ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 489 ก่อนออกศึก ไม่อยากให้เจ้าเห็นข้าตอนเสียใจ
ที่ด้านนอกตำหนัก
ลู่พั่นคุกเข่าเด็ดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น
หลี่เต๋อไฉมองดวงอาทิตย์ด้านนอกแล้วมองฮ่องเต้ สีหน้าลำบากใจ
ปล่อยให้กุนซือลู่คุกเข่าแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีก วันหน้าจะไม่ใช้เข่าแล้วหรืออย่างไร
ฝ่าบาททรงตรัสแล้วว่า คุกเข่าให้ตายก็ไม่มีทางอนุญาต
ทำไมแต่ละคนถึงได้หัวรั้นกันแบบนี้
หลี่เต๋อไฉพบว่าฮ่องเต้เขียนๆ อยู่ ขอบตาก็แดงขึ้นมาอีกครั้ง เขาเองก็น้ำตาร่วงหล่นชั่วขณะที่กระพริบตา
กลัวจะซวยจึงรีบใช้แขนเสื้อเช็ดหางตา
นี่เป็นคำกล่าวไว้อาลัยที่ฝ่าบาททรงเขียนเป็นรอบที่สิบเจ็ดแล้ว ทุกครั้งจะต้องเขียนใหม่เพราะเปื้อนคราบน้ำตาอย่างไม่รู้ตัว
ในนั้นเขียนถึงผลงานการรบของแม่ทัพลู่
หลี่เต๋อไฉขยับตัวเบาๆ เดินขึ้นหน้าอย่างระมัดระวังเพื่อเปลี่ยนกระดาษที่เปื้อนคราบน้ำตาออก
ในขณะเดียวกันที่ด้านนอกตำหนัก
ลู่พั่นกำลังเงยหน้าสบตาท่านปู่ที่อายุมากแล้ว
ในที่สุดอัครเสนาบดีลู่ก็ยอมแพ้ในการจ้องตา ทนเห็นหลานชายเป็นแบบนี้ไม่ได้
ชั่วขณะที่หลับตา น้ำตาของชายชราก็ไหล เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สองมือก็ขยับหมวกขุนนางให้ตรงเพื่อบอกหลี่เต๋อไฉว่าเขาต้องการเข้าเฝ้าฮ่องเต้
วันนี้ที่ฮ่องเต้อนุญาตให้ลู่พั่นไปแนวหน้า บรรดาพี่สาวของเขารวมถึงพี่เขย ยกเว้นฉีตงหมิงต่างมารอเขาที่จวนผู้สำเร็จราชการ
ท่านปู่กับท่านย่าก็รอเขาอยู่ที่จวน
แต่ไม่ว่าจะรออย่างไรก็ไม่เห็นลู่พั่นสักที
ถามพวกบ่าวรับใช้อย่างซุ่นจื่อ เสี่ยวเฉวียนจื่อ ต่างก็อธิบายไม่ได้ว่าลู่พั่นไปไหนแล้ว
บรรดาเพื่อนสนิทของลู่พั่นกับพวกบ่าวรับใช้ออกไปตามหาลู่พั่นทั่วเมืองเฟิ่งเทียนรวมถึงชานเมือง สถานที่ต่างๆ แต่ก็ไม่พบ
ซุ่นจื่อร้อนใจเหลือเกิน โกรธตัวเองที่ไม่ตามติดคุณชายไว้ แค่ชั่วพริบตาก็หายไปแล้ว เป็นฝ่ายไปขอรับโทษก่อน จะให้เฆี่ยนเขาสิบทีให้ได้
เสี่ยวเฉวียนจื่อหมอบลงบนเก้าอี้ยาว “เฆี่ยนข้าด้วย เฆี่ยนข้า!”
