ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 497 กะทันหัน
“ฝูหลิง ทำไงดี” เฉียนเพ่ยอิงคุกเข่าอยู่บนเตียง ถามลูกสาวด้วยความรู้สึกจนปัญญา
ซ่งฝูหลิงเช็ดฟองที่ขอบปาก “ท่านแม่ รีบปลุกหมี่โซ่ว”
สองแม่ลูกรู้ข่าวการตายของพ่อลู่พั่นจากซ่งฝูเซิงในพื้นที่พิเศษ
ดูเหมือนลู่พั่นจะลงสนามรบแล้ว ส่วนจะไปวันไหน เหล่าซ่งยังไม่ถึงบ้าน วันนี้ไม่เจอในพื้นที่พิเศษ เขากำลังเดินทาง
แต่ต่อให้เป็นแค่ข่าวพ่อลู่พั่นตาย ก็บอกทุกคนไม่ได้อยู่ดี
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพวกนางได้โดนถามว่ารู้ได้อย่างไร
แต่เพราะเวลานี้สองแม่ลูกทราบเรื่องนี้ ถึงได้รู้สึกว่าคำพูดของหมี่โซ่วน่าสะพรึงกลัว
หมี่โซ่วพูดเหลวไหลเหรอ
เบิกเนตรแล้วเหรอ
หรือฝันเห็นตัวเองกลับไปเมื่อชาติที่แล้ว แถมเจอกับเหตุการณ์อะไร
เป็นต้นว่า หลังจากที่หมี่โซ่วโตแล้วไปกราบไหว้ลู่พั่น ก็เลยท่องประวัติศาสตร์การรบในชีวิตอันสั้นของลู่พั่น
ไอ๊หยาแม่จ๋า
“ทำอะไร ท่านป้า ฮือออ แง” หมี่โซ่วถูกเขย่าตัวปลุกให้ตื่น ลุกขึ้นมานั่งทำหน้าไม่พอใจ น้อยครั้งที่เด็กคนนี้จะแหกปากร้องไห้เสียงดัง ทันใดนั้นก็ได้ร้องจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
แถมดูคล้ายสะลึมสะลือ มือน้อยขยี้ตา เท้าก็พยายามถีบเฉียนเพ่ยอิง “น่ารำคาญ กำลังกินข้าวอยู่เลย ทำไมต้องปลุกข้าด้วย”
ซ่งฝูหลิงขยับเข้ามาหา กลืนน้ำลายลงคอ “กินข้าวกับใคร”
“กินเนื้อย่างกับพี่แม่ทัพเล็ก ข้ากำลังบอกเขาให้กินเยอะๆ เพิ่งจะม้วนเนื้อเสร็จ ยังไม่ทันเอาเข้าปาก ทั้งสองคนทำอะไรกันเนี่ย”
เฉียนเพ่ยอิงมองหมี่โซ่ว นางเองก็อยากถาม แล้วเจ้าน่ะทำอะไร
นางอยากจะร้องไห้
หลานเอ๊ย รีบบอกป้าที ว่าเจ้าแค่ละเมอหิวก็เลยพูดจาเหลวไหล ไม่อย่างนั้นป้ารับไม่ได้
ซ่งฝูหลิงบอกตัวเองว่าใจเย็นๆ น้ำเสียงอ่อนโยนสุดๆ ลูบหลังให้น้องชายพลางถาม “หมี่โซ่ว บอกพี่มานะ นอกจากเรื่องพวกนี้ยังฝันเห็นอะไรอีก”
นางอยากแน่ใจว่า หมี่โซ่วยังจำเรื่องที่เหมือนคล้ายท่องตำราประวัติศาสตร์เมื่อครู่ได้อยู่ไหม
หมี่โซ่วสะอื้นไห้ถามกลับ “ยังจะฝันเห็นอะไรได้อีก”
“มีแค่กินข้าวกับพี่แม่ทัพเล็กเหรอ”
“แค่นี้ก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว”
ทันใดนั้นท่านย่าหม่ากับท่านลุงซ่งก็วิ่งเข้ามา “หมี่โซ่วร้องไห้งอแง ไข้ขึ้นสูงหรือว่านอนตกเตียงกันล่ะ ข้าอยู่สวนหลังบ้านยังได้ยินเลย”
ซ่งฝูหลิงพูดอย่างใจเย็น “ท่านย่า เขาแค่ฝันร้าย” ไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้แม้แต่คำเดียว
เอาแค่เรื่องนี้ ไม่ต้องสนว่าจริงหรือเท็จ รู้ได้แค่พวกนางสามคนพ่อแม่ลูก นางต้องรอพ่อกลับมาบ้านแล้วค่อยปรึกษากัน
ที่นอกหมู่บ้านเหรินจยา ยังเหลือระยะทางอีกประมาณหนึ่งกว่าจะถึงทางเข้าหมู่บ้าน
