ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 488 ข่าวลับ
สนามฝึกที่ก่อนหน้านี้อึกทึก เวลานี้เงียบจนน่าตกใจ
ดูเหมือนม้าจะรู้สึกได้ถึงความเศร้าของผู้คน มีแค่พวกมันที่ขยับอย่างไม่เป็นสุข
ทหารกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าทรุดตัวคุกเข่าเงียบๆ
นับตั้งแต่วันที่ได้เป็นทหารอย่างเป็นทางการ เรียกได้ว่าพวกเขาทุกคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพเจิ้นกั๋ว
ลู่พั่นโดดเด่นอยู่ท่ามกลางทหารที่คุกเข่าเหล่านี้
ขอบตาแดงก่ำ มองซ้ายมองขวา มองเสร็จก็มองอีกครั้ง ราวกับกำลังหาอะไร
หรือบางทีตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเวลานี้กำลังมองหาอะไรอยู่
“คุณชาย คุณชายระวัง!” ซุ่นจื่อที่น้ำตานองหน้ารีบวิ่งเข้าไปประคองลู่พั่นที่เกือบลื่นลงจากหลังม้า
ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง ม้าที่แบกลู่พั่นไว้เดินหายไปจากสนามฝึก
ซุ่นจื่อใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวกๆ รับเชือกบังเหียนม้าแล้วกระโดดขึ้น
ด้านหลังของลู่พั่นกับซุ่นจื่อยังมีพวกรองผู้บัญชาการเกิ่งอีก
คนเหล่านี้ถูกฝึกมาจากตระกูลลู่ทั้งนั้น
เป็นทหารตระกูลลู่ทุกวัน เป็นทหารตระกูลลู่ตลอดไป
…
ณ เมืองเฟิ่งเทียน
วันนี้กวดขันเข้มงวด
แต่ประตูเมืองกลับเปิดกว้าง
ฮ่องเต้องค์ใหม่พาเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊มารอรับแม่ทัพใหญ่กลับบ้านที่ประตูเมืองด้วยตัวเอง
อัครเสนาบดีลู่และฮูหยินมองรถม้าที่วิ่งมาแต่ไกล ไม่มีลูกชายที่จะกลับมาคารวะอีกต่อไปแล้ว
บรรดาพี่สาวของลู่พั่นมองรถม้าที่วิ่งมาแต่ไกล จากนี้ไปไม่มีท่านพ่ออีกต่อไปแล้ว
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊มองรถม้าที่วิ่งมาแต่ไกล โดยเฉพาะบรรดาขุนนางฝ่ายบู๊ที่เฝ้าอารักขาเมืองเฟิ่งเทียน เวลานี้แต่ละคนน้ำตาคลอ ชักกระบี่ที่พกติดตัวออกมาชูขึ้นฟ้าเพื่อเป็นการต้อนรับแม่ทัพใหญ่กลับบ้าน
อายุสิบหกปี ออกศึกครั้งแรก
อายุสี่สิบหกปี คือครั้งสุดท้าย
จวนผู้สำเร็จราชการตั้งแต่ถนนด้านหน้าไปจนถึงประตูเรือน สองฝั่งเต็มไปด้วยทหารตระกูลลู่ที่คุกเข่าอยู่
ตั้งแต่ร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพกลับมา พวกเขาก็คุกเข่าแบบนี้อยู่ตลอด
พ่อบ้านออกมาถ่ายทอดคำสั่งของใต้เท้าผู้สำเร็จราชการว่าให้พวกเขาลุกขึ้น แต่กลับไม่มีใครฟัง
ลู่พั่นกลับมาในเวลานี้พอดี
ทหารที่คุกเข่าทั้งสองฝั่งต่างมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
