ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 493 ลาก่อน
หมี่โซ่วไม่มีเวลาสนใจว่าแปลกตรงไหน
เพราะเขาต้องดูแลพี่แม่ทัพเล็ก เหมือนกับที่พี่แม่ทัพเล็กเคยดูแลเขาตอนไปที่จวนผู้สำเร็จราชการ
“พี่แม่ทัพเล็ก ชุดนี้ใส่แบบนี้เหรอ”
ลู่พั่นก้มหน้ามองตัวเอง ถามหมี่โซ่วกลับ “ไม่ได้ใส่แบบนี้รึ”
หมี่โซ่วเกาหัว ดูเหมือนจะใช่ แต่ก็บอกไม่ดูว่ามันดูพิกลตรงไหน
“พี่แม่ทัพเล็ก” หมี่โซ่วนั่งยองข้างเท้าของลู่พั่น เอามือตีส้นเท้าของลู่พั่นเบาๆ “ตรงนี้เอาไม่ขึ้นเหรอ”
“เอาไม่ขึ้น”
“งั้นไม่ได้สิ ใส่รองเท้าแบบนี้ไม่ได้ เดินเหยียบส้น ข้าจะไปเอารองเท้าฟางที่พี่แม่ทัพเล็กใส่ได้พอดี”
“หมี่โซ่ว” ลู่พั่นเม้มริมฝีปาก “ตอนไปเอารองเท้าฟาง หากางเกงขาสั้นตัวใหม่มาให้ข้าด้วย ไม่ต้องไปรบกวนพี่สาวของเจ้า อืม ค้นเอง ถ้าค้นไม่เจอตัวใหม่ก็กลับมาแล้วกัน”
กางเกงขาสั้น หรือที่โบราณเรียกว่า ตู๋ปี๋คุน
ตู๋ก็คือวัว แถมยังต้องเป็นลูกวัว
คำเดียวอธิบายไปในตัว ก็คือเอาไว้ให้เด็กใส่
ถ้าไม่มีของใหม่เขาก็ไม่ใส่แล้ว
หมี่โซ่วพยักหน้าเพื่อแสดงออกว่าเข้าใจ พลางกวาดตามองไปที่อวัยวะหนึ่งของลู่พั่น “ตรงนั้นของพี่แม่ทัพเล็กเปียก” จากนั้นก็วิ่งออกไป
น่าแปลก ภาพวาดของพี่วางอยู่บนเตากลับไม่ยักเปียก
…
“ไอ๊หยา ออกมาแล้วหรือเจ้าคะ” ยายเถียนรีบหันมายิ้มพลางโค้งตัวพยักหน้าให้ลู่พั่น
ออกมาสักที อาบนานยิ่งกว่าพั่งยาที่ทุกคนยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าช่างลีลา
พอดีกับที่ประตูห้องข้างๆ เปิดออก
ซ่งฝูหลิงอยู่ในชุดกางเกงลายดอกสีม่วงอ่อนทั้งตัว มือข้างหนึ่งถือร่มกระดาษไขที่นางวาดด้วยตัวเอง แขนอีกข้างคล้องตะกร้า
แสดงให้เห็นว่าแด๊ดดี้ของนางมีความสุนทรีย์ทางความงามแบบนี้ แด๊ดดี้มีหน้าที่ไปจับจ่ายข้างนอก ชอบซื้อผ้าลายดอกทั้งเล็กทั้งใหญ่มาให้นาง แม่ของนางก็ช่างขยัน ตัดออกมาให้เป็นชุดๆ
แต่เมื่อเทียบกับอาหลิง เด็กภูเขาเปียเกลียวเมื่อครู่ คราวนี้ดูเป็นสไตล์ฝรั่งขึ้นมาหน่อย
เนื่องจากเพิ่งสระผมเสร็จ เช็ดแค่ให้หมาดก็ต้องออกมา ซ่งฝูหลิงจึงมัดผมไว้ครึ่งหัว ผมยาวที่เหลือปล่อยสยายมาถึงเอว
เมื่อรวมกับร่มกระดาษไขที่ทำด้วยตัวเองก็ดูงดงามยิ่งนัก จังหวะที่หันมามองลู่พั่น เล่นเอาลู่พั่นมองนางอย่างไม่ละสายตา
นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งพั่งยาแต่งตัวไม่เหมือนเด็กน้อย อยู่ๆ ก็ดูเป็นสาวขึ้นมา ปรากฏตัวอย่างสง่างามต่อหน้าเขา
สายลมพัดเอื่อย พัดผมของนางปลิวสยาย
ซ่งฝูหลิงก็มองลู่พั่นกลับ
คิดในใจ ซ่งฝูหลิง ใช้ได้นี่เรา อดทนไว้ ห้ามหัวเราะ
