ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 159 มีคนที่เข้าใจเสียที
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 159 มีคนที่เข้าใจเสียที
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ “ข้ารู้ ข้ารู้ ข้าแค่… คิดถึงนายท่าน นายท่านจากไปอย่างน่าเสียดายนัก ยิ่งคิดใจข้ายิ่งปวดร้าวราวกับถูกคมมีดกรีดแทง”
ฟางซื่อขยับกายเข้ามาโอบกอด ลูบแผ่นหลังอวิ๋นโส่วจงเบาๆ พลางเอ่ยปลอบโยน “ท่านอย่าลืมสิว่านายท่านเคยบอกว่า… ให้พวกเราดูแล… นั่นคือเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับเราสองคนแล้ว”
อวิ๋นโส่วจงซบหน้าในอ้อมอกของฟางซื่อ สะอื้นพลางพูดว่า “แต่ก่อนข้าไม่รู้ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง รู้ว่ามันสุขสบายเพียงใด ยิ่งคิดข้ายิ่งกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เจ้าวางใจเถิด ข้าจำได้ว่าพวกเราให้สัญญากับนายท่านไว้ว่าอย่างไร นี่ข้าแค่คิดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น”
ฟางซื่อ “อืม ท่านคิดถึงเจียวเอ๋อร์กับลูกชายทั้งสองให้มากเถิด ตอนนี้บ้านเราก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง เจียวเอ๋อร์นางช่างมีวาสนา สูตรอาหารของนางสามารถขายได้เงินมหาศาล นางช่างเป็นเด็กที่มีบุญ พวกเราก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย”
“เรื่องอื่นๆ ท่านคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ลูกๆ ก็โตกันหมดแล้ว ล้วนฉลาดกันทุกคน หากท่านเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจแล้วพวกเขาดูออกขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
อวิ๋นโส่วจงพยักหน้า “อืม ข้าจะระวังให้มาก ต่อไปนี้ข้าจะไม่คิดแล้ว ไม่คิดอีกแล้ว”
รุ่งขึ้น ฉู่อี้ก็ส่งคนมาที่บ้านตระกูลอวิ๋นเพื่อลงนามในสัญญา
อีกสองวันต่อมา เจ้าของโรงหลอมเหล็กอันหลิงก็มาถึง ทั้งสองฝ่ายจึงลงนามในสัญญาความร่วมมือเกี่ยวกับระบบทำความอุ่นใต้พื้น
อวิ๋นเจียวว่างๆ ไม่มีอะไรทำ จึงเข้าไปในอำเภอ ครั้งนี้ไปเพื่อดูความคืบหน้าของร้าน และนำผ้าที่ฉู่อี้มอบให้เลือกออกมาสองสามผืน นำไปให้ช่างตัดเย็บตัดชุดฤดูใบไม้ผลิและชุดฤดูร้อนสำหรับนางและท่านแม่
ส่วนทางฝั่งตระกูลอวิ๋นเก่า อวิ๋นโส่วเย่าพาครอบครัวออกจากบ้านตั้งแต่คืนนั้น พวกเขายอมอยู่ในกระท่อมที่สร้างขึ้นชั่วคราวในที่ดินเปล่า ดีกว่าอยู่ในบ้านหลังเดิมของตระกูลอวิ๋น
ส่วนอวิ๋นโส่วกวงพี่ชายคนโตยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม เขายังคงเป็นห่วงผู้เฒ่าอวิ๋นที่ชรามากแล้ว ครั้งนี้ท่านพ่อถูกกระตุ้นอย่างหนัก หากเกิดอะไรขึ้น แต่ไร้บุตรชายอยู่เคียงข้างก็กระไรอยู่
ตอนที่ท่านแม่จากไป ท่านกำมือเขาแน่น บอกให้เขากตัญญูต่อบิดา ดูแลน้องรองให้ดี รอจนเขาตอบตกลง ท่านแม่ถึงได้หลับตาลงอย่างสงบ
ความวุ่นวายของบ้านอวิ๋นโส่วจง ต่างกับความหดหู่ของบ้านผู้เฒ่าอวิ๋น ผู้เฒ่าอวิ๋นล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียง หลังจากที่อาการบวมบนใบหน้าของเถาซื่อเริ่มยุบลงบ้างแล้ว นางก็เริ่มด่าทอตั้งแต่เช้าจรดเย็น
อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์กับเจียงหลิ่วจือจึงต้องรับหน้าที่ดูแลงานบ้านทั้งหมด คอยปรนนิบัติสองผู้เฒ่า
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินแล้วก็รำคาญใจ แต่เขาก็ไม่มีหน้าจะออกไปข้างนอก อยากจะหาที่เงียบๆ หลบก็ไม่มี ในใจเขายังคงขุ่นเคืองเรื่องที่อวิ๋นโส่วเย่าตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูก คิดแล้วก็โทษอวิ๋นโส่วเย่า แต่คนที่เขาโทษมากที่สุดก็คืออวิ๋นโส่วจงกับอวิ๋นเจียว
หากไม่ใช่เพราะเจ้ารองชักจูง เจ้าสามจะยอมตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกเพียงเพราะเด็กสาวคนเดียวเชียวหรือ? เจ้ารองกับภรรยาเห็นลูกสาวคนนั้นเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เจ้าสามก็เลยเลียนแบบบ้าง
ส่วนเด็กสาวคนนั้น… กล้าดียังไงมาหลอกเขา พอคิดถึงเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น ผลสุดท้ายกลับเหมือนตักน้ำรดหัวตอ ยิ่งคิดหัวใจของผู้เฒ่าอวิ๋นก็ยิ่งเจ็บปวด
สูตรอาหารก็ไม่ได้มา อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้แต่งกับเทียนเป่า แถมยังเสียลูกชายไปอีกคนหนึ่ง
“พี่สามกับพี่สะใภ้สามอยู่บ้านหรือไม่?”
