ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 496 ครอบครัวเรามีทักษะพิเศษกันทุกคน
ระยะทางยิ่งใกล้เมืองเท่าไร ข่าวที่ซ่งฝูเซิงได้ยินก็ยิ่งมีมาก
“…แม่ทัพใหญ่พ่อของเขา ผู้บัญชาการในกองทัพได้จากไปแล้ว แม่ทัพเล็กลู่ได้รับคำสั่งอย่างกะทันหัน ฝ่าบาททรงแต่งตั้งเป็นแม่ทัพติ้งไห่”
“ติ้งไห่ ได้ยินว่าเป็นนามที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แม่ทัพเล็กลู่โดยเฉพาะ”
พวกชาวบ้านไม่รู้ว่า แม่ทัพติ้งไห่ที่แต่งตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษนี้ ระดับก็สูงกว่านายทหารชั้นสูงทั้งหมด เป็นรองก็แค่บิดาของลู่พั่นที่เป็น ‘อดีตแม่ทัพใหญ่’ รวมถึงแม่ทัพใหญ่สามนายที่กำลังออกศึกอยู่ที่แนวหน้ากับอีกหนึ่งนายที่นั่งประจำอยู่ที่เมืองเฟิ่งเทียน
อายุก็มากกว่าลู่พั่นมาก มีแม่ทัพใหญ่สองนายที่ถึงขั้นอายุมากกว่าบิดาของลู่พั่น และยังมีอีกหนึ่งนายที่เป็นพี่ชายของพระสนมกุ้ยเฟย ฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่มีฮองเฮา
แต่พวกชาวบ้านกลับรู้เหตุผลข้อนี้
“ต้องแบบนี้ เอาแบบนี้ ต้องให้แม่ทัพเล็กลู่เป็นแม่ทัพใหญ่ พาทหารในมือไปมากหน่อยเพื่อปกป้องเขา ต้องคว้าชัยชนะกลับมาให้ได้ นั่นตระกูลลู่เชียวนะ ลูกชายเพียงคนเดียวของจวนผู้สำเร็จราชการ”
ชาวบ้านอย่างเราไม่เข้าใจเหตุผลใหญ่ๆ แต่พวกเราเข้าใจ ตอนที่ฮ่องเต้เกณฑ์กำลังพลไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวของราษฎรสิ้นทายาทสืบสกุล ทว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลลู่กลับต้องสวมชุดเกราะลงสนามรบเพื่อราชสำนักและราษฎร
เรียกได้ว่าลู่พั่นยังไม่ทันได้เริ่มรบ นาม ‘ติ้งไห่’ ที่ฮ่องเต้พระราชทานก็ได้อยู่ในใจของเหล่าราษฎรไปแล้ว
ในสายตาของชาวบ้าน ความหมายของการที่ลู่พั่นไปแนวหน้าไม่เหมือนกับพวกแม่ทัพที่ฮ่องเต้ส่งไป
ลู่พั่นเป็นทายาทสืบสกุลที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของแม่ทัพลู่
และเขาก็เป็นจิตวิญญาณที่แสดงถึงกองทัพใหม่ของฮ่องเต้
ก็เหมือนกับที่บิดาของเขาจากไป เขาก็ไปรบแทน
ถ้าเช่นนั้นกองทัพของฮ่องเต้องค์ใหม่นี้ก็จะเหมือนการสืบทอดของตระกูลลู่ ไม่มีทางล้มได้ ตีก็ไม่แตก ไม่ว่าแนวหน้าจะเกิดอะไรก็จะมีทหารเข้าสู่สนามรบอันกว้างใหญ่นี้คอยเติมอย่างไม่ขาดสาย
ตอนที่ ‘สิบเอ็ดคน’ ของเก้าตระกูลได้ยิน ‘ข่าวลือ’ พวกนี้ก็ภูมิใจอยู่หรอก แต่มันมีความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจ
เพราะพวกเขาไม่เหมือนชาวบ้านพวกนั้น พวกเขารู้จักลู่พั่น
