ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 168 อยากเปิดสำนักศึกษา
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 168 อยากเปิดสำนักศึกษา
ผู้เฒ่าอวิ๋นไหนเลยจะมีเวลามาตอบนาง ตอนนี้กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกับเถาซื่อในสภาพเปลือยกายอยู่
ชุ่ยเหนียงลนลานแทบแย่ ทันใดนั้นนางก็รีบเดินไปที่ลานบ้าน แล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากพวกผู้ชายที่ปีนดูเหตุการณ์อยู่บนกำแพง “พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ขอร้องละเจ้าคะ ช่วยนายท่านของบ่าวด้วย… หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป บ่าวเกรงว่านายท่านจะแย่เอาได้”
กล่าวจบนางก็วิ่งไปเปิดประตูบ้าน เพราะจะอย่างไรเถาซื่อก็เป็นสตรี พวกผู้ชายที่ยืนดูอยู่บนกำแพงไม่กล้าแตะต้องนาง
และก็เป็นอย่างที่คาด พอเปิดประตูบ้าน บรรดาป้าข้างบ้านที่พยายามมองลอดช่องประตูก็กรูกันเข้ามา ต่อมาชาวบ้านชายฉกรรจ์ก็กระโดดลงมาจากกำแพง ทุกคนพากันกรูเข้าไปในห้องของอวิ๋นโส่วจู่
ทันใดนั้น ห้องของอวิ๋นโส่วจู่ก็อึกทึกครึกโครม เสียงกรีดร้องดังลั่นราวกับจะถล่มหลังคาบ้าน ถังอาบน้ำไม้แตกกระจาย น้ำนองเต็มพื้น พวกเขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทุกคนสนใจคือคนสองคนที่กำลังต่อสู้กัน คนหนึ่งไม่ได้สวมเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว อีกคนหนึ่งเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเผยให้เห็นผิวเนื้อ
บรรดาหญิงชาวบ้าน บางคนที่ขี้อายก็รีบเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งออกมา ทว่าบางคนที่ใจกล้าอีกสองคนกลับไม่รู้สึกขัดตา พวกนางช่วยกันดึงตัวเถาซื่อออกมา
ในที่สุดทั้งสองคนก็ถูกแยกออกจากกัน แต่นี่ก็ทำให้พวกเขาต้องอับอาย อับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก!
เรื่องของสองสามีภรรยาเฒ่ากลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาหลังอาหารของชาวบ้าน
หลังจากวันนั้นผู้เฒ่าอวิ๋นก็ล้มป่วยหนัก ไม่ว่าจะเป็นเถาซื่อหรือผู้เฒ่าอวิ๋น ต่างก็ไม่กล้าออกจากบ้านเป็นเวลานาน นี่ก็เป็นเรื่องหลังจากนั้น
ผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อที่อับอายขายหน้าต่อหน้าชาวบ้าน คนหนึ่งรีบกลับเข้าไปในห้อง ส่วนอีกคนก็ขังตัวเองอยู่ในห้องของอวิ๋นโส่วจู่ไม่ยอมออกมา ชุ่ยเหนียงจึงพาอวิ๋นฉี่รุ่ยเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น อวิ๋นฉี่รุ่ยได้รับคำสั่งจากชุ่ยเหนียงจึงรีบวิ่งไปที่บ้านของอวิ๋นเจียว ขณะที่กำลังกินอาหารเช้าก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่บ้านเก่าเมื่อคืนให้ฟังอย่างละเอียด
ทุกคนในครอบครัวอวิ๋นโส่วจงต่างพากันเงียบ แต่พออวิ๋นเจียวได้ฟังก็รู้สึกสะใจไม่น้อย
หลังจากที่อวิ๋นฉี่รุ่ยกลับไป สามพี่น้องก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เพราะเรื่องนี้เอง ทำให้คนที่บ้านเก่านิ่งเงียบไปพักใหญ่
