ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 163 ร้านอวิ๋นหรง
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 163 ร้านอวิ๋นหรง
เขาเป็นคนไม่รู้ดีชั่วหรือ? รู้สิ ก็เพราะรู้ ในใจจึงรู้สึกเจ็บปวด แต่เขาก็มีเรื่องให้กลุ้มใจมากมายมิใช่หรือ? เหตุใดบุตรชายทั้งหลายถึงไม่เข้าใจเขาเลย? เขาก็แค่อยากให้ครอบครัวอยู่สุขสบาย ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก แบบนี้เขาผิดหรือ?
ไม่ต้องพูดถึงเจ้ารองที่อายุยังน้อยก็ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ข้างนอก ได้เห็นโลกกว้าง ไม่ยอมรับเขาคนนี้เป็นพ่อ เขายังพอทำใจได้
แต่เจ้าสามเล่า? เขาก็รักและเอ็นดูเจ้าสามมิใช่น้อย เถาซื่อแม่ของเขานั้น แม้จะลำเอียง แต่กับเจ้าสามก็ไม่เคยให้ลำบากเรื่องกินเรื่องอยู่ เพียงแต่ภรรยาของเจ้าสามคลอดลูกสาวติดๆ กันสองคน เถาซื่อจึงไม่ค่อยชอบหน้า แต่นั่นก็เพราะเป็นห่วงเจ้าสามมิใช่หรือ?
กลัวว่าหลังจากตายไปจะไม่มีคนถือป้ายวิญญาณ ไม่มีคนถือกระถางธูป ไม่มีลูกหลานมาทำพิธีเซ่นไหว้ แต่ไยเจ้าสามถึงยอมตัดขาดกับพ่อแม่ เพียงเพราะลูกสาวคนเดียว แม้แต่แซ่ก็ยังเปลี่ยนเป็นแซ่เฉา นับแต่นี้ไปก็เป็นคนตระกูลเฉาแล้ว
ล้วนเป็นเพราะยัยเด็กแสบอวิ๋นเจียวนั่น ขุดหลุมพรางให้เขาตกลงไป มิเช่นนั้นหากไม่ใช่เพราะสูตรเม่าไช่ละก็ เขาไม่มีทางยอมตัดขาดเด็ดขาด! เสียใจนัก! เสียใจจนใจแทบขาดรอนรอน
คนที่น่าสงสารที่สุดในบ้านนี้ก็คือครอบครัวของเจ้าใหญ่ เขาย่อมรู้ดี แต่คนในครอบครัวเดียวกัน ย่อมต้องมีคนยอมเสียเปรียบบ้าง นิ้วมือข้างหนึ่งยังมีสั้นมียาว เขาเป็นพี่ชายคนโต ยอมเหนื่อยกว่าคนอื่นสักหน่อยไม่ได้หรือไร?
ไม่มีใครเห็นใจเขาเลยสักคน ไม่มีใครคิดถึงครอบครัวนี้เลย ผู้เฒ่าอวิ๋นหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด ชีวิตเช่นนี้ยังมีความหมายอะไรอีก?
โชคดีที่โส่วหลี่บุตรชายคนเล็กทำให้ครอบครัวได้ภาคภูมิใจ อายุยังน้อยก็สอบเป็นถงเซิงได้แล้ว หากมิเป็นเช่นนั้น… เขาคงไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ เมื่อคิดถึงอวิ๋นโส่วหลี่ จิตใจของเขาก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
วันวุ่นๆ ผ่านพ้นไป ในยามค่ำคืน อวิ๋นโส่วจงกับภรรยานอนอยู่บนเตียง พูดคุยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ “เถาซื่ออาละวาดเช่นนี้ คงไม่จบง่ายๆ แน่ แม้พวกเราจะไม่กลัว แต่มาหาเรื่องกันบ่อยๆ เช่นนี้ เราจะไม่เหนื่อยใจแย่หรือ?”