ฝีเท้าของซ่งฝูเซิงก้าวเร็วยิ่งขึ้น อันที่จริงในใจก็ไม่รู้ว่ารีบกลับไปจะพูดอะไรกับลู่พั่นได้
พูดเทคนิคการรบของคนรุ่นหลังที่ไม่รู้ว่ามีประโยชน์หรือไม่ในเวลานี้น่ะเหรอ ต้องทราบก่อนว่าทฤษฎีกับในทางปฏิบัตินั้นไม่เหมือนกัน ต้องอ้างถึงสมรภูมิดีในเวลาที่เหมาะ ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันเวลาตามเหตุการณ์ในสนามรบ
ต่อให้มีประโยชน์ ต่อให้เขาเอาข้อสรุปที่ลูกสาวของเขาเขียนไว้บอกลู่พั่นทั้งหมดก็ยังแก้ไขปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้กำลังจะสู้กันแล้ว
เทคนิคการรบนั้นมาจากการฝึกฝนเป็นระยะเวลานานถึงจะเกิดการเข้าขากัน เมื่อเริ่มใช้จริง ทหารนับพันนับหมื่น หรือแม้กระทั่งนับแสนก็จะรู้ใจกัน
ซ่งฝูเซิงเองก็ไม่มีทางเอากล้องส่องทางไกลสำเร็จรูปให้ลู่พั่น
สำหรับแม่ทัพบัญชาการแล้วนั้น กล้องส่องทางไกลช่วยแก้ปัญหาได้มากทีเดียว
แต่ต่อให้จะผูกพันลึกซึ้งกับลู่พั่นมากเพียงใด ซ่งฝูเซิงก็ไม่มีทางเอาให้ในเวลาแบบนี้
ไม่ว่ากับใคร ไม่ว่าเรื่องไหน เขาก็ไม่มีทางเปิดเผย ‘ทักษะพิเศษ’ ที่พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกมีเป็นอันขาด
ซ่งฝูเซิงคิดในใจ
มนุษย์ไม่มีตาทิพย์ คาดการณ์ไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จิตใจของมนุษย์ก็เช่นกัน คนที่เคยไว้ใจมากยังสามารถเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลา ต่อไปก็จะไม่มีทางบอกกับหมี่โซ่วเช่นกัน ไม่มีทางให้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลู่พั่นที่รู้จักอาวุธทางการทหารเป็นอย่างดี
ดังนั้นเวลานี้ซ่งฝูเซิงจึงรีบเร่งเดินทางอย่างไม่หยุดพัก ในความเป็นจริงในใจของเขากลับไม่รู้ว่าพอเจอลู่พั่นแล้วจะพูดอะไรกันแน่
อ้อ จริงสิ แผนที่ แผนที่ที่เขาเพิ่งวาดใหม่
สมมติว่าลู่พั่นเลือกเส้นทางที่อันตรายที่สุดในการทำสงคราม แผนที่นี้อาจมีประโยชน์
แล้วยังจะกำชับอะไรอีก อันที่จริงการกำชับก่อนออกรบเป็นเรื่องที่เหลวไหลมาก พูดมากไปก็ไม่ช่วยอะไร งั้นจะพูดทำไม
แต่ก็ยังอยากจะพูดให้ปากฉีก
อยากกำชับลู่พั่นว่า ต้องรอบคอบให้มาก จะต้องสื่อสารกับแม่ทัพที่โจมตีเส้นทางอื่นให้ดีว่า เมื่อตีด่านอวิ๋นหยาได้แล้ว ต้องมารีบช่วยท่านให้ทันเวลา หากพลาดแม้แต่นิดเดียวก็เท่ากับเข้าปากเสือ แบบนั้นจะหนีอ๋องหลู่ไม่พ้น
แต่เสียดายเหลือเกิน ซ่งฝูเซิงที่ยังไม่ได้กินแม้แต่ข้าวสักคำ ตอนที่ไปถึงเมืองเฟิ่งเทียนลู่พั่นก็ได้พารองแม่ทัพทั้งหกที่ฝึกมาจากทัพของตระกูลลู่รวมถึงทหารสามพันนายที่เขาฝึกก่อนหน้านี้ออกจากประตูเมืองที่เป็นประตูของทหารไปแล้ว