บ้านพี่ใหญ่ บ้านรอง และบ้านสาม ต่างก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไร้ซึ่งเรื่องวุ่นวาย ส่วนโรงผลิตเครื่องประทินผิวที่อวิ๋นเจียวต้องการก็สร้างเสร็จในช่วงเวลานี้พอดี อวิ๋นเจียวไปดูแล้วก็เสนอแนะให้ปรับแก้บางจุด
อีกสองวันต่อมา โรงผลิตเครื่องประทินผิวที่ตรงตามข้อกำหนดของอวิ๋นเจียวทุกประการก็สร้างเสร็จสมบูรณ์
ต่อไปก็คือการจ้างคนงานและจัดซื้อวัตถุดิบ แต่เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้นางเป็นกังวล เพราะมีอวิ๋นโส่วจงจัดการดูแล ส่วนสูตรนางก็ให้ชุนเหมยไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ชุนเหมยก็เป็นผู้ช่วยของอวิ๋นเจียวมาก่อน ขั้นตอนการทำเครื่องประทินผิวโดยพื้นฐานแล้วนางก็รู้ชัดเจน อวิ๋นเจียวเพียงแค่สาธิตและอธิบายอย่างละเอียดอีกสองครั้ง ชุนเหมยก็สามารถลงมือทำได้อย่างเป็นทางการแล้ว
เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ เครื่องประทินผิวที่ผลิตในโรงผลิตล้วนเป็นเครื่องประทินผิวทั่วไป ส่วนเครื่องประทินผิวคุณภาพสูงยังคงต้องซื้อจากเถาเป่า เพราะอย่างไรเสียการมีอยู่ของโรงผลิตแห่งนี้ก็แค่เอาไว้บังตาคนอื่นเท่านั้น
จากนั้นนางก็มอบหมายงานให้อวิ๋นฉี่ซาน ให้เขาทำอุปกรณ์กลั่นน้ำมันหอมระเหยสกัดเย็นให้ อวิ๋นฉี่ซานรับแบบร่างและวิธีการทำจากอวิ๋นเจียวโดยไม่ถามอะไรสักคำ จากนั้นก็ไปค้นคว้าด้วยความตื่นเต้น
จริงๆ แล้วอวิ๋นเจียวอยากทำสวนดอกไม้ด้วยตัวเอง ทว่าต้นกล้าของนางถูกคนของเตียวซวี่อันทำลายไปแล้ว แต่การเก็บเกี่ยวดอกไม้ในปริมาณมากนั้น นางก็ยังไม่เคยเห็นใครปลูกดอกไม้เป็นจำนวนมากเหมือนกับการปลูกข้าว
เมื่อคิดไปคิดมา นางคิดว่าการสร้างสวนดอกไม้นั้นยังจำเป็นอยู่ ดังนั้นนางจึงไปหาอวิ๋นโส่วจง ให้อวิ๋นโส่วจงซื้อที่ดินชั้นดีหนึ่งร้อยหมู่เพื่อปลูกดอกไม้โดยเฉพาะ
อวิ๋นโส่วจงรีบไปจัดการเรื่องนี้ทันที ไม่กี่วันต่อมา เรื่องที่ดินก็เรียบร้อย แต่ไม่ได้ซื้อมาเพียงร้อยหมู่ แต่กลับซื้อมาถึงสองร้อยหมู่
ที่ดินผืนนี้อยู่นอกหมู่บ้านไหวซู่ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหยางหลิ่วซึ่งเป็นหมู่บ้านเดียวกับจวนของฉู่อี้ ไม่เพียงเท่านั้นยังอยู่ติดกับจวนของฉู่อี้โดยมีแม่น้ำสายเล็กๆ กั้นกลาง
ส่วนเรื่องดอกเหมยกุยฮวา [1] ตอนนี้จะเพาะเมล็ดก็ไม่ทันแล้ว อวิ๋นเจียวได้แต่ฝากอวิ๋นโส่วจงช่วยซื้อต้นกล้ามาให้ แต่การซื้อต้นกล้าจำนวนมากต้องไปที่ในตัวเมือง เพราะคนที่ใช้ดอกไม้ได้ล้วนเป็นคนร่ำรวย ดังนั้นสวนดอกไม้ที่ขายส่งจึงมักกระจุกตัวอยู่แถวๆ ตัวเมือง
ส่วนซวิ่นอีเฉา [2] วัตถุดิบชั้นดีอีกอย่างหนึ่งในการทำน้ำมันหอมระเหย ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูกพอดี อวิ๋นเจียวซื้อมาจากเถาเป่าจำนวนไม่น้อย ทางร้านยังแถมคู่มือการปลูกมาด้วย