อวิ๋นโส่วจงถอนหายใจ “ก็จริงนั่นแหละ เจ้าดูเหลียนเอ๋อร์สิ ชีวิตนี้ถูกเถาซื่อทำลายสิ้นแล้ว”
ฟางซื่อกล่าว “ท่านพ่อของท่านก็ไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องรู้ราว เรื่องของเหลียนเอ๋อร์ หากบอกว่าท่านพ่อไม่รู้เรื่อง ข้าไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด”
อวิ๋นโส่วจง “พวกเราไม่เชื่อ เจ้าสามก็ไม่เชื่อ ไม่อย่างนั้นคงไม่ขอตัดขาดหรอก”
ฟางซื่อกล่าว “เดิมทีข้าไม่อยากยุ่งเรื่องของบ้านเก่านัก แต่เถาซื่อกับพวกนั้น คิดจะหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา ข้ากลัวว่าพวกนางจะมาหาเรื่องเจียวเอ๋อร์… ยิ่งไปกว่านั้น มีแต่โจรขโมยของเป็นพันวัน ไม่มีคนคอยระวังโจรได้เป็นพันวันหรอก ที่บ้านหลังนั้น เราต้องส่งคนไปคอยดูเสียหน่อย”
เดิมทีฟางซื่อคิดว่า ชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมในเรือนหลัง แต่ไม่คิดว่าตอนนี้จะต้องนำมาใช้กับพ่อสามีเสียแล้ว
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าพูดถูก บ้านหลังนั้นต้องส่งคนไปคอยดูสักหน่อย ปล่อยให้เถาซื่ออาละวาดต่อไปไม่ได้แล้ว…”
ทั้งสองคนปรึกษาหารือกันจนดึกดื่น ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น ฟางซื่อก็ไปที่ตัวอำเภอ ส่วนอวิ๋นเจียวไม่มีอะไรทำจึงติดตามฟางซื่อไปด้วย
เมื่อไปถึงอำเภอแล้ว อวิ๋นเจียวก็ตรงไปที่ร้านชุดสำเร็จรูปของตน ส่วนฟางซื่อไปที่สำนักจัดหาคนรับใช้ ร้านชุดสำเร็จรูปตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงเตรียมชุดตัวอย่างให้เพียงพอก็สามารถเปิดร้านได้
อวิ๋นเจียวเดินดูรอบๆ ร้าน จากนั้นก็ไปที่ชั้นบนกับอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ ห้องของอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์อยู่ชั้นบน ส่วนห้องของช่างปักผ้าหลายคนกับห้องทำงานอยู่ที่ลานบ้านชั้นล่าง
ทันทีที่นั่งลง อวิ๋นเจียวก็เอ่ยถาม “พี่เหลียนเอ๋อร์ ท่านอยู่ที่นี่ คุ้นเคยดีหรือยังเจ้าคะ?”
ใบหน้าซูบเซียวของเฉาเหลียนเอ๋อร์เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง รอยยิ้มก็ไม่ดูฝืนเหมือนแต่ก่อน “เริ่มคุ้นเคยแล้ว หากเทียบกับเมื่อก่อน ที่นี่ไม่ต่างจากสวรรค์ ข้าไม่เคยนึกฝันมาก่อน ว่าจะมีวันที่ข้าได้อาศัยอยู่ในบ้านดีๆ เช่นนี้”
นางได้มีห้องใหญ่เป็นห้องส่วนตัว เครื่องเรือนและเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนเป็นของใหม่ แม้ว่าวัสดุที่ใช้ทำเครื่องเรือนจะเป็นไม้ธรรมดา แต่ล้วนแกะสลักลวดลายอย่างประณีต รูปทรงก็ดูดี นี่ถือเป็นครั้งแรกที่นางมีห้องส่วนตัวเป็นของตัวเอง
“เจียวเอ๋อร์ ขอบใจเจ้ามาก หากไม่ใช่เพราะเจ้า ลุงรองและป้าสะใภ้รอง… ข้าคง…”
หากไม่ใช่เพราะเจียวเอ๋อร์ฉลาดหลักแหลม พูดไม่กี่คำก็ทำให้ท่านปู่ตกหลุมพราง ครอบครัวของนางคงไม่อาจตัดขาดจากบ้านหลังนั้นได้ รวมถึงชีวิตที่สงบสุขในตอนนี้ หากไม่มีเจียวเอ๋อร์ นางคงไม่มีวันนี้ สรุปคือหากไม่มีครอบครัวของเจียวเอ๋อร์ ในตอนนี้นางคงถูกฝังลงดินแล้ว
“พี่เหลียนเอ๋อร์ ท่านพูดอะไรเช่นนี้ พวกเราเป็นพี่น้องกันมิใช่หรือเจ้าคะ? ท่านอย่าได้คิดมาก ชีวิตนี้เป็นของเรา เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง เพื่อพ่อแม่พี่น้อง ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง”
“ต่อไปนี้ท่านต้องคิดถึงอาสาม อาสะใภ้สาม และพี่หลานเอ๋อร์ให้มาก หากท่านใช้ชีวิตไม่ดี พวกเขาคงเป็นห่วงเป็นใยท่านจนไม่มีความสุขไปด้วย ยิ่งตอนนี้อาสามตัดขาดกับบ้านเดิมแล้ว ท่านยิ่งต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สง่างาม เพื่อให้อาสามและอาสะใภ้สามได้ภูมิใจนะเจ้าคะ!”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินอวิ๋นเจียวปลอบโยนเช่นนี้ จึงพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง “เจียวเอ๋อร์ เจ้าพูดถูก น่าขันนัก ที่พี่สาวคนนี้อายุมากกว่าเจ้าตั้งครึ่งหนึ่ง แต่กลับคิดไม่ได้อย่างเจ้า”
“ข้าคิดได้แล้ว ชีวิตนี้ข้าจะไม่แต่งงาน จะอยู่ที่นี่ดูแลท่านพ่อท่านแม่ ที่จริงแล้ว เมื่อเทียบกับช่างปักผ้าที่ป้ารองซื้อตัวมา ชีวิตของข้าถือว่าดีมากแล้ว”
นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว คนเหล่านั้นล้วนถูกพ่อแม่ สามี หรือบุตรชายขายมา ชีวิตจะดีได้อย่างไร?