ซ่งฝูกุ้ยชี้ท่านย่าหม่าที่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ไกลๆ “ทำไมข้าว่าข้าเห็นพวกป้าๆ นะ”
ซ่งฝูเซิงมองหาซ้ายขวาหน้าหลังก็ไม่มีใคร จึงหยิบกล้องส่องทางไกลที่พรางไว้อย่างดีออกมาส่อง
หมดคำจะพูด
ทำอะไรกัน
ทำไมเผาหุ่นกระดาษอีกแล้ว
ทำอะไรที่มันไม่มีประโยชน์
แต่ซ่งฝูเซิงเองก็ร้อนใจ หมี่โซ่วฝันร้ายพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว หรือว่ามีเด็กคนไหนในบ้านที่เป็นเหมือนหมี่โซ่วครั้งนั้น
“ก็หมี่โซ่วน่ะสิ หมี่โซ่ว เด็กคนนี้ ธาตุอ่อนเกินไปหรือเปล่า”
ยายหวังพยักหน้าหงึกๆ ไม่ไหวก็ให้คนที่เชี่ยวชาญทำเถอะ ซ่วนเหมียวจื่อบ้านนางก็เคยเป็นแบบนี้
เก่อเอ้อร์นิวพูด “ไอ๊หยา หลานชายข้า ทำไมผอมลงไปมากขนาดนี้”
พวกยายรองซ่งก็พูดด้วย “ทั้งดำทั้งผอม ไม่มีบาดแผลตามตัวใช่ไหม”
เอาเป็นว่าส่งเสียงจอแจบ่นกันไม่หยุด
ซ่งฝูเซิงกลับถึงบ้าน เห็นลูกสาวแอบขยิบตาให้ หมี่โซ่วเห็นเขา น้ำตาบนหน้ายังเช็ดไม่เกลี้ยง หน้าเศร้าคอตก ไม่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน
เขาแค่บอกท่านลุงซ่งกับทุกคนสั้นๆ ว่า เหนื่อยมาก เดินทางก็พอไหว เมื่อวานได้นอนแค่สองชั่วยาม เร่งเดินทางมาต่อเนื่อง ไม่มีอารมณ์ทำอะไรแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟัง จากนั้นเขาก็กลับบ้าน
เขาไม่มีแรง แต่พวกซ่งฝูกุ้ยมี
ท่านลุงซ่ง “อะไรนะ พ่อของแม่ทัพเล็กตายแล้วเหรอ เขาไปแนวหน้าแล้วงั้นเหรอ” ทุกคนที่อยู่ข้างนอกต่างพากันคุยเรื่องนี้
เฉียนเพ่ยอิงกอดหมี่โซ่วกล่อมให้กินยา บอกว่ากินก่อนถึงจะให้ท่านลุงอุ้ม เด็กดี
ซ่งฝูหลิงกระซิบเล่าคำพูดของหมี่โซ่วให้พ่อฟัง
ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
ซ่งฝูหลิงนับถือความสามารถในการจำของตัวเองครั้งนี้มาก ไม่เคยมีมาก่อน
แสดงให้เห็นว่าตกใจคำพูดของน้องชายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงขั้นที่ขุดเอาความสามารถที่เก่งที่สุดในตัวออกมาใช้
“ท่านพ่อ ลูกแน่ใจและก็มั่นใจ ลูกเล่าให้หมี่โซ่วฟังหลายเรื่อง ทั้งสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร ทั้งเจ้ายุทธภพ ไม่ต้องสนว่าเรื่องอะไร แต่คำพูดที่หมี่โซ่วพูดออกมา ลูกไม่เคยสอนเขาเลยนะ”
“ท่านพ่อ อันที่จริงใจความสำคัญในคำพูดของหมี่โซ่วคือเติงโจว ถ้าน้องพูดเหลวไหลจริง เพิ่งห้าขวบทำไมถึงรู้จักเติงโจว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีชื่อสถานที่อื่นๆ อีก”
ซ่งฝูหลิงพยักหน้าอีกครั้ง
“ขนาดลูกยังไม่รู้เลยว่าสถานที่พวกนั้นคือที่ไหน
ต้องให้ท่านพ่อเอาแผนที่ของที่นี่มาเปรียบเทียบกัน
อีกทั้งตอนนี้ลูกใจเย็นลง สมองปลอดโปร่ง มั่นใจเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่าสิ่งที่น้องพูดมาเป็นเรื่องจริง เขาฝันเห็นได้ ลูกเชื่อ
อีกสิบเปอร์เซ็นต์ ท่านพ่อ ถ้าแผนที่ของที่นี่มีชื่อสถานที่พวกนั้นก็แน่ใจได้เลย”
