ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 165 ชุ่ยเหนียง
แต่ครั้นจะใช้งานบ่าวไพร่ นางก็ไม่เคยใช้มาก่อน จะออกคำสั่งอย่างไรดีเล่า? จริงสิ! เจ้ารองมิได้บอกหรือว่านางมีฝีมือนวดดีนัก
เถาซื่อวางมาดเอ่ยถาม “เจ้าชื่อชุ่ยเหนียงหรือ?”
ชุ่ยเหนียงโค้งคำนับ “เรียนฮูหยินผู้เฒ่า บ่าวแซ่กู่ ชื่อชุ่ยเหนียงเจ้าค่ะ”
ท่าทีนอบน้อมเช่นนี้ ยิ่งทำให้เถาซื่อเหลิง ฝ่ายผู้เฒ่าอวิ๋นเองยิ่งมองชุ่ยเหนียงก็ยิ่งถูกใจ
เถาซื่อเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้ามานวดขาให้ข้าหน่อย” พูดจบก็นำเท้าที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ยื่นไปตรงหน้าชุ่ยเหนียง
อวิ๋นโส่วจงเย้ยหยัน “บ่าวไพร่ที่ข้าซื้อมานั้นไว้ปรนนิบัติท่านพ่อ มิใช่ซื้อมาให้คนไม่เกี่ยวข้องเรียกใช้ ท่านพ่อ หากท่านไม่เห็นความหวังดี ข้าพาคนกลับก็ได้ขอรับ”
เถาซื่อได้ยินดังนั้นก็โมโหจนแทบจะล้มหงายหลัง เท้าที่ยื่นออกไปก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ จะเก็บก็ไม่ใช่ จะยื่นต่อก็ไม่ได้
คำพูดที่ผู้เฒ่าอวิ๋นเอ่ยปากออกไปก่อนหน้า เป็นเพียงคำพูดตามมารยาท เขาจะยอมให้อวิ๋นโส่วจงพาคนกลับไปได้อย่างไร จะต้องรู้ว่าการมีบ่าวไพร่คอยปรนนิบัติ เป็นสิทธิพิเศษของเศรษฐีมีอันจะกิน
นี่แสดงให้เห็นว่าเจ้ารองยินยอมดูแลเขา หากชาวบ้านรู้ว่าเขามีคนรับใช้คอยปรนนิบัติ คงต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถบ
ขณะนี้เขากำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะพาชุ่ยเหนียงไปอวดใครดี ให้พวกเขาเลิกพูดจาเหน็บแนมว่าเขาเป็นพ่อที่ใจร้าย ไล่ลูกชายที่เป็นเศรษฐีที่ดินไป ไม่มีวาสนาได้เป็นนายท่านผู้เฒ่า
“เจ้านี่นะยายแก่ ไม่รู้จักอยู่เป็นสุขหรืออย่างไร?” ผู้เฒ่าอวิ๋นตบขอบเตียงพลางกล่าวตำหนิ แล้วหันไปพูดกับอวิ๋นโส่วจงอย่างอารมณ์ดีว่า “เจ้ารอง อย่าไปถือสาแม่… เถาซื่อเลย นางก็เป็นคนแบบนี้แหละ”
เถาซื่อโกรธจนตาเหลือก แต่คิดว่าเจ้ารองสารเลวนี่คงไม่อยู่ที่นี่ตลอดไป พอกลับไปแล้ว บ่าวไพร่ที่ขายตัวมาคนนี้ นางยังจะกำราบไม่ได้เชียวหรือ?
ฮึ เป็นแค่บ่าวไพร่กล้าแต่งกายดีเช่นนี้ ยังกล้าสวมเครื่องประดับเงินอีก พรุ่งนี้นางจะปลดออกให้หมด เอาไปให้เหมยเอ๋อร์ พอคิดได้เช่นนี้ เถาซื่อจึงไม่เอ่ยอะไรอีก ดวงตาคมกริบของนางจ้องมองชุ่ยเหนียงไม่ลดละ
ท่าทางเช่นนั้นทำให้อวิ๋นเจียวแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แต่ก็ไม่กล้าหัวเราะออกมา ได้แต่กลั้นเอาไว้จนไหล่สั่นเทา ในใจนางชื่นชมท่านพ่อท่านแม่ยิ่งนัก แผนนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ
จะปล่อยให้เถาซื่อมาหาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน คอยขัดขวางความสุขของพวกเขาอยู่ร่ำไปเช่นนี้ได้อย่างไร ตอนนี้ถึงตาที่อีกฝ่ายจะต้องอึดอัดและรู้สึกไม่สบายใจบ้างแล้ว
อวิ๋นฉี่เยว่บีบมือของนางเบาๆ แล้วค่อยๆ ดึงตัวนางไปหลบมุม ใช้ร่างกายของตนบังไว้ นี่เป็นการบอกนางทางอ้อมว่าให้หัวเราะเบาๆ อย่าส่งเสียงก็พอ พี่ใหญ่ช่างเอาใจใส่นางจริงๆ
“แค่กๆ… เอ่อ… ชุ่ยเหนียง งั้นเจ้าไปอยู่ห้องของเจ้าสี่ก็แล้วกัน ตอนนี้มีแค่หู่หยาจื่ออยู่คนเดียว”
หู่หยาจื่อหรือ อวิ๋นเจียวแอบหัวเราะในใจ ตอนนี้ท่านปู่เพิ่งนึกออกว่ายังมีหลานชายอีกคนอย่างนั้นหรือ?