เขาไปครั้งนี้ยังได้พาทหารสามพันนายที่ยังฝึกไม่เสร็จไปด้วยเช่นกัน และยังต้องรีบไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุด
อีกทั้งเวลานี้ต่อให้ซ่งฝูเซิงไปใช้ประตูเมืองของราษฎรก็เข้าเมืองไม่ได้อยู่ดี ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ตามไป
เพราะพระคลังหลวงขนาดใหญ่อยู่เขตชานเมือง ไม่ได้อยู่ในเมือง พอเขามาถึงประตูเมืองจะรีบร้อนเข้าไป เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูก็ขวางเขาไว้ บอกให้เขารีบกลับไปส่งมอบงาน ห้ามพาชาวบ้านแรงงานสี่ร้อยคนเดินเตร่
ที่พระคลังหลวง ใต้เท้าหลีมองซ่งฝูเซิงที่เหมือนรีบวิ่งมา จากนั้นก็มองกระดาษในมือ แค่แวบเดียวก็ยืนขึ้นทันที “นี่คืออะไร”
“ครั้งนี้ข้าน้อยไปส่งเสบียงเลยสรุปแผนที่ออกมา เชิญดูขอรับ” ซ่งฝูเซิงพยายามกลืนน้ำลาย แฮ่ก รีบวิ่งมาจนแทบหายใจไม่ทัน “ตรงนี้มีภูเขาไม่ทราบชื่อ พวกทหารเดินเร็วกว่าพวกข้ามาก ถ้าเก่งถึงขั้นเดินลงตรงหน้าผาไปได้ก็จะย่นระยะทางไปอย่างน้อยสามวัน เหลือเพียงทหารม้าส่วนหนึ่ง ส่วนทหารเดินเท้าที่เหลือ…”
ซ่งฝูเซิงยังไม่ทันพูดจบ ใต้เท้าหลีก็รีบร้อนใส่หมวกขุนนางเดินออกไปแล้ว ต้องรีบรายงาน
ถ้ามีประโยชน์จริง ต้องส่งม้าเร็วนำแผนที่นี้ไปให้ถึงมือแม่ทัพติ้งไห่ที่ออกเดินทางไปแล้ว
นอกจากนี้ซ่งฝูเซิงนั่นเป็นบุคคลมีความสามารถจริงๆ
ส่งฝูเซิงส่งมอบงานเสร็จก่อนกลับบ้าน พวกชาวบ้านใช้แรงงานได้ถามเขาสองคำถาม “ท่านรายงานชื่อใครไปบ้างเหรอ”
ซ่งฝูเซิงตอบ “พวกท่านทุกคนทำงานกันดีมาก ข้าฝืนใจรายงานชื่อใครไม่ได้ ก็เลยไม่ได้รายงานไป”
พวกชาวบ้านแรงงานยิ้มให้ซ่งฝูเซิงกับหัวหน้ากลุ่มทั้งสิบ “เป็นหัวหน้าให้พวกเราต่อได้ไหม”
ขอโทษนะ ไม่ไหว
เดิมทีกำลังมีความสุข แต่ตอนนี้งานลำบากทำเสร็จแล้ว ทั้งยังได้แบกอาหารทะเลกลับมาให้คนที่บ้านกิน แต่ระหว่างทางกลับทั้งสิบเอ็ดคนกลับไม่มีอารมณ์พูดคุย
ในเวลาเดียวกันกับที่พวกซ่งฝูเซิงกำลังเดินทางกลับบ้านก็ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่บ้าน
ซ่งฝูหลิงตกใจจนแปรงสีฟันที่อยู่ในปากตกลงพื้น
เห็นเพียงหมี่โซ่วที่ช่วงสองสามวันมานี้เป็นไข้กำลังนอนอยู่ ทันใดนั้นได้ลุกขึ้นมานั่ง สายตามองตรงไปข้างหน้าพลางพูด
“ลู่พั่น นามรองหมินหรุ่ย แม่ทัพติ้งไห่ จุดเด่นคือการนำกองทัพ จิตใจของทหารรวมเป็นหนึ่ง กล้าใช้ทหารในเชิงลึก
ถนัดรบในระยะประชิด บัญชาการดุดัน ล้อมด้วยปืนใหญ่ ลูกธนูพุ่งพร้อม ทำศึกสงครามกล้าที่จะไปอยู่แนวหน้า เหล่าทหารต่างยินดีรบเพื่อเขา
