ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 487 สิ้นชีพ
ซ่งฝูเซิงเดินทางด้วยประสิทธิภาพสูงจนถึงเมืองเย่าโจว คนจำนวนมากขนาดนี้นอนกลางดินกินกลางทราย ทรหดอดทนมาหลายวัน แต่ทว่าแต่ละคนยังดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้
มองธงขนาดเล็กที่โบกสะบัดอยู่บนเกวียนล่อแต่ละเล่ม ใต้เท้าที่รับหน้าที่รับเสบียงรู้สึกค่อนข้างเหนือความคาดหมาย จากนั้นได้ก้มมองวันเดินทางที่ใต้เท้าหลีลงไว้บนหนังสือที่แนบมา แล้วหันมองซ่งฝูเซิง ขบวนนี้ขนมาเร็วที่สุด
แต่เขาไม่ได้เอ่ยชมและไม่ได้ตกรางวัลอะไรให้
ทั้งยังไม่อนุญาตให้พวกซ่งฝูเซิงอยู่ในเมือง
อดทนต่ออากาศร้อนที่เหงื่อออกจนหน้ามัน มือปราบของเมืองเย่าโจวพาเดินทางอีกหนึ่งวัน เพื่อไปยังหมู่บ้านประมงที่ติดทะเล
นี่ต่างหากที่เป็นจุดหมายปลายทางของการส่งเสบียง ถือเป็นที่หมายสุดท้าย
หมู่บ้านประมงที่หมายสุดท้ายขนาดใหญ่โตมาก
คลังเก็บเสบียงชั่วคราวก็ใหญ่มากเช่นกัน
คนที่นี่งานยุ่งกันหมด
หลังจากที่ซ่งฝูเซิงส่งมอบเสบียงทั้งหมดเสร็จก็วิ่งไปสืบข่าวจากชาวประมงที่ริมทะเล “พี่ชาย กำลังต่อเรือกันอยู่เหรอ”
ชาวบ้านบอกว่า ต่อเรือกันมาตลอด ต่อมานานแล้ว
ซ่งฝูเซิงคิดในใจ ดูเอานะ เป็นอย่างที่คิด ดูท่าลูกสาวของเขาจะเดาถูกหมด
ไม่กล้าถามเรื่องเรือไปมากกว่านี้แล้ว จำคำเตือนของเมียขึ้นใจ คุยกันในบ้านพอแล้ว ไปข้างนอกอย่าไปพูดเรื่องที่อ่อนไหว เดี๋ยวภัยจะมาถึงตัว
แต่ซ่งฝูเซิงมีความเคยชินอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่ไปถึงที่ไหนก็จะต้องพูดคุยกับคนในท้องที่ ถ้าไม่ถามจะรู้สึกทุรนทุราย
“ไม่ทราบว่ามีแล่ปลาขายไหม”
อันที่จริงของที่เขาถูกใจที่สุดก็คือข้าวสารของที่นี่ ได้ยินว่าเมื่อก่อนราคาถูกกว่าเมืองเฟิ่งเทียน
แต่สถานการณ์ในตอนนี้ ข้าวชั้นดีไม่เพียงแต่จะต้องให้ราชสำนัก ยังต้องส่งไปที่แนวหน้าด้วย คาดว่าคนในพื้นที่ปลูกเองก็ยังไม่ได้กิน
“ปลิงทะเลล่ะ แมงกะพรุน กุ้งสด กุ้งแห้ง กุ้งป่น”
เอาเป็นว่าห้ามกลับบ้านมือเปล่า
“อะไร อะไรเยอะนะ พูดดังๆ หน่อย ได้ยินไม่ชัดเลย”
“แตงโมกับท้อเหรอ ซื้อ ลากเกวียนมาหลายเล่ม ระหว่างทางกระหายน้ำจะได้กิน”