อวิ๋นเจียวดีใจมากที่เฉาเหลียนเอ๋อร์คิดได้ “ท่านคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ พวกเราใช้ชีวิตของตนให้ดีก็พอ ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องว่าจะคิดอย่างไร”
เฉาเหลียนเอ๋อร์พยักหน้า “อืม เจ้าพูดถูกยิ่งนัก ว่าแต่เจียวเอ๋อร์ เจ้าว่าเราจะตั้งชื่อร้านว่าอะไรดี?”
อวิ๋นเจียวจิบชา พลางครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “เมฆาลอยคะนึงอาภรณ์พลิ้วไหว บุปผาฝันใฝ่โฉมเฉิดฉาย ลมวสันต์ลูบผิวพริ้มพราย งามประกายดั่งหยาดพิรุณ … งั้นก็ ร้านอวิ๋นหรง ดีไหมเจ้าคะ?”
อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์มองอวิ๋นเจียวด้วยแววตาชื่นชม “ร้านอวิ๋นหรง ช่างไพเราะยิ่งนัก เจียวเอ๋อร์ช่างเก่งกาจ พูดจาเป็นคำกลอน เก่งกว่าพวกบัณฑิตเยอะเลย”
อวิ๋นเจียวหัวเราะ “ข้าเพียงแต่เรียนตัวอักษรและบทกวีกับพี่ชายไม่กี่วัน ท่านชมข้าเกินไปแล้ว แต่การรู้ตัวอักษรบ้างก็เป็นเรื่องดี ต่อไปนี้หากต้องดูหนังสือทางการหรือสัญญาต่างๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคนอื่นหลอกลวง หากพี่เหลียนเอ๋อร์อยากเรียน ไว้มีเวลาว่างข้าสอนได้นะเจ้าคะ”
“ขอบใจเจ้ามากเจียวเอ๋อร์ ข้าอยากเรียนตัวอักษรเหมือนกัน บังเอิญว่าในบรรดาช่างปักผ้า มีอยู่สองคนที่รู้หนังสือ ช่วงนี้ข้ากำลังขอร้องให้พวกนางสอนข้าอยู่!”
นางอยู่ในอำเภอ ส่วนอวิ๋นเจียวอยู่หมู่บ้านไหวซู่ ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่อยากให้อวิ๋นเจียวต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อสอนหนังสือนาง
อวิ๋นเจียวไม่ได้โกรธเคืองที่อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ปฏิเสธ ตรงกันข้ามนางกลับดีใจมาก “เช่นนั้นก็ดีเลยเจ้าค่ะ ฮ่าๆๆ โชคดีจริงๆ ที่ได้ช่างปักผ้าที่รู้หนังสือมาด้วย”
สองพี่น้องพูดคุยกันอย่างร่าเริง สักพักฟางซื่อก็กลับมา
เฉาเหลียนเอ๋อร์กับฟางซื่อช่วยกันทำอาหารอร่อยจนมากมายเต็มโต๊ะ เนื่องจากอาหารมีมากเกินไป พวกนางคงกินไม่หมดจึงเรียกช่างปักผ้ามาร่วมรับประทานด้วย
ขณะรับประทานอาหาร อวิ๋นเจียวก็พูดถึงความคิดของนาง “พวกเราทำเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งออกมาเป็นตัวอย่างก่อน จากนั้นก็วาดแบบลงในสมุดหลายๆ เล่ม ให้ลูกค้าเลือกแบบและสั่งตัด”
“หากขายดี แบบเสื้อผ้าของพวกเราเป็นที่นิยม ก็ค่อยจ้างคนเพิ่ม และทำเสื้อผ้าแต่ละแบบหลายๆ ขนาด ให้ลูกค้าได้เลือกสรร แบบนี้ลูกค้าก็ไม่ต้องเสียเวลารอตัดเย็บแล้วเจ้าค่ะ”