ซ่งฝูเซิงฟังจบก็รู้สึกว่า
เมื่อครู่ที่เขาบอกกับลุงซ่งก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน นอนมาแค่สองชั่วยาม ทั้งเหนื่อยทั้งมึน
ทุกคนอย่าอย่างนี้สิ นี่มันจะสะเทือนใจเกินไปแล้ว คลื่นแต่ละลูกสูงกว่าก่อนหน้า แถมยังมีเรื่องแม่ทัพเล็กอดตายบนชายหาดอีก
“มีใครรู้บ้าง”
“มีแค่ลูกกับท่านแม่ ท่านพ่อไม่เห็นตอนนั้น หมี่โซ่วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเด็กท่องตำรา ดวงตาเหม่อลอยมองตรง น่ากลัวมาก”
“ลูกว่าเขาฝันเห็นถึงระดับไหน อยู่ว่างๆ ฝันเห็นอดีตชาติแล้วเล่าออกมางั้นเหรอ หรือเหตุการณ์จะเปลี่ยน ต่อไปไม่ฝันเห็นแล้วงั้นเหรอ”
ซ่งฝูหลิงส่ายหน้า “ลูกสรุปได้แค่ว่า คราวก่อนที่เขาไม่สบายก็ชอบฝันร้าย อย่างคราวก่อนที่ท่านพ่อจะถูกเกณฑ์ไป เขาก็เคยพูดจาเหลวไหล แต่ตอนนั้นพวกเราไม่เก็บเอามาใส่ใจ”
ซ่งฝูเซิงพยักหน้า คิดในใจ นั่นสินะ มักคิดว่าเด็กพูดจาไร้สาระ เด็กคนนั้นมีความพิเศษ พวกเขาก็เริ่มมารู้สึกตอนหลังๆ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ควรให้ความสำคัญตั้งแต่ครั้งแรก แต่พูดถึงเรื่องนี้ ใครจะไปกล้าคิด
ครั้งนั้นพออ้าปากก็จะฆ่าคน ดูเขาสิตัวกะเปี๊ยก ถีบทีเดียวก็กระเด็นแล้ว ยังจะฆ่าคนอะไรล่ะ
ตอนนั้นก็พูดไม่ปะติดปะต่อ พี่ชายหิวอะไรล่ะ
ลู่พั่นหิวเหรอ ตลกน่า
เอาล่ะ ฝันคราวก่อนอย่าไปพูดถึงเลย คิดเรื่องฝันในครั้งนี้ก่อน
เย็นวันนี้
ซ่งฝูเซิงนั่งขัดสมาธิกอดหมี่โซ่วพลางตบตัวเบาๆ คล้ายกล่อมเด็กทารกนอน
เขาหวังว่าความแข็งแกร่งของเขาจะช่วยให้เด็กน้อยไม่ต้องรับเคราะห์อะไรอีก
อย่าฝันอีกเลย
เด็กน้อยเหม่อลอย ใบหน้าดูไร้ชีวิตชีวาราวกับถูกถลกหนังออกไป
แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ซ่งฝูเซิงกล่อมหมี่โซ่ว สมองก็นึกถึงลู่พั่น
นับตั้งแต่เจอครั้งแรก เด็กหนุ่มคนนั้นปรากฏตัวก็วางมาดน่าหมั่นไส้ สะบัดใบหน้าของลูกสาวเขาให้ออกจากรองเท้าบู๊ท ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี
ผู้คนคุกเข่าขอร้องเต็มไปหมด แต่ลู่พั่นกลับสีหน้าเรียบเฉย ดูก็รู้ว่ามักมีคนมาคุกเข่าขอร้องอยู่บ่อยครั้ง ชาติกำเนิดสูงส่ง
แต่ต้องพูดเลยว่า บุคลิกของเด็กคนนั้น ไปยืนตรงไหนก็น่าเกรงขาม เคร่งครัดในหน้าที่
สัมผัสที่หกบอกว่า ขอเพียงแต่อธิบายที่มาที่ไปกับเขาได้ชัดเจนก็ไม่ใช่ขุนนางเลวร้ายแน่นอน ยอมฟังคำพูดของชาวบ้าน
เฉียนเพ่ยอิงนั่งอยู่ข้างๆ เปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าบนหน้าผากให้หมี่โซ่ว ขัดจังหวะความคิดของซ่งฝูเซิง
นางกระซิบพูด “เหล่าซ่ง พอฉันนึกถึงว่าเด็กคนนั้นตาย สมองฉันก็เต็มไปด้วยใบหน้าที่เขายิ้มให้ ช่วยฉันยกโต๊ะ พลอยรู้สึกแย่ไปด้วย เขามาครั้งนี้ยิ้มเก่งทีเดียว เวลายิ้มก็หล่อมากด้วย พวกเราต้องหาทางช่วยเขานะ”
