน เท้าจมลงไปในโคลน เมื่อชักเท้าขึ้นมาอีกครั้งรองเท้าหญ้าฟางก็หายไปแล้ว
พวกชาวบ้านที่แบกเสบียงไว้พร้อมใจกันช่วยดันเกวียนล่อ
มีเพียงท้องฟ้าที่ฝนลงกระหน่ำได้ยินเสียงตะโกนของพวกเขา “หนึ่ง สอง สาม ดัน หนึ่ง สอง สาม ดัน!”
และในวันนี้เอง ซ่งฝูเซิงเข้าพื้นที่พิเศษ เล่าให้ภรรยากับลูกสาวฟังก่อนว่าเจอฝนตกหนัก ให้ตายเถอะ ซวยมากทีเดียว เขาถึงได้เข้ามาดึกไงล่ะ นี่ก็ปาเข้าไปตีสองแล้ว
สภาพพื้นเละเทะมีแต่โคลน นอนกลางแจ้งไม่ได้แล้ว เลยจำเป็นต้องเร่งเดินทางทั้งคืนเพื่อที่จะได้เข้าไปพักในเมือง
ซ่งฝูหลิงกับเฉียนเพ่ยอิงนั่งรออยู่ในพื้นที่พิเศษทั้งคืน ครบหนึ่งชั่วโมงยังต้องถูกดีดออกไป กลับเข้ามาใหม่หลายครั้งรอจนกระทั่งเห็นซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูหลิงฟังจบก็ตื่นเต้น “ท่านพ่อ พวกท่านพ่อเข้าเมืองกันหมดแล้วเหรอ นี่ก็มาได้ครึ่งทางกว่าแล้ว อดทนอีกไม่กี่วันก็ถึงที่หมายแล้วนะคะ”
ห่างจากเมืองเย่าโจวที่เป็นจุดหมายปลายทางออกไปไม่ถือว่าไกลมากมีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ซ่งฝูเซิงพาทุกคนไปที่นั่น
“ใช่ พอเข้าเมืองแล้วยังได้ยินมาข่าวหนึ่ง”
เฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิงรีบถามว่าข่าวอะไร
“ดูเหมือนว่าคุณชายใหญ่จวนฉี หรือก็คือสามีของคุณหนูสามสกุลลู่บาดเจ็บสาหัส กำลังอยู่ระหว่างทางพากลับเมืองเฟิ่งเทียน มีหมอหลายคนติดตามไปด้วย พูดอย่างไม่เป็นมงคลหน่อยก็ ดูจากสภาพที่เร่งกลับทั้งวันทั้งคืน เหมือนกับว่าต่อให้ไม่ไหวแล้วก็ต้องพาเขากลับถึงบ้านให้ได้ เพื่อให้เจอครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย”
ซ่งฝูหลิงใจเสีย
สมองปรากฏใบหน้ายิ้มแย้มมีลักยิ้มของลู่จือหว่าน
ภาพของคุณหนูสามสกุลลู่ในความทรงจำของนางคือคนที่โชคดีเสมอ
เอาแต่ใจ กระเง้ากระงอด อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วยังมีความคิดไร้เดียงสา นั่นก็แสดงว่าถูกปกป้องมาอย่างดี
ในสมัยโบราณยึดตัวสามีเป็นหลัก เข้มงวดกับสตรี ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนี้ลู่จือหว่านยังมีนิสัยแบบนั้นได้ ย่อมไม่ใช่แค่ครอบครัวตัวเองปกป้องเลี้ยงดูออกมาแบบนั้น
หลังแต่งงานหากไม่มีความสุข นางคงเปลี่ยนไปนานแล้ว กลายเป็นคนระแวดระวัง สงบเสงี่ยม หรืออาจถึงขั้นที่ไม่มีรอยยิ้ม จะทำอะไรก็ไม่มองเห็นข้อดีของคนอื่นก่อน แต่จะกลายเป็นคนช่างจับผิด ช่างตำหนิ
โชคดีมากที่ลู่จือหว่านไม่เป็นแบบนั้น นั่นก็แสดงว่าสามีดีต่อนางมากหลังแต่งงาน
หากคุณชายใหญ่จวนฉีมีอันเป็นไป เช่นนั้น ลู่จือหว่านคง…
———————-
[1] ชุดกันฝนที่ถักทอจากฟางข้าว