ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 490 บังลมกันฝนให้เจ้า
หมี่โซ่วเดินด้วยความทุลักทุเล บางช่วงก็กระโดด วิ่งอยู่ท่ามกลางแปลงเพาะปลูกอันเขียวขจี
พวกเด็กๆ เริ่มไม่เชื่อฟัง แต่ละคนยืนขึ้นไม่เขียนอักษรแล้ว
ทุกคนต่างมองตามหมี่โซ่วที่วิ่งเข้าไปในแปลงเพาะปลูก มองพี่ชายคนนั้น จากนั้นก็รวมหัวซุบซิบ
“เขาเป็นใครเหรอ”
“ตัวสูงมากเลย”
ซ่งจินเป่ายืดตัวตรง “เขาคือพี่แม่ทัพเล็กของพวกเรา!”
เด็กๆ ของแต่ละบ้านในเก้าสกุล พากันพยักหน้า ถูกต้อง!
ทำสีหน้าภาคภูมิใจที่มีพี่ชายแบบนี้ รู้สึกราวกับอยู่ๆ ก็สูงกว่าเด็กในหมู่บ้านหนึ่งช่วงหัว
แต่ถ้าให้เด็กๆ ของเก้าสกุลวิ่งเข้าไปต้อนรับแบบหมี่โซ่ว พวกเขากลับไม่กล้า
ได้แต่เขย่งเท้ามอง
มองลู่พั่นที่อยู่ไกลๆ มองหมี่โซ่วที่เข้าไปคุยกับพี่แม่ทัพเล็กด้วยสายตาอิจฉา
“พี่แม่ทัพเล็กมาได้ยังไง มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
ลู่พั่นยิ้มพลางตบหัวของหมี่โซ่วเบาๆ “เพิ่งมาถึง เจ้าสบายดีหรือไม่”
“ข้าสบายดี ดีมากๆ ดูสิข้าตัวสูงขึ้นด้วย” หมี่โซ่วผงกหัวที่อยู่ใต้มือใหญ่ของลู่พั่น ดวงตาดำขลับเปล่งประกาย
“ก็แค่จากกันครั้งก่อน ไม่ได้เจอพี่แม่ทัพเล็กนานแล้ว คิดถึงท่านมากเหลือเกิน มีคำพูดมากมายที่อยากพูดกับพี่แม่ทัพเล็ก แต่ว่า จริงสิ พวกเราอย่าเพิ่งคุยกันเลย ตรงนี้ไม่ใช่ที่คุย พี่แม่ทัพเล็กกินข้าวหรือยัง ไป กลับบ้านกัน”
ไม่มีใครสอน อายุเพิ่งห้าขวบ หมี่โซ่วกลับรู้จักต้อนรับแขกแล้วโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
เพียงแต่เรียนรู้มาค่อนข้างซับซ้อน
ในน้ำเสียงมีความจริงใจแบบซ่งฝูเซิง มีความใจกว้างของท่านลุงซ่งที่เจอใครก็หาข้าวให้กินก่อน รวมถึงท่าตบต้นขาแบบท่านย่าหม่าเวลาเจอแขก ไม่ว่าใครมาก็กระตือรือร้นพาไปที่บ้านก่อน
“พี่แม่ทัพเล็กตั้งใจมาหาข้าใช่ไหม” ภายในร่องสวน มือเล็กกำลังจูงมือใหญ่พลางเดินนำหน้า ระวังเท้าไม่ให้เหยียบต้นกล้า
ใครเล่าจะรู้ว่าในอาหารมีความเหนื่อยยาก
สายตาของลู่พั่นไม่ได้อยู่ที่คนตัวน้อยที่นำทางอยู่ข้างหน้า แต่กลับมองซ่งฝูหลิงอยู่ตลอด “ไม่ใช่”
“…หืม ไม่ใช่เหรอ”
หมี่โซ่วหยุดยืนกะทันหัน หันตัวกลับไปเงยหน้ามองลู่พั่น
ลู่พั่นกำลังมองซ่งฝูหลิงที่อยู่ไกลๆ กำลังเรียกเด็กๆ กลับมา “อืม ไม่ใช่”
“งั้นพี่แม่ทัพเล็กมีธุระสำคัญอยากคุยกับท่านลุง ก็เลยถือโอกาสมาดูข้าใช่ไหม”
จะใช่หรือไม่ใช่ คำตอบนี้ก็เพียงพอให้เสียใจ แต่ใครใช้ให้เขาเป็นเด็กรู้ประสาล่ะ หมี่โซ่วพูด “แย่แล้ว แต่ท่านลุงของข้าไม่อยู่บ้าน”