จู่ๆ ก็มีเสียงสตรีดังขึ้นจากนอกบ้านนับตั้งแต่เรื่องอื้อฉาวที่ตระกูลอวิ๋นวางยาหลานสาวตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาเยี่ยมเยียน เถาซื่อกับผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที รีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์รีบยิ้มต้อนรับออกไป “อ้อ อาสะใภ้เจ็ดนี่เอง! เชิญด้านในก่อนเจ้าค่ะ หลิ่วจือ รีบรินน้ำหวานให้ท่านยายเจ็ดของเจ้าเร็วเข้า”
ผู้มาเยือนเป็นญาติสายรองของตระกูลอวิ๋น เป็นภรรยาของน้องชายต่างมารดาของผู้เฒ่าอวิ๋น
“สะใภ้เจ็ด นั่งก่อนสิ” เถาซื่อยิ้มต้อนรับ เนื่องจากโดนผู้เฒ่าอวิ๋นตบจนฟันหน้าหักไปสองซี่ ทำให้พูดไม่ชัด เวลาพูดจึงฟังดูแปลกๆ
สตรีผู้นี้นามสกุลโก่ว รูปร่างท้วมเตี้ย ดูจากภายนอกอายุราวๆ ห้าสิบปีเห็นจะได้
“หลายวันมานี้ ไม่เห็นพี่สะใภ้สามในหมู่บ้านเลย ข้าจึงแวะมาเยี่ยม โอ้ ใบหน้ายังบวมอยู่เลยหรือ? พี่สามนี่ก็ลงมือหนักไปหน่อยนะ” โก่วซื่อเอ่ยทักทายด้วยความเป็นห่วงทันทีที่นั่งลง
นางกล่าวด้วยความห่วงใย ทว่าน้ำเสียงแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน ผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อไม่โง่ พวกเขาจึงฟังออกอย่างชัดเจน แต่สถานการณ์ตอนนี้แตกต่างจากในอดีต ชื่อเสียงของพวกเขาในหมู่บ้านก็เสื่อมเสียไปแล้ว ไหนเลยจะมีหน้าไปโต้เถียงกับคนอื่น
ใบหน้าของเถาซื่อดำครึ้ม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดจาหยาบคายออกมา
ผู้เฒ่าอวิ๋นเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “ช่วงนี้มันร้อนใจ ไม่รู้จักประมาณกำลัง ทำให้ทุกคนต้องมาเห็นเรื่องตลกเข้าแล้ว”
โก่วซื่อหัวเราะ “ข้าว่าพี่สามก็ทำไม่ถูกนะ สะใภ้สามไม่ว่าอย่างไรก็คลอดลูกเลี้ยงดูลูกให้ท่าน แม้จะไม่มีคุณงามความดี ก็ยังเหนื่อยยากมาด้วยกัน เพียงแค่ต้องการให้หลานสาวแต่งงานกับหลานชาย ครอบครัวจะได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนี่ก็เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ เหตุใดท่านถึงได้ตำหนินางเล่า?”