ต้องทราบก่อนว่า ถ้าเวลานี้แม่ทัพเล็กเหมือนอาพั่นเจ้าหนุ่มหลังเขา เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาหรอก การแต่งตัวของเจ้าก็ขาดๆ เกินๆ เช่นกัน เป็นอาหลิงสาวชาวเขา
กอดความคิดที่ว่าอย่าไปหัวเราะคนอื่นเขา เพราะเราก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ซ่งฝูหลิงพยักหน้าให้ลู่พั่นก่อนเพื่อรักษามารยาท จากนั้นก็ถือตะกร้าเดินออกไป
เดินอย่างรวดเร็วไปจนถึงประตู
ต่อให้มีสายฝนขวางกั้น ลู่พั่นก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนที่อยู่ใต้ร่มกระดาษนั้นหัวเราะจนไหล่สั่น
“…”
เขาก้มมองตัวเอง
ก็แค่แขนมันรัดไปหน่อย เสื้อก็สั้นไปหน่อย ขากางเกงก็เต่อ
มันน่าขำขนาดนั้นเลยเหรอ
หมี่โซ่วผุดรอยยิ้มที่จริงใจ “พี่แม่ทัพเล็ก ท่านลุงของข้าเคยบอกว่า คนใช้แรงงานมีเกียรติที่สุด อีกอย่าง สำหรับพี่แม่ทัพเล็กแล้ว อันที่จริงจะใส่อะไรก็ไม่สำคัญ ใส่อะไรก็ยังคงเป็นแม่ทัพ ไม่เหมือนพวกเรา บางครั้งออกไปข้างนอกยังต้องพึ่งการแต่งตัว”
เอาอีกแล้ว เรียนมาซับซ้อนอีกแล้ว หมี่โซ่วกำลังเอาอย่างคำพูดของซ่งฝูกุ้ย
ทันใดนั้นได้มีเสียงตะโกนมาจากทางประตูบ้าน พวกหนุ่มๆ ตะโกน “ช้าๆ หน่อยลุง”
จากนั้นร่างของลุงซ่งก็ปรากฏ
“คุณชายลู่!” ลุงซ่งตื่นเต้น
เพียงชั่วพริบตาไม่เจอกันครึ่งปีแล้ว
ถึงแม้ระหว่างทางพวกเด็กๆ จะเตือนเขามาตลอดว่าอย่าพูดเรื่องขอบคุณแม่ทัพเล็กที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร แม่ทัพเล็กอาจไม่ชอบฟังคำพูดพวกนั้น ใช่ พวกเราไม่พูดถึงได้ แต่ไม่พูดแล้วมันหมายถึงไม่มีอยู่เหรอ ขอบคุณจากใจจริงเป็นสิ่งที่ควรทำ
หากไม่มีแม่ทัพเล็ก คนหนุ่มในบ้านก็จะหายไปยี่สิบกว่าคน
ลู่พั่นรับร่มกระดาษไขที่ยายเถียนยื่นให้ และก็รีบเดินขึ้นหน้ามารับเช่นกัน
เมื่อซ่งฝูหลิงเดินถือตะกร้าใส่เต้าหู้ที่เพิ่งซื้อเข้ามา ภาพที่เห็นก็คือ ลู่พั่นกำลังถูกปู่ทวด ลุงใหญ่ ลุงรอง และคนอื่นๆทำการ ‘สำรวจ’ อยู่
มองด้านหลังของลู่พั่น เวลานี้ต้องยอมรับเลยว่า บางคนต่อให้แต่งตัวเหมือน ‘อาพั่น’ บุคลิกก็ยังไม่คล้าย
ก็ดูในห้องทำขนมสิ เป่าจูโค้งตัวเรียกคุณชาย คุณชายลู่ที่อยู่ในชุดเสื้อเต่อกางเกงเต่อกลับพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ “ลุกขึ้น”
ดูพวกพี่สาวของนางสิ พออยู่ๆ ก็เห็นชายหนุ่มปรากฏตัว ซ่งฝูหลิงอยู่ไกลขนาดนี้ยังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่พวกพี่สาวตื่นเต้นเขินอาย
แต่คุณชายลู่ที่อยู่ท่ามกลาง ‘แรงงานสาว’ กลับไม่รู้สึกอะไรต่อสายตาของพวกสาวๆ ที่มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้แต่น้อย เขากำลังตั้งใจคุยกับพวกปู่ทวด