ภายในใจของเด็กน้อย พี่แม่ทัพเล็กสนิทสนมกับท่านลุงและสนิทกับเขามาก
มาหาที่บ้านก็แสดงว่าจะต้องมาหาพวกเขาสองคนแน่นอน
อะไรนะ มาหาพี่สาวของเขาหรอกเหรอ
ขอโทษนะ คราวก่อนที่พี่สาวของเขาเข้าเมืองโดยไม่พาเขาไปด้วยมันก็มากพอแล้ว ภายในความจุของสมองเด็กห้าขวบกว่า ไม่มีฉากที่พี่แม่ทัพเล็กคุยอะไรกับพี่สาวของเขา
พี่สาวเป็นเพียงตัวประกอบของพี่แม่ทัพเล็ก
นางไม่ใช่ตัวประกอบ
ลู่พั่นก้มหน้าสบตากับหมี่โซ่ว
เวลานี้ไม่รู้ทำไม เขาอยากพูดความในใจกับหมี่โซ่วโดยไม่สนอะไรทั้งนั้นมากเหลือเกิน
เพิ่งห้าขวบกว่า บอกหมี่โซ่วว่าต้องเก็บเป็นความลับ เด็กน้อยก็น่าจะช่วยเขาด้วยความใสซื่อหรือเปล่า
และก็มีแค่หมี่โซ่ว สมมติว่าวันหนึ่งเขาไม่กลับมาก็จะไม่มีทางส่งผลต่อนางเพราะคิดมาก
“หมี่โซ่ว ข้าอยากเจอนางเหลือเกิน”
“ใครเหรอ”
“ข้ามาพบ…”
ทันใดนั้นหมี่โซ่วก็ขัดจังหวะ ยื่นมือน้อยๆ ออกมาเช็ดหน้าด้วยความตกใจ มีน้ำ ฝนตกแล้ว
จากนั้นเด็กน้อยก็วิ่งพลางเริ่มโวยวาย “อ๊า ให้ตายเถอะ ผักของข้า ผักของข้า!”
พูดให้ถูกก็คือ ผลไม้ของเขา ผลไม้แห้งของเขา
ผลไม้แห้งที่พี่สาวขึ้นต้นไม้ไปเก็บ จากนั้นก็หั่นด้วยฝีมือที่สุดแสนจะไม่ได้เรื่อง กำลังตากผึ่งลมอยู่บนพื้น
ตอนนั้นพี่สาวทำหน้าขมขื่น ค่อยๆ หั่นทีละชิ้น ทั้งหมดก็เพื่อให้น้องชายคนนี้ได้กิน ถ้าถูกฝนเปียกก็เท่ากับสูญเปล่า ต้องขึ้นราแน่
ภายในใจของหมี่โซ่วเวลานี้ ไม่ว่าใคร ไม่ว่าคำพูดไหนก็ไม่สำคัญเท่าผลไม้แห้งอีกแล้ว เมื่อเทียบกับความรักที่พี่สาวทุ่มเทให้กับเขากำลังจะต้องสูญเปล่า ทุกเรื่องต้องชิดซ้ายไปให้หมด
ลู่พั่นจำต้องกลืนความในใจที่กว่าจะรวบรวมความกล้าอยากพูดออกมาลงไป
“พี่แม่ทัพเล็ก ตามมา พี่แม่ทัพเล็กก็ช่วยหน่อยได้หรือเปล่า” หมี่โซ่ววิ่งพลางหันกลับมาตะโกนถาม
“ได้” ลู่พั่นวิ่งตามไป
…
พวกเด็กๆ รู้งานดีมาก
เด็กหลายคนไม่ต้องรอให้สั่งก็พากันวิ่งเข้าไปแย่งกันเก็บผลไม้แห้ง
เอาใส่กระสอบ พลางเอาผลไม้แห้งที่เปียกฝนจนชื้นยัดใส่ปาก
กินเข้าไปปลอดภัยที่สุด กินลงท้องไม่มีทางขึ้นราแน่
เด็กๆ ส่วนหนึ่งกำลังรีบช่วยกันเก็บกระเป๋าหนังสือ เก็บโต๊ะเรียน
เฉียนหมี่โซ่วสมกับเป็นน้องชายที่ซ่งฝูหลิงสั่งสอนมา
ตอนที่ซ่งฝูหลิงพบว่าอยู่ดีๆ ฝนก็ตกโดยไม่มีเค้าลาง ความคิดแรกของนางเหมือนกับน้องชาย “อ๊า ภาพวาดของข้า ภาพวาดของข้า”
ซ่งฝูหลิงเพิ่งยกภาพวาดลงมา ลู่พั่นก็เข้าไปหยิบมาจากมือของนาง
“อย่ามัวแต่มองข้า เก็บขาตั้งภาพวาด” ลู่พั่นก้มหน้าม้วนภาพด้วยความระมัดระวังพลางพูดโดยไม่เงยหน้ามอง
“หา อ๋อ อ่อๆ” ซ่งฝูหลิงรีบหันไปเก็บขาตั้ง