จากนั้นพวกซ่งฝูเซิงก็เริ่มสาละวน
เฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิงฟังแล้วก็หมดคำจะพูด
พวกนางอยู่บ้านทำงานเหนื่อยจนแทบสลบ คนหมู่บ้านเหรินจยากับครอบครัวพวกเราขึ้นเขาลงแปลงเพาะปลูกทำงานกันทุกวัน ทำกันได้แค่ไหนก็แค่นั้น
หญิงสูงวัยในหมู่บ้านอย่างพวกสะใภ้เก้า ถึงขั้นที่ข้ามแม่น้ำมาช่วยทำอาหารแล้ว ปรากฏว่าดูเหล่าซ่งทำสิ ฟังเรื่องที่เขาเล่านะ มันน่าโมโห
“รอตรวจของ จะรับของต้องตรวจนับ ก็คือให้พวกเราได้พัก ขังพวกเราไว้ในที่พักแห่งหนึ่ง กินนอนที่นั่น…
…นอนกันไม่หมดก็ไปนอนข้างนอก นอนกันจนชินแล้วก็ไม่อะไรหรอก ข้างนอกอากาศร้อน ไม่หนาวตาย มีลมทะเลพัดมาเอื่อยๆ ยังพอรู้สึกเย็นได้บ้าง…
…ประเด็นคือไม่มีอะไรให้กิน ไปถึงที่แล้วยังจะให้พวกเรากินขนมปังดำกับน้ำแกงผักป่า…
…จริงสิ ลูกพ่อ ขนมปังดำของลูกมันเอียนจริงๆ นะ พ่อกินจนตอนนี้แค่เห็นก็อยากจะอ้วกแล้ว…
…พ่อดูแล้วแบบนี้ไม่ไหว พ่อรู้จักมือปราบที่นั่นหลายคน เลยบอกพวกเขาแล้วก็ออกไป”
ซ่งฝูหลิง “ท่านพ่อเพิ่งไปถึงก็รู้จักมือปราบหลายคนแล้วเหรอ”
“หา”
เฉียนเพ่ยอิง “คุณพาชาวบ้านสี่ร้อยคนนั่นออกไปด้วยเหรอ”
“พาไปไม่ได้ พาไปแค่พวกต้าหลัง พวกเราสิบเอ็ดคนออกไป หาครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้าน บ้านนั้นก็ไม่มีอะไรให้กิน พวกเราเลยย่างปลิงทะเลกิน ซื่อจ้วงกินตัวเท่านี้ไปตั้งหลายตัว”
เฉียนเพ่ยอิง ซ่งฝูหลิง “…”
“เอาเงินให้ผู้หญิงบ้านนั้นไปหน่อย ให้เขาทำปลาอินทรีผัดผักกาดขาว”
ปลาอินทรีเป็นหนึ่งในปลาทะเลที่มีสารอาหารมากที่สุด
เฉียนเพ่ยอิง ซ่งฝูหลิง “…”
“กุ้ง”
ยอมกินกุ้งคำเดียวดีกว่ากินปลาอะไรไม่รู้ครึ่งกระบุง
สองแม่ลูกนั่งอยู่ที่โซฟามองซ่งฝูเซิงกินแป้งทอดไส้เนื้อวัวพลางเล่าสารพัดเรื่องในหมู่บ้านประมงให้ฟัง
ฟังเข้าใจแล้ว สรุปความได้ว่า ชีวิตของพ่อนางตอนอยู่ที่นั่นคือ
“ข้ามาแล้ว ปลิงทะเล ฮาย~ ปลาอินทรี เฮลโล่ กุ้งไต่ๆ น่ารักจริงๆ เลยนะ…
…รอพวกเรานานหรือเปล่า…
…ดูหุ่นพวกเจ้าสิอวบอั๋นจ้ำม่ำดีจริงๆ รู้แล้วน่าว่ารอพวกเรามากินอยู่”