ที่ด้านนอกหน้าต่าง พวกพี่สาวของลู่พั่นต่างร้องไห้กันระงม ตั้งแต่น้องชายกลับมาก็ขังตัวเองอยู่กับโลงศพของบิดาที่ด้านใน
ลู่จือรุ่นพี่สาวคนโตร้องไห้จนมือไม้สั่น เอามือไปแตะหน้าต่าง “หมินหรุ่ย หมินหรุ่ย เจ้าพูดอะไรหน่อยสิ”
ลู่จือหว่านก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น พอได้ยินแบบนั้นก็หันมา อุ้มท้องโย้รีบเดินขึ้นหน้า “ท่านแม่ รีบเข้าไปดูหมินหรุ่ยเถอะ ฮือๆ”
ลู่ฮูหยินราวกับแก่ลงไปสิบปีในชั่วขณะ ถูกสาวใช้ประจำตัวประคองเรียกชื่อลู่พั่น
เคาะประตูต่อเนื่องหลายครั้ง
ในขณะที่ลู่ฮูหยินก็รู้สึกว่าวันนี้บุตรชายไม่มีทางเปิดประตูแล้ว
ลู่พั่นที่อยู่ด้านในก็ใช้สองมือเปิดประตูออก
ชั่วขณะที่ลู่ฮูหยินมองบุตรชายของตัวเองก็เปล่งเสียงร้องไห้ออกมาทันที
เมื่อก่อนลู่พั่นไม่เคยรู้สึกว่ามารดาของตัวเองตัวเล็กขนาดนี้ เขาใช้มือใหญ่ลูบหลังปลอบมารดา
“หมินหรุ่ย มีอยู่เรื่องที่แม่ต้องบอกเจ้าเป็นการส่วนตัว…”
ลู่พั่นฟังมารดาพูดจบก็มีสีหน้าตกใจ
ในที่สุดก็รู้แล้วว่าเพราเหตุใดเขาถึงเป็นบุตรชายคนเดียว
นั่นสินะ ไม่เหมือนกับท่านปู่ ทั้งๆ ที่ท่านพ่อก็มีอนุอยู่ในจวน
ท่านแม่เล่าว่า
ในตอนแรกสุดที่ไม่ได้ให้คนอื่นมีลูกเป็นเพราะท่านย่า
ท่านย่ามีชาติกำเนิดเป็นองค์หญิง นิสัยเป็นแบบนี้ ไม่อยากเห็นเหตุการณ์อย่างบุตรชายของอนุได้เป็นบุตรชายคนโต ท่านปู่เองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
ตระกูลลู่จึงมีกฎว่า หากบุตรชายคนโตสายตรงยังไม่ถือกำเนิด อนุหรือหญิงปรนนิบัติต้องกินยา เป็นได้เพียงของเล่นเท่านั้น
พอมาถึงรุ่นแม่ก็ย่อมสืบทอดกันมา
ยิ่งไปกว่านั้นท่านพ่อไปสู่ขอท่านแม่ด้วยตัวเอง อีกทั้งเป็นเพราะรักท่านแม่จริงๆ ถึงได้แต่งงานด้วย
จากที่ท่านแม่เล่า หลังจากท่านพ่อแต่งงานก็ไม่ค่อยได้ไปยุ่งกับหญิงปรนนิบัติสามคนนั้นอีกต่อไป
แต่ท่านแม่คลอดลูกติดต่อกันหลายปีก็ได้แต่บุตรสาว รู้สึกกดดันเหลือเกิน ไม่เพียงแต่จะเป็นฝ่ายไปเกลี้ยกล่อมท่านย่า ยังเกลี้ยกล่อมให้ท่านพ่อรับอนุอีกด้วย อีกทั้งยังยกสาวใช้ข้างกายที่ตัวเองรักที่สุดเพื่อให้ไปดูแลท่านพ่อยามออกศึกข้างนอก
สาวใช้คนนี้อยู่ข้างกายท่านแม่มาตลอด มีจิตใจที่ภักดี ไม่ปฏิเสธ แต่ลับหลังกลับกินยาคุมกำเนิด อยากใช้ร่างกายของตัวเองเพื่อประวิงเวลาให้นาย ซึ่งสาวใช้คนนี้ก็คือเฉิงอี๋เหนียง ที่อยู่ในจวน
ตอนนี้ก็ยังคงอยู่ข้างกายท่านแม่
เฉิงอี๋เหนียงน่าจะไม่อยากติดตามท่านพ่อจริงๆ ไม่มีความเลื่อมใสในตัวแม้แต่น้อย แค่เห็นแก่หน้าท่านแม่เท่านั้น
ท่านพ่อพานางไปข้างนอก นางก็แสดงอาการไม่เต็มใจหลายครั้ง