นับตั้งแต่อวิ๋นโส่วจู่ถูกจับ อวิ๋นฉี่รุ่ยก็มาอาศัยอยู่ที่บ้านของอวิ๋นโส่วจง กินข้าวกับคนงานทุกวัน พอกินข้าวเสร็จก็ไม่รู้ว่าออกไปเล่นซุกซนกับเด็กๆ ที่ไหนบ้าง กลับมาอีกทีก็ตอนเย็น อาบน้ำเข้านอนเอง
นี่เป็นคำสั่งของอวิ๋นโส่วจง ทุกวันเขาต้องอาบน้ำให้สะอาดสะอ้านถึงจะได้กินข้าว ส่วนผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อไม่เคยสนใจไยดีเขาเลยสักนิด
อวิ๋นโส่วจงเอ่ย “ไม่จำเป็นขอรับ ชุ่ยเหนียงไปอยู่ห้องเจ้าสามก็ได้ ตั้งแต่วันที่ท่านพ่อล้มป่วย ข้าก็คิดจะหาคนมาปรนนิบัติพอดี ช่วงนี้เจ้าสามไม่อยู่ ข้าก็เลยให้คนไปเก็บกวาดห้องเรียบร้อยแล้ว”
ที่แท้ช่วงนี้ที่ห้องของเจ้าสามมีเสียงทุบดังตึงตังตลอดเวลา ทั้งซ่อมแซม เพิ่มเครื่องเรือน เสริมความแข็งแรงให้ประตู และเปลี่ยนแม่กุญแจ เขานึกว่าเจ้าสามจะกลับมาอยู่บ้าน แอบดีใจอยู่หลายวัน กลับกลายเป็นว่าเตรียมไว้ให้ชุ่ยเหนียง
ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่พอหันไปเห็นชุ่ยเหนียงที่มีท่าทางอ่อนโยนและสงบเสงี่ยม ความผิดหวังอันน้อยนิดนั้นก็พลันสลายหายไป กลับกลายเป็นความยินดีของการได้เป็นนายท่านผู้เฒ่าแทน
ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกสงสารตัวเองอยู่ลึกๆ ในใจ สุดท้ายแล้วเขาก็มีเพียงตัวเองคนเดียว
“เช่นนั้นก็ดี งั้นเจ้าก็ไปจัดการเถิด”
ทันใดนั้น อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “อยู่ดีๆ ที่บ้านก็มีคนเพิ่มขึ้นมา คงต้องใช้จ่ายมากขึ้นอีกแน่ๆ เจ้าค่ะ”
เถาซื่อได้ยินอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์เตือนสติ ก็รู้สึกตัวทันที “นั่นสิ มีคนเพิ่มขึ้นมาก็ต้องใช้จ่ายมากขึ้น ครอบครัวของเราไม่มีเงินมากพอจะเลี้ยงดูคนอื่นหรอกนะ”
ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนหนวดเคราชี้ตั้ง “เจ้านี่นะยายแก่ แค่ค่ากินของคนคนเดียว จะไม่มีเชียวหรือ?”
เถาซื่อตวาดกลับอย่างไม่พอใจ “มีหรือ มีที่ไหนกัน? ลูกชายแต่ละคน กินจุกันทั้งนั้น ไม่มีใครคิดจะทำงานทำการ ค่าเช่าที่นาได้มาสักเท่าไหร่เชียว? เจ้าห้ายังต้องเรียนหนังสือ จะให้เอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงคนเพิ่ม?”