นางย่อมไม่เห็นว่า จังหวะที่นางหันไป ลู่พั่นได้เงยหน้ามองนาง
มองนางก้มตัวอยู่ตรงหน้า มือก็รีบเก็บของ
ทันใดนั้นซ่งฝูหลิงได้หันกลับมา
ลู่พั่นรีบก้มหน้า เอาม้วนภาพที่ม้วนเสร็จแล้วยัดเข้าอก แนบชิดกับอกเสื้อ
ไม่เพียงแต่ซ่งฝูหลิงจะไม่เหลือบมองเขา ยังดันตัวลู่พั่นให้ไปข้างๆ ตบมือพลางตะโกน
“เด็กๆ เร็วเข้า ทำเร็วๆ หน่อย เก็บของเสร็จแล้วก็ยกเก้าอี้วางเหนือหัว แล้วกลับบ้านก่อน”
“พี่สาว งั้นพวกเรากลับหมู่บ้านเหรอ”
“อย่ากลับเข้าหมู่บ้านเลย ไปบ้านพวกเราก่อน จินเป่า แบกกระสอบวิ่งนำไปก่อนเลย”
ยายากับพวกเด็กผู้หญิง เช็ดน้ำฝนบนใบหน้า ไม่ต้องสนว่าเป็นเด็กผู้หญิงอายุเท่าไร ต่างก็มีอารมณ์ดราม่าทั้งนั้น โปรดเข้าใจพวกนาง
แอบบ่น “พี่สาว ทำไมฝนตกล่ะ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ไม่มีฝน อากาศดีจะตาย ข้าไม่ชอบฝนตกเลย”
ซ่งฝูหลิงปลอบพวกน้องสาวตัวเล็กที่โผมากอดขาของนาง อ้าปากพูดเพ้อเจ้อ “แบบนี้เรียกว่า อากาศแปรปรวนมิอาจคาดเดาฉันใด มนุษย์ก็มีสุขทุกข์พบจากฉันนั้น เด็กดี หยิบอะไรกลับบ้านได้ก็หยิบ รีบวิ่งเร็วเข้า”
“แล้วพี่สาวจะทำยังไง”
“พี่สาวจะปิดท้ายให้เอง”
สายตาของลู่พั่นอยู่ที่ปากที่อ้าไม่หยุดของซ่งฝูหลิง หูก็ฟังเสียงสดใสที่พูดอย่างใจเย็นของนาง
ฝนเม็ดใหญ่ตกลงมา ตกแรงมากยิ่งขึ้น
สันนิษฐานได้เลยว่าฝนห่าใหญ่กำลังจะมา
พวกผู้ชายที่อยู่ในแปลงเพาะปลูกโกลาหลยิ่งกว่า รีบเก็บอุปกรณ์การเกษตร
เก็บเสร็จก็เอาผ้าที่ก่อนหน้านี้ใช้เช็ดหน้า ขึ้นมากางเหนือศีรษะ รีบวิ่งไปตามร่องน้ำ
ต้องไปเปลี่ยนทิศทางร่องน้ำ ขยับก้อนหินตำแหน่งที่สำคัญพวกนั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงการระบายน้ำ
ฝนตกแล้วก็ไม่ต้องผันน้ำในแม่น้ำเข้ามาในสวน เดี๋ยวจะจมน้ำหมดทั้งแปลง
พวกเด็กๆ วิ่งกลับบ้านนำอยู่ข้างหน้า
ซ่งฝูหลิงถูกฝนเปียกไปครึ่งตัว รีบร้อนเก็บของที่เหลือ แบกกระดานวาดภาพไว้เหนือศีรษะ เริ่มวิ่งอย่างทุลักทุเล
ท่ามกลางฉากฝนตกนี้ ลู่พั่นอยู่ข้างซ่งฝูหลิงตลอด น้ำฝนไหลอาบใบหน้า
ไม่นานทั้งสองคนก็วิ่งตามทันเด็กๆ ที่ล่วงหน้าออกมาก่อน
เขามองหมี่โซ่วที่อยู่ข้างหน้า ไม่เพียงแต่บนศีรษะจะมีเก้าอี้บังฝน อีกทั้งเด็กผู้ชายตัวแค่นี้ยังรู้จักจูงเด็กผู้หญิงให้วิ่งไปด้วยกัน
อาจเพราะไม่อยากสละเก้าอี้บนหัวให้ยายาใช้ แต่หมี่โซ่วก็ไม่อยากให้เด็กผู้หญิงเปียกฝน มือน้อยๆ ก็เลยบังฝนอยู่เหนือศีรษะของยายา
บนกระดานวาดภาพที่อยู่บนศีรษะของซ่งฝูหลิงมีมือปรากฏ
ลู่พั่นวิ่งกลับบ้านเป็นเพื่อนนาง พลางกางนิ้วทั้งห้าอยู่บนหัวของนางโดยที่นางไม่รู้ตัว