“ข้าว่า เจ้าสามของบ้านพวกท่านคงถูกความเพ้อเจ้อบดบังหัวใจ ถึงได้ยอมตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกเพียงเพราะเด็กสาวที่เสื่อมเสียชื่อเสียงแล้วคนเดียว ความสัมพันธ์พ่อลูกนี่มันตัดกันง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
คำพูดนี้ตรงเข้าไปในใจของเถาซื่อ ทันใดนั้นนางก็ลืมความไม่พอใจเมื่อครู่ แล้วเริ่มพูดคุยกับโก่วซื่อ
“ใช่ไหมล่ะ ข้าเป็นย่าแท้ๆ จะไปทำร้ายนางได้อย่างไรกัน ยัยเด็กสารเลวนั่นฉวยโอกาสที่ข้าไปเข้าห้องน้ำยั่วยวนเทียนเป่า พอเทียนเป่าไม่ยอม นางก็เลยทำร้ายเทียนเป่า เรื่องแดงขึ้นมา นางอับอายเลยกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย จะโทษใครได้? พวกเราสองผู้เฒ่าก็หวังดีต่อลูกหลาน สุดท้ายนอกจากจะไม่ได้รับความชอบ แล้วยังถูกกล่าวโทษอีก”
“ยิ่งเจ้าสามนั่น ถูกเจ้ารองใจดำยุยงจนไม่แม้แต่จะสนใจพ่อแม่ตัวเอง ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลไม่รู้รับอะไรจากเจ้ารองไป ถึงได้พูดเข้าข้างเจ้ารองสารเลวนั่นทุกอย่าง ข้าจะไปร้องทุกข์กับใครได้เล่า? โธ่เอ๊ย… ลูกหลานพวกนี้มันเหมือนมาทวงหนี้บุญคุณ พวกเราสองผู้เฒ่าก็ไร้ทางไปแล้วจริงๆ!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นปรายตามองเถาซื่อ “เจ้าจะบ่นอะไรนักหนา ต่อไปเวลาจะทำอะไรก็ใช้สมองคิดสักหน่อย ลูกชายเหมือนกันทั้งนั้น ตัดขาดความสัมพันธ์เพราะบันดาลโทสะ อีกหน่อยพอเขาหายโกรธก็จะคิดได้ และยังเป็นลูกชายของเจ้าอยู่ดี”
พูดจบก็หันไปถามโก่วซื่อ “น้องสะใภ้เจ็ด วันนี้เจ้ามามีธุระอะไรเล่า?” หากไม่มีเรื่องอะไรก็คงไม่คิดจะมา ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้ดีว่าสถานการณ์ของบ้านโก่วซื่อเป็นเช่นไร โก่วซื่อคงไม่มาเพียงแค่พูดปลอบใจ พูดจาเอาใจพวกเขาสองคนผัวเมียอย่างแน่นอน
“นั่นสิ น้องสะใภ้ วันนี้เจ้ามามีธุระใดหรือ?” เถาซื่อเองก็เอ่ยถาม
โก่วซื่อเห็นทั้งสองคนถาม ใบหน้าก็ยิ่งยิ้มกว้าง “พี่สาม พี่สะใภ้สาม นี่มันเป็นเรื่องดีนะ ครั้งนี้ข้ามาหาพวกท่านหนึ่งก็เพื่อเยี่ยมเยียน อีกอย่างก็เพื่อมาสู่ขอ”
พอได้ยินคำว่าสู่ขอ อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็ถามขึ้นทันที “อาสะใภ้เจ็ดจะมาสู่ขอให้ใครหรือ? ไม่เคยได้ยินว่าอาสะใภ้เจ็ดเป็นแม่สื่อแม่ชักเลยนี่เจ้าคะ?”
ที่จริงแล้วเป็นเพราะนางยังอยู่บ้านเดิมพอดี ทั้งยังมีลูกสาวถึงสองคน ประกอบกับเทียนเป่ากับต้าเป่าก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว พอได้ยินคำว่า ‘สู่ขอ’ นางก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น
โก่วซื่อยิ้มพลางกล่าว “มาสู่ขอเหมยเอ๋อร์ของบ้านพวกเจ้าอย่างไรเล่า!”
ได้ยินว่าเป็นอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ รอยยิ้มบนใบหน้าของอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็พลันหายวับไป
ส่วนเถาซื่อกลับตาเป็นประกาย “คุณชายบ้านไหนมาหมายตาเหมยเอ๋อร์หรือ น้องสะใภ้เจ็ดเจ้าช่างเก่งกาจนัก ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะรู้จักกับคนตระกูลใหญ่โตด้วย”
เนื่องจากเถาซื่อได้ปล่อยข่าวลือไปทั่วว่าโส่วหลี่บุตรชายของนางกำลังเตรียมตัวสอบเป็นขุนนาง เป็นบัณฑิต ส่วนบุตรสาวคนโตของนางก็ได้แต่งงานกับพ่อค้าในตำบลใช้ชีวิตสุขสบาย มีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติ ดังนั้นบุตรสาวคนเล็กของนางก็ต้องได้แต่งเข้าตระกูลใหญ่โตเช่นกัน เรื่องนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านไหวซู่ต่างก็รู้กันดี