ซ่งฝูหลิงที่อยู่อีกเตียงหนึ่ง สมองก็นึกย้อนภาพอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นภาพที่ลู่พั่นอยู่ๆ ก็ปรากฏตัวที่ท้องร่องสวน
เรื่องที่ทำให้ซ่งฝูหลิงรู้สึกแย่ที่สุดคือ วันนั้นนางหัวเราะเขาที่แต่งตัวเหมือนอาพั่นหนุ่มชาวเขา วันนั้นนางหัวเราะหนักมาก ตอนนี้มาคิดดูถ้าเขาตายไปทั้งแบบนี้ นางจะปวดใจขนาดไหน
นอกจากนี้ยังมีตอนลู่พั่นขึ้นม้า มีสายรุ้งปรากฏ หันมาโบกมือบอกให้นางกลับไป
ซ่งฝูหลิงกับซ่งฝูเซิงคิดเยอะยิ่งกว่าเฉียนเพ่ยอิงมาก
สองพ่อลูกรู้ดีแก่ใจว่าต้องช่วย เพราะตัวเขาเอง (พ่อของนาง) ก็กำลังจะเผชิญอันตราย แถมหมี่โซ่วยังพูดไว้ได้น่ากลัวขนาดนั้น ศัตรูดักซุ่มเต็มไปหมด
ทำไมตัวเองถึงจะเผชิญอันตรายน่ะเหรอ
เพราะหมี่โซ่วฝันเป็นลางบอกเหตุที่บอกใครไม่ได้ ต่อให้เอาไปบอกใต้เท้าผู้สำเร็จราชการว่าด่านไหนๆ ถ้าเสบียงไปไม่ถึงหลานชายของท่านจะอดตาย อีกฝ่ายคงได้ถามกลับมาว่า แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร
แน่นอนว่าพูดไปแบบนี้ไม่มีใครเชื่อ แถมยังจะหาว่าเป็นบ้า
ถึงขั้นที่ว่าต่อให้ตอนนี้เสนอตัวจะขอไปส่งเสบียง เบื้องบนก็ไม่มีทางอนุญาต
ตอนที่ซ่งฝูเซิงกลับมา ทัพใหญ่ยังไปไม่ถึง แต่เสบียงล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
ทางนั้นตุนเสบียงไว้จำนวนมาก ประเด็นคือเสบียงที่ลู่พั่นพกติดตัวตอนล่องทะเลมีจำกัด หลังจากที่เริ่มบุกจะต้องมีอีกหน่วยหนึ่งเคลื่อนย้ายเสบียงไปเสริม
แบบนี้มันต้องเสียสละเพื่อคนอื่นหรือเปล่า
ตัวเองเป็นมนุษย์เหล็กเหรอ แค่ถูกฟันก็เลือดอาบ ตายได้
สร้างผลงาน ผลงานกับผีสิ อะไรก็ไม่สู้มีชีวิตปกติสุข ผลงานที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เขาไม่อยากได้หรอก
เขาเป็นใคร คนที่มาจากยุคปัจจุบัน จะต้องเป็นขุนนางให้ได้ สร้างผลงานในสนามรบให้ได้งั้นเหรอ เรื่องเครื่องมือการเกษตร อีกหน่อยค่อยๆ คิดค้นไปก็สร้างผลงานได้เหมือนกัน
เช่นนั้นยังจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงไหมล่ะ
เมื่อเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายก็ไม่มีหรอก
ถ้าลู่พั่นร้อนเงินยังพอให้ได้
แต่ให้เอาชีวิตไปเสี่ยง ไม่ไหวหรอก
ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งถึงขั้นที่เสียสละชีวิตเพื่อคนอื่นได้
แถมไม่ใช่ลูกชายของเขา ไม่ใช่ลูกเขย
“พ่อตัดสินใจแล้ว ช่วย ถ้าเป็นแบบนั้นจริง พ่อจะเอาเสบียงไปส่งให้เขาเอง”
ซ่งฝูเซิงคิดกลับไปกลับมาทั้งคืน ในใจมีคำพูดมากมาย
แต่วันต่อมาเขากลับตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง
“ต่อให้มีแค่ขนมปังดำของพวกเราก็ต้องเอาไปส่งให้เขา”
หมี่โซ่วไข้ลดแล้ว ถามด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจ “ท่านลุง คุยอะไรกันอยู่เหรอ ทำไมต้องกระซิบกันลับหลังข้าด้วย แบบนี้ไม่ดีนะ”
ซ่งฝูหลิงหลับตา เป็นครั้งแรกที่อยากอัดน้องชาย