…
พวกป้าอ้วนมองคนกับม้า เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา
“ท่าน ไอ๊หยา ทำไมข้ารู้สึกคุ้นหน้าท่าน เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า”
พูดจบก็พึมพำกับตัวเอง ไม่น่านะ มีเหรอที่ข้าจะรู้จักคนรูปร่างหน้าตาแบบนี้ได้
“จริงสิ ท่านมาหาใคร เข้าหมู่บ้านเราส่งเดชไม่ได้นะ”
ทุกวันเวลานี้ทุกคนต่างกำลังทำงานอยู่ในแปลงเพาะปลูก
นับตั้งแต่หัวหน้าทีมออกไปพร้อมกับสิบคนนั้น อย่าดูถูกสิบคนนั้นเชียวนะ ทำงานขึ้นมาที เป็นกำลังหลักเลยล่ะ สิบคนนั้นหายไป งานเลยยุ่งเหมือนกับขาดแรงงานไปหลายสิบคน
สาเหตุที่พวกป้าอ้วนสังเกตเห็นลู่พั่นเข้ามาในหมู่บ้านได้ก่อนใครเป็นเพราะพวกนางไม่ต้องลงสวน
แม่สามีให้พวกนางทำหน้าที่บดถั่วโม่ถั่ว
บ้านนางมีเครื่องโม่ขนาดใหญ่พิเศษ ตอนนี้กลายเป็นของใช้ส่วนรวมในหมู่บ้านไปแล้ว ขนย้ายออกมาเพื่อโม่ธัญพืชเนื้อหยาบให้คนฝั่งนู้นไว้ทำขนมปังดำ
เพราะพวกของที่พระคลังหลวงให้มา ธัญพืชบางชนิดยังบดไม่ละเอียด
ดังนั้นทุกวันเวลานี้พวกป้าอ้วนจึงช่วยกันโม่ พลางเฝ้าหน้าหมู่บ้านไปด้วย
สงสัยเหรอว่าทำไมพวกเด็กๆ ไม่มาเฝ้า
อ๋อ เวลานี้พวกเด็กๆ เพิ่งตื่นจากนอนกลางวัน ต้องตามลูกสาวหัวหน้าทีมไปเรียนหนังสือที่แปลงเพาะปลูกใหญ่
ตอนนี้พวกเด็กๆในหมู่บ้านที่ไม่ต้องทำงานต่างถูกพาไปด้วยหมดแล้ว
ลู่พั่นไม่ตอบนางก่อน แต่คลายเชือกบังเหียนในมือแล้วสาวเท้าเดินไปที่หน้ากระโจมทำเต้าหู้นม
กระโจมถูกสร้างขึ้นแบบง่ายๆ
หม้อดินเรียงราย ภายในกระโจมหลังเล็กแต่ละหลังจะมีโต๊ะเล็กหนึ่งตัววางกองฟืนเตรียมไว้ใช้
ไม่นานป้าอ้วนก็วิ่งจนเนื้อสั่น เร่งฝีเท้าไปที่ด้านหลังหอบรรพชน
วิ่งไปตะโกนไป
“หัวหน้า”
“หัวหน้าหม่า”
“มีคนเข้ามาในหมู่บ้าน ไอ๊หยา เป็นชายหนุ่มที่หล่อไม่ไหวแล้ว เขาบอกว่ามาหาพวกท่าน”
หัวหน้าหม่ากับพวกยายๆ ต่างมองป้าอ้วนขึ้นมาจากตรงห้องใต้ดิน
พวกนางกำลังจัดระเบียบอิฐนมที่อยู่ในนั้น “หาพวกเราเหรอ”
“อือ” ป้าอ้วนอือจบก็รีบส่ายหน้า “ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ ตอนแรกเขาบอกมาหาซ่งฝูเซิง ข้าบอกหัวหน้าไม่อยู่ เขาก็เลยบอกว่ามาหาซ่งพั่งยา”
ท่านย่าหม่ากับพวกยายๆ มองหน้ากัน ชายหนุ่มมาหาพั่งยา ใครกัน มาปุ๊บก็ขอเจอผู้หญิง หน้าไม่อาย ต่อให้รู้จักลูกชายคนสามของนางก็ใช่ว่าจะทำแบบนี้ได้ นี่ไม่เท่ากับทำลายชื่อเสียงของผู้หญิงเหรอ
“เจ้าบอกว่าพั่งยาอยู่ไหนล่ะ”
“อ๋อ ข้าบอกไปว่าอยู่ที่แปลงเพาะปลูกใหญ่”
ท่านย่าหม่าปีนขึ้นมาจากห้องใต้ดิน จากนั้นก็ตบต้นขานึกขึ้นได้ โอ๊ย แม่ทัพเล็กหรือเปล่า
หล่อจนวัวตายควายล้ม
อีกอย่าง ก็มีแค่เขาที่กล้าเอ่ยปากขอพบพั่งยา จากนั้นก็ไม่กล้าที่จะต่อว่าเขาอีก ถึงขนาดที่บากหน้าให้ความร่วมมือไป
ก็ไม่แปลกที่พวกยายๆ จะคิดไม่ทันในตอนแรก
พวกนางคิดว่าช่วงมีศึกสงครามแบบนี้ แม่ทัพเล็กที่เป็นคนอยู่กับร่องกับรอยจะต้องยุ่งจนไม่มีเวลาแน่นอน หรือไม่ก็ไม่อยู่ที่นี่ ไปนานแล้ว
พูดถึงเรื่องสงคราม อันที่จริงทุกคนก็นึกถึงแม่ทัพเล็กมาตลอด เคยคาดเดาพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ
ยายทั้งแปดวิ่งไปที่อีกฝั่งของแม่น้ำทันที