ชุ่ยเหนียงโค้งคำนับให้เถาซื่อ แล้วเอ่ยว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ ค่าใช้จ่ายของบ่าว ไม่ได้มาจากที่นี่ ไม่เพียงแต่ของบ่าวเท่านั้น แม้แต่ค่าใช้จ่ายของนายท่านผู้เฒ่า ท่านก็ไม่ต้องห่วง นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายของนายท่านผู้เฒ่าและของบ่าว บ่าวจะไปรับจากนายท่านรองเองเจ้าค่ะ”
เถาซื่อยังอยากถือโอกาสนี้ ขอเงินจากอวิ๋นโส่วจงสักหน่อย! นางโกรธแทบแย่ คำพูดที่เหลือพลันจุกอยู่ในลำคอ ได้แต่จ้องมองครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงด้วยความเคียดแค้น
ฝ่ายผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นกลับรู้สึกสะเทือนใจ ที่แท้เจ้ารองมิได้รังเกียจเขา เพียงแต่เกลียดชังเถาซื่อต่างหาก หากไม่มีเถาซื่อขวางกั้นระหว่างเขากับลูกชาย บางที…
เถาซื่อนี่นะ หากนางใจดีกับเจ้าใหญ่และเจ้ารองเหมือนแม่แท้ๆ สักหน่อย ก็คงจะ… เมล็ดพันธุ์แห่งความไม่พอใจ ถูกหว่านลงไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าผู้เฒ่าอวิ๋นกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
ชุ่ยเหนียงพูดจบ ก็รับกล่องอาหารจากมือของอากุ้ย แล้วหันไปถามผู้เฒ่าอวิ๋น “นายท่านผู้เฒ่าเจ้าคะ ท่านต้องการรับประทานอาหารเย็นในห้องหรือที่ห้องโถงเจ้าคะ?”
คำว่า ‘นายท่านผู้เฒ่า’ ทำให้ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกปลื้มปีติยิ่งนัก ตามมาด้วยคำว่า ‘รับประทานอาหารเย็น’ กิริยามารยาทเช่นนี้ช่างเหมือนธรรมเนียมของตระกูลใหญ่โต เพียงแค่คำพูดอ่อนหวานไม่กี่คำ ก็ทำให้ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
“อากาศก็ไม่เย็นเท่าไหร่ กินที่ห้องโถงก็แล้วกัน เจ้ารอง พวกเจ้าก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ”
อวิ๋นโส่วจงรีบเอ่ยปฏิเสธ “ไม่ต้องแล้วขอรับ ข้าเตรียมอาหารไว้ที่บ้านแล้ว วันนี้ข้าเพียงแค่มาส่งชุ่ยเหนียงเท่านั้น”
“ท่านพ่อ ข้าเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ โสมและยาบำรุงไว้ที่ห้องของชุ่ยเหนียงแล้ว หากท่านต้องการอะไร ก็บอกชุ่ยเหนียงได้เลย วันที่ท่านล้มป่วย ข้าไม่ได้หวงโสม แต่เกรงว่าต่อให้ให้ไป ท่านก็คงไม่ได้กิน อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองข้าเลยนะขอรับ”
เถาซื่อได้ยินดังนั้นก็โมโหจนแทบกระอักเลือด นางตวาดด่า “เจ้ารอง เจ้ามันคนอกตัญญู ระแวงใครอยู่? ของของพ่อเจ้า ไยไม่ให้เขาเก็บไว้เอง กลับให้บ่าวไพร่เก็บไว้?”
อวิ๋นโส่วจงเย้ยหยัน “ข้าก็ต้องระแวงเจ้าอย่างไรเล่า” เขาพูดอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
เถาซื่อโกรธจนหน้าเขียว อวิ๋นเจียวอดทนไม่ไหวอีกต่อไป หลบอยู่ด้านหลังของอวิ๋นฉี่เยว่ ไหล่สั่นเทาด้วยความขบขัน
อวิ๋นฉี่เยว่รีบพูดกับอวิ๋นโส่วจง “ท่านพ่อ พวกเรากลับบ้านกันเถิดขอรับ อย่ารบกวนท่านปู่กินข้าวเลย ท่านปู่ขอรับ หากท่านมีเรื่องอะไรรีบให้ชุ่ยเหนียงมาบอกที่บ้านนะขอรับ”
อวิ๋นโส่วจงพูดตาม “ใช่แล้ว เรื่องการกินอยู่ของท่านพ่อ ฝากชุ่ยเหนียงดูแลข้าก็เบาใจ พวกข้าขอตัวก่อนขอรับ”
ผู้เฒ่าอวิ๋นลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นครั้งแรก เดินไปส่งครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงด้วยตนเอง
ชุ่ยเหนียงวางกล่องอาหารบนโต๊ะ จากนั้นก็รีบเข้าไปประคองผู้เฒ่าอวิ๋น “นายท่าน ระวังด้วยเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เฒ่าอวิ๋นยิ่งชัดเจนขึ้น
หลังจากออกจากบ้านตระกูลอวิ๋น อวิ๋นเจียวก็อดทนไม่ไหว หัวเราะออกมาเสียงดัง เห็นเถาซื่ออึดอัดใจ นางก็ยิ่งรู้สึกสะใจ ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ใหญ่ต่างพากันหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
ระหว่างทางที่ครอบครัวเดินกลับบ้าน แสงจันทร์สาดส่อง เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของพวกเขาดังก้องไปทั่วท้องทุ่ง…