ดูเหมือนจะถามว่าแต่ละวันทำได้เท่าไหร่ จากนั้นก็หยิบให้ชิมนิดหน่อย
ดูเหมือนจะถามว่าใครเป็นคนคิดค้น
เนื่องจากอยู่ๆ คุณชายลู่ก็หันมา ซ่งฝูหลิงเลยเดินเข้าห้องครัวส่วนรวมไปแล้ว
ในสายตาของซ่งฝูหลิง คุณชายลู่แปลกประหลาดมาก สาวๆ หลายสิบคนมองเขาเป็นสายตาเดียว แต่เขากลับไม่เขินอาย แต่พอนางปรากฏตัว ทำไมถึงได้ดูประหม่าอย่างนั้นล่ะ
แถมนางยังแน่ใจด้วยว่าดูไม่ผิด
เฉียนเพ่ยอิงกางโต๊ะเล็กบนเตียง
ก่อนหน้านี้ เดิมทีลู่พั่นนั่งอยู่ที่ขอบเตียง กำลังมองชั้นเก็บของที่อยู่บนเตียง
ชั้นเก็บของนั้นดูคุ้นตามาก เป็นชั้นที่เขาเคยใส่หนังสือให้หมี่โซ่ว ตอนนี้บนพื้นเต็มไปด้วยเสบียงอาหารชั้นพวกนี้ก็เลยถูกย้ายมาไว้บนเตียงวางชิดกำแพง ในนั้นมีหนังสือ เสื้อผ้า และของจิปาถะ
พอเห็นเฉียนเพ่ยอิงยกโต๊ะเข้ามา ลู่พั่นก็รีบยืนขึ้น “ข้าช่วย”
ข้างนอกฝนตก ภายในบ้านค่อนข้างมืด เฉียนเพ่ยอิงจะจุดตะเกียงกับจุดเทียน ลู่พั่นก็ยื่นมือเข้ามาพร้อมพูดว่า “ข้าช่วย”
เฉียนเพ่ยอิงยิ้มให้เขา
กับข้าวถูกนำมาขึ้นโต๊ะ
ท่านลุงซ่งพูดแล้วว่า ลู่พั่นต้องรีบกลับ กับข้าวต้องทำที่ง่ายๆ และอร่อย อย่ามัวแต่ต้มตุ๋นทำให้เสียเวลา
เฉียนเพ่ยอิงจนปัญญา สามีของนางไม่อยู่ ทุกคนก็มองนาง หวังว่านางจะช่วยทำที่ถนัดออกมาสักสองสามอย่าง
จึงทำเนื้อผัดพริกให้ลู่พั่น
ถั่วงอกผัดหนังหมู
เต้าหู้หม่าโผ
ผักจิ้มน้ำพริก
อาหารพวกนี้ใช้เวลาน้อย
ส่วนน้ำแกง ให้ลูกสาวของนางช่วย ทำซุปฟักทอง
ทุกครั้งที่เฉียนเพ่ยอิงยกกับข้าวมา ลู่พั่นก็จะลุกขึ้น พยักหน้าให้อย่างสุภาพ
และเมื่อซุปฟักทองถูกยกเข้ามา เฉียนเพ่ยอิงเหลือบเห็นหูของลู่พั่นแดง คิดชั่วครู่จากนั้นนางก็พูดขึ้น “ถึงแม้การพูดแบบนี้ในเวลานี้จะไม่ค่อยเหมาะสมนัก แต่ข้าก็ยังอยากพูด พอได้ยินว่าท่านแค่ฝึกทหารอยู่แนวหลัง ไม่ได้ไปแนวหน้า ข้าก็ดีใจพอสมควร”
แสดงให้เห็นว่านี่เป็นคำพูดจากใจจริง
ลู่พั่นมองเฉียนเพ่ยอิง สายตาอยู่ที่ผมเปียกหมาดของนาง
ตั้งแต่กลับมาก็ทำกับข้าวให้เขา ไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเช็ดผม
คำพูดนี้ท่านปู่ท่านย่า ท่านแม่ รวมถึงญาติๆ ต่างไม่เคยพูดมา คิดดูก็รู้ว่าน่าจะคิดเหมือนท่านป้าที่อยู่ตรงหน้าคนนี้
ดังนั้นที่เขามาครั้งนี้จึงตั้งใจไม่ใส่ชุดไว้ทุกข์ ไม่ได้บอกทุกคนว่าเขาจะออกเดินทาง
แค่อยากมากินข้าวจริงๆ
อยากมาดูนาง
บอกว่าเจอกันวันที่ห้า แต่ก็ยังไม่ได้เจอมาตลอด
และก็ถือโอกาสมาเจอคนเหล่านี้ที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
พวกเขามุ่งมั่นพยายามเป็นกองสนับสนุนอยู่แนวหลัง
สนับสนุนจนถึงขั้นที่ว่าเขามาครั้งนี้ไม่ได้เจอซ่งฝูเซิง
เขาไม่ทราบเรื่องพวกนี้
ลู่พั่นยิ้มให้เฉียนเพ่ยอิง “ขอบคุณ”
เฉียนเพ่ยอิงก็ยิ้มให้ “รีบนั่งกินเถอะ”
จากนั้นลู่พั่นก็ตั้งใจกินข้าวโดยมีท่านลุงซ่งกับเฉียนหมี่โซ่วอยู่เป็นเพื่อน
หมี่โซ่วเล่าว่า พี่สาวของเขาช่างสรรหาเรื่องกิน เต้าหู้หม่าโผต้องเอามาคลุกข้าว ส่วนผักจิ้มน้ำพริกพี่แม่ทัพเล็กต้องเอามาม้วนแบบนี้
ลู่พั่นก็เลียนแบบการกินของหมี่โซ่ว
“พี่แม่ทัพเล็ก อันที่จริงข้ารู้สึกว่าเนื้อย่างบ้านข้าอร่อยที่สุด”
สักพักท่านลุงซ่งก็พูดขึ้น “ตั้งเตาย่างบนเตียง หั่นหมูสามชั้นมาหน่อย หั่นพริกฝอย กระเทียมแผ่น แล้วก็ไปเด็ดผักกาดหอมในแปลงมา”
ลู่พั่นกินผักกาดหอมห่อหมูสามชั้น ขณะกินก็คุยกับท่านลุงซ่งและหมี่โซ่วไปด้วย
ท่านลุงซ่งถามเขา “นึกไม่ถึงว่าพวกเราจะหาเงินได้ด้วย ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น” จริงใจ เล่าให้คนนอกฟังตามตรง
หมี่โซ่วถูกลู่พั่นถามว่าเส้นๆ ที่อยู่บนกำแพงคืออะไร “พี่แม่ทัพเล็ก นั่นคือเส้นวัดส่วนสูง ด้านนั้นที่สูงๆ เป็นของพี่สาวข้า ส่วนด้านนี้ของข้า”
ลู่พั่นหันหน้ามองกำแพง เขาก็ว่าอยู่ ดูเหมือนนางจะสูงขึ้นไม่น้อย
ทุกคนต่างคิดว่าที่ลู่พั่นมาครั้งนี้เพราะบังเอิญผ่านมาจริงๆ ไปฝึกทหารอยู่ข้างนอกมานานจึงกลับจวนมาพักผ่อน จากนั้นก็มานั่งพักที่พวกเขาสักหน่อย
ต้องพูดเลยว่าพอซ่งฝูเซิงไม่อยู่ ช่วงนี้ก็ไม่มีใครเข้าเมือง ข่าวสารของหมู่บ้านเหรินจยาก็เลยล่าช้า
มีแค่ซ่งฝูหลิงรู้สึกว่าวันนี้รอยยิ้มของคนคนนี้เยอะเกินไปหรือเปล่า แถมยังดูนิ่งเป็นพิเศษ ดูเข้าถึงง่ายเป็นพิเศษด้วย
ท่านลุงซ่งเล่าเรื่องกังหันน้ำ คุณชายลู่ฟังอย่างออกอรรถรสยังพอเข้าใจได้
แต่เรื่องเพาะปลูก เห็นๆ อยู่ว่าเขาไม่เข้าใจ แต่กลับตั้งใจฟังราวกับกำลังอิน
หลังจากที่ซ่งฝูหลิงกับลู่พั่นกลับถึงบ้านก็ไม่มีโอกาสได้คุยกัน
ลู่พั่นก็ไม่มีทางเสียมารยาทมองนาง ตามหานาง
เพราะภายในใจของเขาคิดอยู่ตลอดเวลาว่า เกิดเขาไม่กลับมาล่ะ
คนอยู่ด้วยตั้งมากขนาดนี้จะไม่ดีต่อชื่อเสียงของนาง
อีกทั้งเกิดพูดคุยกับนางมากเข้า นางจะคิดถึงเขา
ได้กลับมาก็แล้วไป ไม่เสียแรงที่คิดถึง ทว่าแม้แต่ท่านพ่อของเขายังเกิดเรื่องไม่คาดคิด
“พี่แม่ทัพเล็ก!”
ลู่พั่นได้ยินก็หันไป
เวลานี้เด็กหลายสิบคนยืนเรียงกันอยู่ที่อีกฟากของแม่น้ำ อยู่กันครบทุกคน ไม่ใช่แค่หมี่โซ่วคนเดียวอีกแล้วที่เรียกเขา
ทันใดนั้นก็เห็นเด็กพวกนั้นทำท่ารูปหัวใจอย่างพร้อมเพรียงขณะที่ลู่พั่นกำลังจะไป
คนที่นำให้ทำท่านี้คือซ่งฝูหลิง