แม่ทัพลู่ลงทะเลขึ้นฝั่งที่เติงโจว เฉียบแหลมเกินใคร รบได้ทั้งในระยะใกล้และระยะไกล ปราบศัตรูแตกพ่ายจำนวนนับไม่ถ้วน เข้ายึดครองอำเภอเยี่ย อำเภอปิน จันฮว่า เดิมทีควรมุ่งหน้าต่อ ทำให้อ๋องหลู่สูญเสีย เข้าตีหวงหลง
แต่กลับเป็นเพราะอ๋องฉีสารเลวที่ทำให้คนในครอบครัวของข้าต้องตาย ได้วางแผนชั่วร้ายให้อ๋องหลู่ ทำการระเบิดเรือ ทำลายเรือขนเสบียงของแม่ทัพลู่ที่อยู่บนทะเล
ระเบิดหลายครั้งทำให้แรงงานที่ขนเสบียงของฝ่ายเราตายเกินหมื่น
อีกทั้งยังวางแผนอื่นอย่างต่อเนื่อง วางกองกำลังดักซุ่มที่เก่อจินตี้ หวงเยี่ย เผาฆ่าลงมือฆ่าแรงงานขนเสบียงกว่าสองหมื่นอยู่หลายครั้ง
ถูกทำลายหน่วยเสบียงหลายครั้ง พวกแม่ทัพลู่ที่หิวโหยถูกกองทัพห้าหมื่นนายของอ๋องหลู่โอบล้อม
ศัตรูโอบล้อม แต่กลับไม่อาจเอาชนะได้
ตอนนั้นทหารของแม่ทัพลู่เหลือเพียงสี่พันนาย ต่อสู้กับกองทัพห้าหมื่นนายของอ๋องหลู่ได้นานถึงสิบวัน
ทหารที่ลู่พั่นแม่ทัพติ้งไห่พาไปเป็นกองทัพอมตะที่ล้มยาก
ทุกคนที่ตายจะถูกเฉือนเนื้อเพื่อประทังคนที่อยู่ต่อ คนตายในสงครามจะถูกกิน
แต่สุดท้ายก็เป็นเพราะกองหนุนถูกสกัดกั้น ทัพแกร่งก็ต้านทานความหิวโหยไม่ไหว แม่ทัพลู่ที่น่าสงสารต้องมีจุดจบที่หิวตาย ช่างน่าเศร้า
แม่ทัพติ้งไห่ผู้อายุสั้น ตอนที่เจอศพ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ตรงเอวแขวนหัวกะโหลกของแม่ทัพฝ่ายศัตรู ท่าทางน่าเกรงขาม
ยามนั้นพระเจ้าซุ่นจงเจ็บปวดโศกเศร้าต่อการจากไปของแม่ทัพติ้งไห่ งดเว้นราชกิจสามวัน
มีราชโองการว่า ตระกูลลู่สองรุ่นมีความกล้าหาญ เลื่อนยศจากแม่ทัพติ้งไห่เป็นมหาขุนพล สร้างหลุมศพให้สูงขึ้นสิบคืบ นำศพของสองพ่อลูกที่เป็นแม่ทัพทั้งสองรุ่นนี้ฝังไว้ด้วยกันเพื่อเป็นการเชิดชู
นับแต่นั้นมา รัชสมัยนี้ก็ไม่มีแม่ทัพที่ยอดเยี่ยมจนถึงขั้นได้รับแต่งตั้งเป็น ‘แม่ทัพใหญ่’ อีก
ตระกูลลู่สร้างเกียรติทั้งตอนมีชีวิตและจากไป
ต่อมา ถึงแม้จะทำลายด่านอวิ๋นหยาได้ แต่เนื่องจากได้รับความเสียหายอย่างหนักจำต้องถอยทัพเพื่อป้องกันเป็นหลัก สถานการณ์วุ่นวายคงอยู่ยาวนานถึงสิบกว่าปี”
หมี่โซ่วพูดออกมาเหมือนท่องตำรา ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย พูดจบก็สะอึก หลับตาล้มตัวลงนอน หลับไปแล้ว
เฉียนเพ่ยอิงตกใจหัวใจเต้นแรง
อยากปลุกเด็กน้อยแต่ก็ไม่กล้า
แต่ถ้าไม่ปลุกก็ดูจะไม่ค่อยดี
เป็นครั้งแรกที่ซ่งฝูหลิงรู้สึกได้ว่าแบบไหนที่เรียกว่าหัวจะระเบิด
ฟองยาสีฟันที่อยู่ในปาก ครึ่งหนึ่งปะปนกับน้ำลายหยดลงพื้น อีกครึ่งหนึ่งกลืนลงท้อง