ประจวบเหมาะกับที่มีอยู่ปีหนึ่ง สายสืบที่แฝงตัวอย่างแนบเนียนที่สุดข้างกายอ๋องเยี่ยนถูกจับได้
สายสืบคนนั้นของอ๋องหมิ่นเคยได้รับความไว้วางใจจากอ๋องเยี่ยนเป็นอย่างมาก ย่อมใกล้ชิดกับท่านพ่อเช่นกัน
ตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องขุนนางใหญ่ที่เป็นสายสืบคนนี้ได้ยกผู้หญิงให้ท่านพ่อคนหนึ่ง
ผู้หญิงคนนั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ใช้เวลาไม่กี่วันก็เป็นที่ชื่นชอบของท่านพ่อ เฉิงอี๋เหนียงติดตามท่านพ่อไปออกศึกได้ไม่กี่วันก็ถูกส่งกลับจวน
ท่านแม่เล่าว่า ผู้หญิงที่สายสืบคนนั้นส่งไป จุดประสงค์ก็เพื่อให้มีบุตรชายจากอนุเป็นคนแรก ต้องการวางไส้ศึกระยะยาว
แต่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาด สายสืบที่ฮ่องเต้แฝงไว้ที่อ๋องหมิ่นก็ถูกจับได้เช่นกัน อีกทั้งยังได้ส่งข่าวสำคัญกลับมาก่อนสิ้นลม
ผู้หญิงที่อยู่ข้างกายท่านพ่อคนนั้นก็ปกปิดตัวตนไม่ได้อีกต่อไป และก็ไม่สามารถวางไส้ศึกระยะยาวได้
แต่ขุนนางใหญ่สายสืบที่แฝงตัวอยู่ข้างกายอ๋องเยี่ยนก็เจ้าเล่ห์ไม่เบา
ก่อนที่จะถูกจับ ถูกลงโทษหนัก ถูกทรมานจนร่างกายแทบแตกสลาย เขาได้ส่งข่าวไปบอกผู้หญิงคนนั้นก่อนที่ท่านพ่อจะรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีสองตัวตน
เพื่อให้นางลงมือฆ่าท่านพ่อ
ทำให้อ๋องเยี่ยนสูญเสียแม่ทัพที่เก่งที่สุด
ระหว่างทางไปปรโลกจะได้มีแม่ทัพลู่เป็นเพื่อนร่วมทาง
นึกไม่ถึงว่าฝีมือของแม่ทัพลู่จะสมกับคำร่ำลือ ไม่ถูกฆ่าตายทั้งที่ไม่ได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย แต่ตอนที่มีดถูกปัดออกได้เฉือนเอา ‘เนื้อส่วนหนึ่ง’ บนร่างกายท่านพ่อไป
นับแต่นั้นมาก็ย่อมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งไม่ได้อีกต่อไป
เวลานี้ลู่พั่นได้มองมารดา ยังคงมีสีหน้าเหลือเชื่อ
ลู่ฮูหยินมองบุตรชายทั้งน้ำตา
“เรื่องนี้แม้แต่ท่านปู่ท่านย่าของลูกก็ไม่รู้
มีแค่แม่กับฝ่าบาทเท่านั้นที่รู้
ตอนนั้นฝ่าบาทแอบส่งหมอหลวงไปให้ท่านพ่อของลูก ร่วมกับท่านพ่อปิดบังท่านปู่ของลูก
ในขณะที่พ่อของลูกเดินเหินได้ปกติ เหมือนกับคนธรรมดา แม่เดาว่าฝ่าบาทคงจัดการหมอหลวงคนนั้นไปแล้ว
และที่แม่รู้ เป็นเพราะตอนนั้นแม่ตั้งท้องลูกแล้ว
หมินหรุ่ย วันที่ลูกลืมตาดูโลก ท่านพ่ออุ้มลูก รักมากเสียจนเดินไปทั่ว จากนั้นก็ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็ก
เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เดิมทีแม่คิดว่าเขาจะหมดอาลัยตายอยาก แต่เขากลับเป็นฝ่ายปลอบแม่ บอกแม่ว่าอย่าโทษเขา”