ยังจะเรียงอิฐนมอะไรล่ะ เรื่องด่วนอะไรก็ต้องเอาไว้ก่อน ต้องรีบกลับบ้านไปหุงหาอาหาร รับรองแขกให้ดี
อีกทั้งทุกวันเวลานี้ในบ้านก็ไม่มีคนอยู่ ต้องเข้าไปส่งข่าวในเขาให้ตาเฒ่ารีบกลับมาอยู่กับแขก
เวลานี้ลู่พั่นยืนอยู่หน้ากังหันน้ำ ฟังเสียงน้ำไหล มองเพลินอยู่สักพักแล้ว
เขารู้สึกว่าหมู่บ้านเหรินจยาเป็นหมู่บ้านที่มีทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดตั้งแต่เขาเคยเห็นมา
ตรงทางเข้ามีคนที่ดูเป็นมิตร จะคอยถามว่ามาหาใคร
ริมทางมีต้นอวี๋เฉียน
มีเครื่องโม่ขนาดใหญ่ มีตราชั่ง ดูก็รู้ว่าเอาไว้ใช้ส่วนรวม
กระโจมผ้าใบหลังเล็กที่เรียงติดกัน ไม่ได้เห็นกับตาตอนหม้อดินร้อยกว่าใบนั้นถูกใช้พร้อมกัน แต่กลับจินตการภาพตอนพวกผู้หญิงในหมู่บ้านทำงานไปคุยไปได้
และสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ริมแม่น้ำจะมี ‘ของสิ่งนี้’
ลู่พั่นมองกังหันน้ำตักน้ำใส่รางเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหันตัวเดินตามร่องน้ำที่ไหลไปทางแปลงเพาะปลูก
พวกผู้ชายในหมู่บ้านที่ช่วยพวกซ่งฝูเซิงปลูกพริก แต่ละคนยืนอยู่ในร่องสวน สายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ มองตามการเคลื่อนไหวของลู่พั่น
บางคนก็ลืมทำงาน
ยืนอยู่อีกร่องถามกันเอง
“นั่นใครน่ะ”
“ไม่รู้จัก”
ซ่งฝูหลิงกำลังวาดบ้านที่อยู่ไกลๆ จากมุมของนางสามารถมองเห็นกลุ่มบ้านหลังเก่าๆ ที่พวกนางอาศัยอยู่
บ้านผุพังแต่รั้วกลับเป็นระเบียบ อีกทั้งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ซ่งฝูหลิงหลับตาลง
นางจินตนาการถึงตอนเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใต้หลังคาบ้านผุพังพวกนั้นถูกแขวนด้วยลูกกูเหนี่ยงแดงที่ร้อยเป็นพวง ตรงลานบ้านตากผักไว้หลายชนิด
หัวไชเท้าแห้ง ผลไม้ป่านานาชนิด ถั่วฝักยาวฝอย มะเขือยาวฝอย
รู้สึกได้แล้ว ลงมือวาดได้
ซ่งฝูหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก ลืมตาขึ้น ขณะที่กำลังจะลงมือวาด ทันใดนั้นปลายพู่กันก็ชะงัก ราวกับรู้สึกได้ถึงอะไร รีบเงยหน้าขึ้น
กระดานวาดภาพบดบังสายตาไปหน่อย ขยับกระดานออก
ซ่งฝูหลิงอึ้ง
ในขณะเดียวกัน ลู่พั่นที่อยู่อีกฝั่งของเรือกสวนเขียวขจีก็กำลังมองนาง
ลู่พั่นสังเกตเห็นว่า ตอนที่เด็กสาวเห็นเขา ตัวแข็งทื่อก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้น ราวกับไม่เชื่อว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ ทั้งยังเอียงศีรษะ มองเขาอย่างจริงจัง
เสื้อสีน้ำเงินลายดอกสีขาว กางเกงลายดอก บนศีรษะของนางก็ผูกผ้าลายดอกสีน้ำเงินขาว
ผมเปียยาวสองข้างพาดไว้ด้านหน้า ยาวลงมาถึงเอว
เชือกที่มัดผมเปีย อืม ก็เป็นลายดอกสีน้ำเงินเหมือนกัน
ลู่พั่นสบตากับซ่งฝูหลิง เห็นซ่งฝูหลิงตกใจอ้าปากค้าง เขาก็ยกมุมปากขึ้น
ยิ่งทั้งสองคนสบตากันนานเท่าไร รอยยิ้มบนใบหน้าลู่พั่นก็ยิ่งกว้างขึ้น
“หมี่โซ่ว นั่นใครน่ะ” หลานชายคนเล็กของอาสามสกุลเริ่นเอาแขนสะกิดหมี่โซ่วที่กำลังก้มหน้าเขียนอักษรอยู่
“โอ๊ย อักษรของข้า เขียนเสร็จพวกเราก็จะได้เล่นกันแล้ว”
วินาทีที่แล้วหมี่โซ่วยังหน้านิ่ว วินาทีถัดมาเขากลับลุกพรวด ตะโกนสุดพลัง “พี่แม่ทัพเล็ก!”