ขณะที่ซ่งฝูเซิงพูดอยู่ก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศเงียบไป จึงมองสองแม่ลูกที่โซฟา “เอ่อ คือ เดี๋ยวใช้ดินประสิวแช่แข็งกลับไปให้นะ”
แถมยังทำท่าทางตบต้นขาด้วยความเสียดาย “ลูกพ่อ ถ้าลูกอยู่ด้วยนะ พวกเราสองคนจะได้เอาอาหารทะเลยัดใส่พื้นที่พิเศษได้ พ่อทำคนเดียวไม่ได้ ใส่ไม่เข้า”
เฉียนเพ่ยอิงรีบกำชับ
“ทางการสั่งไว้ไม่ใช่เหรอว่าให้เอาเกวียนล่อกลับมาแค่สิบเล่ม ที่เหลือให้ทิ้งไว้ เจ้าอย่าซื้ออะไรมั่วซั่ว เดี๋ยวจะเอากลับมายังไง แถมบางอย่างก็เก็บยาก กลิ่น…”
คำว่ากลิ่นเหม็นยังไม่ทันพูดจบ ภายในพื้นที่พิเศษก็ไม่เหลือใครสักคน ทั้งสามคนถูกดีดออกไปพร้อมกัน หมดเวลาแล้ว เก็บกวาด
ในขณะที่ซ่งฝูเซิงพาพวกชาวบ้านแรงงานพร้อมเกวียนสิบเล่มไปขนของฝากจากทะเลเดินทางกลับ ฉีตงหมิงสามีของลู่จือหว่านที่ถูกแจ้งว่าอาการหนักหลายครั้ง ยื้อยุดกับยมทูตไปหลายรอบ ทนทิ้งภรรยาท้องโตไว้ไม่ได้ ในที่สุดก็กลับถึงบ้าน นอนพักได้สองวันก็ลืมตาขึ้น
ลู่จือหว่านรีบรุดไปที่เตียง ร้องไห้ฟูมฟายพูดอะไรไม่ออก
พวกหมอต่างพากันบอกว่าปาฏิหาริย์
แต่ครั้งนี้ฉีตงหมิงบาดเจ็บจากแนวหน้าอาการสาหัสมาก หากรักษาตัวอย่างน้อยก็ต้องสองสามปีกว่าจะฟื้นคืนเรี่ยวแรง
ฉีตงหมิงถูกช่วยชีวิตกลับมาได้แล้ว แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจวนลู่ ไม่สิ ราชสำนักจะโชคไม่ดีถูกโจมตีอีกครั้ง หลังจากฮ่องเต้องค์ใหม่ได้ยินข่าวก็ถึงกับทรุดนั่งบนบัลลังก์มังกร หลั่งน้ำตามองแสงอาทิตย์อัสดงนอกหน้าต่าง
ผู้บัญชาการใหญ่ แม่ทัพเจิ้นกั๋ว บิดาของลู่พั่น กำลังถูกนำร่างออกจากทัพหน้าเพื่อส่งกลับเมืองเฟิ่งเทียน
“แม่ทัพใหญ่ของข้าทำศึกสงครามอยู่ข้างนอกมาหลายปี เหนื่อยสะสมจนล้มป่วย โรคหัวใจถึงได้กำเริบอย่างกะทันหัน ตกม้าถึงแก่ชีวิต”
ลู่พั่นที่ฝึกทหารอยู่ที่หน่วยมาตลอด ลู่พั่นที่ยื่นขอไปแนวหน้ามาตลอดแต่กลับถูกปฏิเสธ คอแข็งในชั่วขณะ นิ่งอึ้งไปทั้งตัว
ผ่านไปสักพักถึงค่อยๆ หันไปหาซุ่นจื่อ
“เจ้าว่าอะไรนะ”
ซุ่นจื่อรีบคุกเข่าลง คลานขึ้นหน้า ร้องไห้ฟูมฟาย กอดขาของลู่พั่นแน่น “คุณชาย คุณชาย ต้อง ฮือ…”
ซุ่นจื่ออยากปลอบลู่พั่นว่าต้องเข้มแข็งทำใจดีๆ ไว้ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก