ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 494 ใครตายนะ / ตอนที่ 495 ออกเดินทาง
ตอนที่ 494 ใครตายนะ
ยื่นมือออกมาทำท่านั้น หมายความว่าอะไร
ลู่พั่นโบกมือให้อีกฟากของแม่น้ำทั้งที่ไม่เข้าใจ เพื่อบอกให้ซ่งฝูหลิงกับพวกหมี่โซ่วกลับบ้าน เขาขึ้นม้าแล้ว
ก่อนหน้านี้ต้าจวิ้นถูกพวกป้าอ้วนจูงไปหลบฝนในบ้าน ยังเกือบถูกต้าจวิ้นถีบเข้าให้
พวกป้าอ้วนอาศัยสายตาอันเฉียบคมที่มีบ้างเป็นครั้งคราวแบบนี้ ทำให้โชคดีไม่หยุด
ลู่พั่นรู้ดีว่า ครั้งนี้เขาเอาแต่ใจ หายไปตลอดช่วงบ่าย เมื่อกลับเข้าเมือง เขาก็จะไม่ใช่แค่ลู่พั่นอีกต่อไปแล้ว
ถือดาบเหล็กไว้ในมือ พาทหารออกศึก
เมื่อฝนหยุด ทันใดนั้นได้มีสายรุ้งปรากฏ
เขาขี่ม้าอยู่บนเส้นทางหลวงพลางเงยหน้ามองสายรุ้ง
ซ่งฝูหลิงก็กำลังมองสายรุ้ง
ไม่ต้องสนว่าครั้งนี้เขามาทำไม
หวังว่าเขาจะฝึกทหารอยู่ที่แนวหลังตลอด รับผิดชอบแค่ส่งทหารเก่งๆ ไปที่แนวหน้า
ถ้าจะต้องไปสนามรบจริง ก็หวังว่าเส้นทางที่เขาเลือกจะไม่ใช่เส้นทาง ‘อันตราย’ ที่นางกับท่านพ่อของนางเดาไว้
หากแค่เผชิญหน้ากับศัตรู เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ อันตรายก็จะน้อย
แต่ถ้าเป็นเส้นทางรบเส้นทางนั้นจริง หวังว่าการที่นางพาพวกเด็กๆ ออกมาทำท่าหัวใจนี้ มีจำนวนมากขนาดนี้ จะช่วยให้เขาโชคดี ชีวิตไร้กังวลได้บ้าง
ทันใดนั้นซ่งฝูหลิงก็รู้สึกหนักใจ ที่นี่ไม่มีอะไรดีเลยแม้แต่น้อย
สงคราม ปืนใหญ่ มักมีแต่การจากลา ชีวิตเสี่ยงอันตราย
อย่าเห็นว่านางกับแม่ดูปกติ แต่ในความเป็นจริง พ่อนางแค่คุมเสบียงไปส่งในอาณาเขตของฮ่องเต้องค์ใหม่ โดยทั่วไปไม่มีทางเกิดอันตราย แต่นางกับแม่ก็เป็นห่วงกันมาก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทหารที่จับอาวุธเหล่านั้น อาวุธไร้ดวงตา เมื่อปืนใหญ่ยิง ยาก็ตามไปช่วยไม่ทัน
เฮ้อ คิดต่อไม่ได้แล้ว
ซ่งฝูหลิงมองสายรุ้งอีกครั้ง เวลานี้อารมณ์กำลังมาพอดี วาดลงรูปภาพดีไหม
ว่าแต่ภาพวาดของนางล่ะ
“หมี่โซ่ว มานี่หน่อย”
เฉียนเพ่ยอิงเติมฝืนใส่เตา ต้องเตรียมทำกับข้าวอีกรอบแล้ว ทุกคนยังไม่ได้กิน
ถ้าเอาตามเวลาปัจจุบัน ลู่พั่นมาตอนบ่ายโมงกว่า กลับไปตอนบ่ายสามกว่า ปกติทุกคนถึงจะทำอาหารในเวลานี้ กินข้าวตอนห้าโมงกว่า กินเสร็จก็ไปทำงานที่แปลงเพาะปลูกต่อจนถึงสามสี่ทุ่ม มองเห็นไม่ชัดค่อยกลับมา
“สองพี่น้องซุบซิบอะไรกันอีก มีอะไรที่แม่ฟังไม่ได้”
“ไม่มีอะไร”
สองพี่น้องปากพูดแบบนี้ แต่กลับจูงมือกันไปคุยตรงที่ที่เฉียนเพ่ยอิงไม่ได้ยิน
ซ่งฝูหลิงอ้าปากค้างมองน้องชาย ทำไมถึงเอาภาพวาดของนางไปล่ะ
เอาแบบภาพเครื่องคั้นน้ำไปเพราะสนใจอยากทำให้นาง อันนี้พอเข้าใจได้ แต่อยู่ๆ เอาภาพวาดไปโดยไม่บอกสักคำมันหมายความว่าไง
เป็นถึงคุณชาย นิสัยแบบไหนกัน ไม่คิดจะบอกกันเลย
หมี่โซ่วผายมือออก เขาเองก็ไม่รู้ ก่อนหน้านี้อยู่บนเตียงยังเห็นภาพวาดของพี่สาว แต่ต่อมาก็ไม่เห็นแล้ว
“ยังจะมาผายมือ งั้นทำไมตอนนั้นเจ้าไม่เอากลับมาให้ข้าเล่า”
“พี่สาว ตอนนั้นข้ายุ่งจะตาย ในบ้านไม่มีผู้ชาย ข้าต้องคอยต้อนรับพี่แม่ทัพเล็ก”
ซ่งฝูหลิงเปิดฝากล่อง เรื่องที่ทำให้เธอพูดไม่ออกยิ่งกว่าคือ
นี่ใช้ครีมอาบน้ำของนางไปแค่ไหนกันเนี่ย หายไปเกินครึ่ง
คนนอกใช้มันจะเอากลับมาไม่ได้
เดิมทีครีมอาบน้ำรุ่นนี้ก็เหลือในพื้นที่พิเศษไม่เยอะด้วย เป็นกลิ่นกลางๆ ที่ ‘แฟน’ ของนางกับนางชอบที่สุด
มิน่าในบ้านถึงมี ‘กลิ่นหอมฟุ้ง’
…
ในเวลาเดียวกัน ซ่งฝูเซิงที่กำลังอยู่ระหว่างทางกลับก็กลืนแตงโมในปากด้วยความยากลำบาก “เจ้าว่าใครตายนะ”
ชาวบ้านที่เจอระหว่างทางทำหน้าเศร้า เหมือนฟ้ากำลังจะถล่ม “ก็แม่ทัพเจิ้นกั๋วน่ะสิ แม่ทัพลู่ที่เก่งกาจขนาดนั้นตายแล้ว อยู่ๆ ก็ล้มลง…เฮ้อ!”
ขาดก็แค่พูดว่า แบบนี้ยังจะชนะได้อีกเหรอ
พวกชาวบ้านรู้สึกว่านี่เหมือนลางบอกเหตุ สวรรค์กำลังบอกพวกเขาทางอ้อมว่าพวกเขากำลังจะสูญเสียลูกชาย
อย่างไรเสียก็ไม่เป็นมงคลสักเท่าไร
“ท่านพ่อ พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว ปากไม่มีหูรูด”
ชายชราได้สติกลับมาในทันที ยิ้มด้วยความอายให้พวกซ่งฝูเซิง รีบเดินออกไปพร้อมลูกชาย
ต้าหลังทำหน้าเหลือเชื่อ “อาสาม เขาหมายถึงพ่อของแม่ทัพเล็กตายแล้วเหรอ”
“น่าจะ”
สิบเอ็ด ‘ผู้กล้า’ ของเก้าตระกูลหมดอารมณ์ที่จะเปิดครัวชิมอาหารท้องถิ่นระหว่างทางกลับ
น้อยครั้งที่ซ่งฝูเซิงจะคุยกับพวกชาวบ้านที่มาเป็นแรงงาน แต่พอได้ยินข่าวนี้ เขาก็ยืนต่อหน้าทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ข้ารู้ว่าพวกท่านจงใจถ่วงเวลา ไม่อยากกลับไป”
ชาวบ้านสี่ร้อยคนพร้อมใจกันคิดในใจ ถูกต้อง จงใจ
เพราะท่านเป็นหัวหน้าที่ดี ไม่อยากแยกกับท่าน
พอกลับไปท่านก็ไม่เป็นหัวหน้าให้พวกข้าแล้ว
พอกลับไปไม่รู้ว่าพวกข้าต้องไปเป็นลูกน้องใคร อาจต้องไปส่งเสบียงที่ไหนก็ไม่รู้ ยื้อเวลาได้หนึ่งวันก็หนึ่งวัน
“งั้นพวกท่านก็ค่อยๆ เดินเล่นกันไป พวกข้าจะเอาเกวียนล่อทั้งสิบนี้ล่วงหน้าไปก่อน ไว้เจอกัน”
“หัวหน้า หัวหน้าซ่ง”
พวกชาวบ้านร้อนใจ อย่าอย่างนี้สิ
ตอนที่ 495 ออกเดินทาง
“คุณชายกลับมาแล้ว คุณชายกลับมาแล้ว!”
ตอนลู่พั่นกลับมาได้เกิดเหตุการณ์แทรกขึ้นเล็กน้อย
ตอนเข้าประตูเมือง เสี่ยวเฉวียนจื่อที่พาคนออกไปตามหาจำนวนมากได้รุมล้อมลู่พั่นไว้พลางตวาดเสียงใส่ “หยุดนะ บังอาจ กล้าขี่ม้าของคุณชายพวกเราเชียวรึ!”
ลู่พั่นที่แต่งตัวเหมือนชาวสวนเหล่มองเสี่ยวเฉวียนจื่อทั้งที่อยู่บนหลังม้า
เสี่ยวเฉวียนจื่อถึงขั้นเอาหอกชี้หน้า เขารีบหันไปมองด้านข้าง แสร้งทำเป็นว่าคนที่ตวาดใส่ลู่พั่นเมื่อครู่ไม่ใช่เขา
ตอนลู่พั่นลงจากม้าที่หน้าจวน เสี่ยวเฉวียนจื่อก็ทำผิดอีกรอบ
เขาควบคุมจมูกตัวเองไม่ให้สูดดมไม่ได้ กลิ่นหอมโชยมาจากไหนกัน กลิ่นแปลกดี ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน เขาตามหลังลู่พั่นมาตลอดทางก็ดมมาตลอดทาง
ทันใดนั้นลู่พั่นได้หยุดยืนเรียกพ่อบ้าน เสี่ยวเฉวียนจื่อเลยเดินชนเขา
เสี่ยวเฉวียนจื่อ “…”
ไอ๊หยา เขาทำอะไรเนี่ย เป็นเพราะไม่ได้นอนใช่ไหม ทำพลาดอยู่เรื่อย
ตอนที่ซุ่นจื่อรีบมาด้วยความร้อนรน ลู่พั่นก็ได้คุยกับพ่อบ้านเสร็จเดินไปทางเรือนในแล้ว
“คุณชายคุยอะไรกับท่าน”
สั่งให้เรียกต้าเต๋อจื่อกลับมา
พ่อบ้านงงมาก พูดตามตรง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้าเต๋อจื่อเป็นใคร ในจวนมีบ่าวรับใช้ตั้งมาก เป็นบุคคลที่แทบไม่มีตัวตน แต่คุณชายสั่งเขาแบบนี้ วันหน้าต้องเอาใจใส่ต้าเต๋อจื่อให้มากหน่อยแล้ว
ซุ่นจื่อหันไปถามเสี่ยวเฉวียนจื่อเรื่องรายละเอียดว่าไปเจอคุณชายที่ประตูเมืองประตูไหน
ฟังจบสมองก็แวบขึ้นมา หมู่บ้านเหรินจยาเหรอ
เสี่ยวเฉวียนจื่อมองซุ่นจื่อที่อยู่ในชุดไว้ทุกข์ด้วยความตะลึง “อาจารย์ ทำไมอยู่ๆ ก็ร้องไห้ล่ะ”
ซุ่นจื่อใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา “ไม่มีอะไร คืนนี้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนคุณชายนะ พอจะเข้าใจแล้ว ข้าจะกลับบ้านหน่อย กินข้าวกับพ่อแม่สักมื้อ”
ฮือๆ คุณชายไปหมู่บ้านเหรินจยามา นี่ก็แสดงว่าคิดถึงเลยไปดูสักหน่อย ไปเยี่ยมสักหน่อย
เขาเองก็ต้องกลับบ้านบ้าง พูดคุยความในใจกับพ่อแม่ จากนั้นก็จะติดตามไปจนตาย
…
อัครเสนาบดีลู่นั่งอยู่ในอ่างน้ำ สมองเต็มไปด้วยภาพลูกชายในวัยเด็ก
คนหัวหงอกส่งคนหัวดำ คำพูดนี้หมายถึงเขา
ลูกตายก่อนพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ที่มีชีวิตอยู่ไม่เหลือความหวังอะไรแล้ว
เฮ้อ คิดต่อไม่ได้แล้ว สงครามกำลังคุกรุ่น เขายังมีอีกหลายเรื่องต้องทำ ไม่เพียงแต่เขาจะเป็นพ่อคน ยิ่งไปกว่านั้นเขาเป็นอัครเสนาบดีของราษฎรจำนวนมาก พรุ่งนี้ยังต้องรีบเข้าวังแต่เช้า
อัครเสนาบดีลู่คิดเรื่องพวกนี้ในใจ ยื่นมือออกไปจะหยิบเจ่าโต้ว สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ “หมินหรุ่ย?”
ลู่พั่นหยิบเก้าอี้เตี้ยมานั่งด้านหลังท่านปู่ พูดสิ่งที่คิดออกมา “ท่านปู่ วันนี้หลานไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมาโดยที่ไม่ได้บอกก่อน ได้ยินว่ามีเด็กห้าขวบคนหนึ่งมักจะถูหลังให้ลุงของเขาเสมอ”
เขาเริ่มพูดเรื่องที่ได้ยินมาจากหมี่โซ่ว สารพัดเรื่องที่ปกติหมี่โซ่วทำกับซ่งฝูเซิง
หมี่โซ่วเช็ดเท้าให้ซ่งฝูเซิงทุกวัน ตอนอาบน้ำก็จะขัดหลังให้กันและกัน กินข้าว เขียนหนังสือ พอก้าวหน้าขึ้นมานิดหน่อยเด็กน้อยก็จะได้รับรางวัล ได้ยินว่าจะถูกหอมแก้มอุ้มขึ้นมายกสูง…
วันนี้ลู่พั่นถูหลังให้ปู่ของเขา เล่าเรื่องพวกนี้ ทั้งยังมอบอ้อมกอดจากด้านหลังให้ปู่
ภายในห้องหนังสือ พอลู่พั่นออกไป ทันใดนั้นอัครเสนาบดีลู่ก็ร้องไห้เหมือนเด็ก
นับตั้งแต่ร่างของแม่ทัพลู่ถูกนำกลับมาจนกระทั่งถึงพรุ่งนี้ที่ต้องรีบฝังโดยเร็วที่สุด อัครเสนาบดีลู่แค่นอนไม่หลับ ยังไม่เคยร้องไห้
ในสถานการณ์พิเศษย่อมต้องมีการปฏิบัติเป็นการเฉพาะ ทุกอย่างต้องเอางานใหญ่เป็นหลัก บางครั้งตระกูลลู่ยังสู้ครอบครัวคนธรรมดาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่มีแม้แต่เวลาว่างมานั่งไว้อาลัยลูกชายตัวเอง
คืนนี้ในที่สุดก็ได้นั่งอยู่ในห้องหนังสือคนเดียวร้องไห้อย่างเต็มที่ครั้งหนึ่ง หัวใจดุจถูกมีดกรีด
หลังจากลู่พั่นออกมาก็ไปที่เรือนของท่านย่า
ท่านย่าองค์หญิงใหญ่ก็แสดงออกว่าเข้มแข็งมาตลอด
ชาวบ้านมักพูดว่า กินข้าวชามใหญ่แค่ไหน มีอาหารกินมากเพียงใด อันที่จริงคนจนก็มีความสุขแบบคนจน
แต่ชามข้าวของครอบครัวนางใหญ่เกินไป งานที่ทำก็มีมาก ภาระหนักหน่วง นี่ก็คือชะตากรรมของตระกูลลู่
ท่านย่าของลู่พั่นคิดว่าตัวเองปลงได้แล้ว แต่ชั่วขณะที่เห็นหลานชายถือกะละมังล้างเท้าปรากฏตัว หัวใจก็เจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทงนับไม่ถ้วน
วันมะรืนหลานชายก็จะไปสนามรบแล้ว
“ท่านย่า รอหลานกลับมา พอพ้นช่วงไว้ทุกข์ของท่านพ่อ หลานจะแต่งงาน…”
ต่อมาลู่พั่นก็ได้สร้างความฝันที่สวยงามให้ท่านย่าของเขา
บอกว่าพอถึงตอนนั้นเขากับภรรยาจะอยู่ในจวนเป็นเพื่อนบ่อยๆ ต่อไปจะมีลูกเยอะๆ
ทำให้ตระกูลลู่มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ให้ท่านย่าได้อุ้มเหลนจนแทบไม่อยากวางเหลนคนนั้นลง
บรรยายภาพความฝันอันงดงาม ครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา ปีใหม่นั่งกันเต็มโต๊ะ
องค์หญิงใหญ่ก็ให้ความร่วมมือกับหลานชาย อดกลั้นต่อความเจ็บปวดภายในใจ ยิ้มพลางจินตนาการไปพร้อมลู่พั่น ทั้งยังได้ตบมือของลู่พั่นเบาๆ พลางเอ่ย “ย่าจะรอ รอวันนั้น”
“ท่านย่า หากสตรีที่หลานถูกใจเป็นเพียงลูกสาวของครอบครัวธรรมดาที่ฐานะต่ำต้อย ท่านย่าจะเห็นด้วยหรือไม่”
“เห็นด้วย หมินหรุ่ยของย่าไม่เคยดูคนผิด หากลูกสาวของชาวบ้านเข้าตาหลานย่าได้ นั่นก็แสดงว่าจะต้องยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ”
พอลู่พั่นออกไป องค์หญิงใหญ่ก็ร้องไห้
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่พั่นพูดเยอะขนาดนี้ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าหลานชายพูดจาได้น่าฟังเพียงนี้
จะต้องมีวันนั้นแน่นอน หลานย่า เจ้าไม่มีทางผิดคำพูด ย่าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเป็นอะไรไป
“ท่านแม่ใส่สิ่งนี้งดงามมาก”
ลู่พั่นให้เครื่องประดับราคาแพงกับแม่ตัวเองหนึ่งชุด คล้ายคริสตัลสีม่วงของยุคปัจจุบัน หลังจากกินข้าวเป็นเพื่อนลู่ฮูหยินเสร็จก็ไปเดินเล่นในสวน
คำพูดคำจาของเขาในเวลานี้ ปากหวานเหมือนหมี่โซ่ว คำพูดที่สิบกว่าปีก่อนไม่มีทางพูดและก็อายเกินกว่าจะพูด วันนี้เขากลับค่อยๆ พรั่งพรูออกมาอยู่ไม่น้อย
ครึ่งค่อนคืนแรก ลู่พั่นทำเรื่องพวกนี้ จากนั้นก็คุกเข่าให้ท่านพ่อหนึ่งชั่วยาม
ครึ่งค่อนคืนหลัง ลู่พั่นนั่งที่โต๊ะ เขียนจดหมายให้พี่สาวทั้งสี่รวมถึงท่านยาย
ในจดหมายของท่านยาย เขากำชับให้ท่านยายเรียกท่านแม่ของเขากลับบ้านบ่อยๆ
ในจดหมายที่ให้พวกพี่สาว
เขาพูดกับพี่สาวคนโตว่า อย่ามัวแต่ช่วยพี่เขยแย่งตำแหน่งสืบทอดอยู่ในเรือนใน พี่ใหญ่ น้องชายรู้ว่าท่านเก่ง แต่สั่งสอนหลานให้ดี ลูกชายของท่านก็จะไปแย่งชิงเอง เราต้องใช้แรงให้ถูกที่ ได้ครอบครองมากเท่าไรก็ไม่สู้ลูกหลานมีอนาคต
เขาพูดกับพี่สาวคนรองว่า จิตใจของพี่เขยรองไม่ได้จดจ่ออยู่ที่สนามขุนนาง ตอนนั้นที่ท่านถูกใจเขาเพราะความเก่งในตัวเขามิใช่หรือ ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใดท่านต้องทะเลาะกับเขาไม่หยุดหย่อนเพราะเขาตั้งใจศึกษาหาความรู้ด้วย
เรื่องที่ลู่พั่นพูดกับลู่จือหว่านคือ ต้องช่วยให้พี่เขยสามยืนได้อีกครั้ง พี่สาม พี่เขยชอบพี่ และพี่เองก็แต่งกับคนดี ตอนนี้น้องชายเพิ่งเข้าใจว่าการได้อยู่กับคนที่รักเป็นเรื่องที่สวยงามเหลือเกินบนโลกใบนี้
ส่วนพี่สาวคนที่สี่ ลู่พั่นระบายความโกรธไปเต็มจดหมาย
พี่สี่ ท่านเป็นบุตรสาวตระกูลลู่ เดิมทีคนเล็กสุดย่อมเป็นคนที่ได้รับการเอาใจมากที่สุด
แต่ดูชีวิตท่านสิ ทำไมถึงได้เป็นคนอ่อนแอแบบนี้
พี่เขยสี่รับอนุเข้ามาคนแล้วคนเล่า ท่านก็จับฆ่าคนแล้วคนเล่า
ท่านถือสาเรื่องชื่อเสียง ท่านใช้ชีวิตที่กล้ำกลืนฝืนทนแบบนั้น ตระกูลลู่ไม่ขายหน้าหรือ หากจับฆ่าแล้วยังแก้ไขอะไรไม่ได้ก็หย่าเถิด
ในใจของลู่พั่น เขาไม่เคยมีความคิดเรื่องจะเกลี้ยกล่อมให้คืนดีหรือหย่า เขาคิดมาตลอดว่า สำหรับบางคนหรือบางเรื่อง การเกลี้ยกล่อมให้คืนดีคือการสร้างบาป
เมื่อแสงแรกของวันสาดส่องเข้ามาในห้องหนังสือ เห็นเพียงลู่พั่นกำลังม้วนเก็บภาพวาดด้วยความระมัดระวัง เขาทาน้ำมันไว้แล้ว ไม่มีทางฉีกขาดได้ง่าย
อีกทั้งยังได้วาดเสริมเติมแต่งลงในภาพวาดของซ่งฝูหลิง
เติมภาพซ่งฝูหลิงขณะถือร่มกระดาษไข
…
ตอนที่ซ่งฝูเซิงพาพวกชาวบ้านแรงงานมาใกล้ถึงเมืองเฟิ่งเทียนก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไป
พวกชาวบ้านที่นั่นไม่ได้มีสีหน้าเหมือนเคราะห์ร้ายจะบังเกิดเพราะสูญเสียแม่ทัพเจิ้นกั๋วอีกต่อไป
แต่มีท่าทางสามัคคีกันยิ่งกว่าเดิม
เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว
“ท่านไม่ทราบรึ แม่ทัพเล็กบุตรชายของแม่ทัพลู่กำลังจะนำทหารของแม่ทัพลู่ที่เรียกกลับมาจากแต่ละที่ไปออกศึกแทนพ่อ”
ลู่พั่นที่อยู่ในชุดเกราะสีเงินนั่งบนหลังม้ามองชาวบ้าน
พวกชาวบ้านพากันตะโกน “แม่ทัพลู่แตกดับ แม่ทัพเล็กลู่ย่อมคว้าชัย”