ลู่ฮูหยินใช้ผ้าเช็ดหน้ากลั้นเสียงร้องไห้
“แม่จะโทษเขาได้อย่างไร
หากจะโทษ ต้องโทษที่แม่ไม่เอาไหน ไม่รีบท้องลูกให้เร็วกว่านี้
โทษที่แม่เห็นแก่ตัว แต่ละปีถ้าไม่ตั้งท้องก็รักษาตัวอยู่ในจวน ไม่เคยออกไปกับเขาตอนทำศึก
เขาไม่มีแม่อยู่ข้างกายยังไม่พอ แม้แต่คนรู้ใจที่ดูแลเขาก็ยังไม่มี ค่ำคืนอันเหน็บหนาวตั้งหลายปีขนาดนั้น เขาผ่านมาได้อย่างไร”
ลู่ฮูหยินเช็ดน้ำตาจนเกลี้ยงแล้วออกไป
นางยังมีอีกหลายเรื่องต้องทำ
นางบอกตัวเองว่า นางเป็นถึงฮูหยินของแม่ทัพเจิ้นกั๋ว เป็นนายหญิงตระกูลลู่ สามีของนางจากไปแล้วยิ่งต้องดูแลพ่อแม่สามีเป็นสองเท่า
ส่วนลู่พั่นขังตัวเองอยู่ในห้องกับพ่ออีกครั้ง
นี่ก็เป็นสาเหตุที่ท่านแม่เลือกบอกเขาในเวลานี้
เพราะเขาต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านพ่อด้วยตัวเอง
ลู่พั่นคุกเข่าลงตรงหน้าโลงศพ ขณะที่เปลี่ยนชุดให้น้ำตาก็ไหลออกมาจากตาซ้ายก่อน ร่วงหล่นหยดแล้วหยดเล่า
หลังจากที่เปลี่ยนชุดเสร็จ ในที่สุดลู่พั่นก็ร้องไห้ออกมา
“ลูกพ่อ พ่อกลับมาแล้ว ทำไมไม่เข้ามาล่ะ เจ้าหลบอะไร”
ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุเจ็ดขวบ ไม่ได้รู้สึกใกล้ชิดกับท่านพ่อเท่าไร รังเกียจการออดอ้อน
“ลูกพ่อ พ่อไม่อยากให้เจ้าเรียนต่อสู้”
ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุสิบขวบ พูดเป็นแค่ว่า “บ่นไปเถอะ ลูกฟังหูซ้ายทะลุหูขวา ทำเป็นไม่ได้ยิน”
“ฮ่าๆๆ ร้องไห้ทำไม ฆ่าคนครั้งแรกก็แบบนี้แหละ”
ตอนนั้นเขาใช้เสียงที่แตกหนุ่มตะโกนด้วยความโมโห “ใครร้องไห้กันเล่า!”
“ลูกพ่อ ไม่มีสตรีที่ถูกใจเลยรึ แค่เจ้าพูดชื่อมา พ่อจะไปสู่ขอมาให้เจ้า”
ท่านพ่อ ตอนเจ็ดขวบอันที่จริงหมินหรุ่ยอยากให้ท่านพ่ออุ้มชูสูงๆ
แต่เขาอายไม่กล้าพูด
ตอนสิบขวบ ท่านพ่อบอกไม่อยากให้เรียนต่อสู้
แต่หมินหรุ่ยจะเรียนให้ได้ แท้จริงแล้วเพราะอยากโตไปเป็นแบบท่าน เป็นผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่
ท่านพ่อ ตอนที่ฆ่าคนครั้งแรก หมินหรุ่ยตกใจเลือดที่กระเด็นมาเหลือเกิน ยืนลังเลอยู่ที่หน้ากระโจมใหญ่ของท่านพ่อ
แท้จริงแล้วอยากเข้าไปนอนกับท่านพ่อ
ตอนปีใหม่ ท่านพ่อถามว่ามีสตรีที่ถูกใจหรือไม่ หมินหรุ่ยรู้ว่าท่านพ่อร้อนใจเรื่องนี้
แท้จริงแล้วหมินหรุ่ยเคยอยากบอกว่า ลูกชายของท่านพ่อไม่ได้ป่วย อย่ากังวลว่าลูกคนนี้จะป่วย
เพราะลูกรู้สึกว่าดูเหมือนลูกจะชอบสตรีนางหนึ่งเข้าแล้ว
ลู่พั่นร้องไห้ตัวโยน
เขาเสียใจมากที่เขาไม่เคยพูดคำพูดเหล่านี้ให้ท่านพ่อฟัง