อวิ๋นเจียวจึงให้เจ้าของร้านหนังสือช่วยคัดลอกออกมา จากนั้นอวิ๋นเจียวก็เข้าไปดูในเถาเป่าอีกครั้ง แล้วก็ซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรหรือดอกไม้ทั่วไปที่สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ แน่นอนว่าทางร้านก็แถมคู่มือการปลูกมาให้เช่นกัน
อวิ๋นเจียวไม่รู้เรื่องการเพาะปลูก แต่ความรู้เชิงทฤษีเหล่านี้นางสามารถบอกอวิ๋นโส่วกวงและอวิ๋นโส่วเย่าได้ ส่วนวิธีการปฏิบัติจริงก็ให้พวกเขาจัดหาคนไปลองดู
อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้รีบร้อน วิธีการปลูกที่ดีที่สุด ต้องทดลองจึงจะรู้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคู่มือการเพาะปลูก ไม่ใช่ว่าต้องคลำทางเอาเองแบบมืดแปดด้าน
อืม… จู่ๆ อวิ๋นเจียวก็นึกอะไรขึ้นได้ หากอวิ๋นโส่วกวงกับอวิ๋นโส่วเย่าอ่านออกเขียนได้ก็คงดี ถ้าพวกเขาอ่านออกเขียนได้ ก็จะสามารถดูคำอธิบายได้ด้วยตัวเอง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวิ๋นเจียวก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ที่จริงแล้วสามารถสร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้านได้
นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาคุณภาพและทักษะการใช้ชีวิตของผู้คน ไม่หวังให้สอบเคอจวี่ เพียงแค่ให้รู้หนังสือและคิดเลขได้ก็พอแล้ว ดังนั้น คุณสมบัติของอาจารย์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ขอแค่เป็นถงเซิงที่สอบผ่านระดับต้นก็พอแล้ว
การจะหาบัณฑิตซิ่วไฉนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเป็นถงเซิงอาวุโสก็มีอยู่มากมาย
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวิ๋นเจียวจึงตัดสินใจว่าจะไปปรึกษากับอาจารย์ตั่งและอาจารย์หม่าว่าจะทำได้หรือไม่ ดังนั้นนางจึงสั่งชุนเหมยไปเชิญอาจารย์ทั้งสองให้มากินอาหารเย็นที่บ้าน
บังเอิญว่าที่บ้านมีหน่อไม้ที่คนงานขุดได้ตอนทำงาน แล้วก็มีคนส่งตัวอ้น [3] ที่ติดกับดักมาให้สองตัว เย็นนี้นางจะทำหน่อไม้ผัดเนื้ออ้น ตั้งโอ๋ที่ปลูกในแปลงผักกำลังเขียวขจี เก็บมาทำตั้งโอ๋ผัดกระเทียมเพิ่มรสชาติด้วยเครื่องปรุงหอมๆ ใส่พริกขี้หนูเล็กน้อย รสชาติจะออกมาเข้มข้นจัดจ้าน
หลังจากอวิ๋นเจียวคิดเมนูอาหารเย็นเสร็จแล้ว รอให้ชุนเหมยกลับมาก็เล่าให้นางฟัง ชุนเหมยไปเตรียมอาหารตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน อาจารย์ตั่งกับอาจารย์หม่าและสองพี่น้องตระกูลอวิ๋นก็กลับมาถึงบ้านก่อนเวลา
อวิ๋นโส่วจงเรียกอวิ๋นโส่วกวงและอวิ๋นโส่วเย่าให้มากินอาหารเย็นด้วยกัน ตอนนี้ลูกๆ ของทั้งสองบ้านต่างก็ยุ่งกับการตั้งร้านอาหาร มื้อเย็นจึงกินกันที่ร้านโดยจะนำวัตถุดิบที่เหลือจากการขายเม่าไช่มาทำเป็นอาหารเย็น กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกมาก
ทันทีที่ทุกคนเดินเข้ามาในลานบ้าน กลิ่นหอมอบอวลก็โชยเข้าจมูก กระตุ้นความอยากอาหารขึ้นมาทันที อาหารที่บ้านของอวิ๋นเจียวอร่อย เพราะนางมีเครื่องปรุงรสสูตรเฉพาะที่ซื้อมาจากเถาเป่า
เนื่องจากเครื่องปรุงรสพวกนี้ไม่สามารถอธิบายที่มาได้ อวิ๋นเจียวจึงไม่ได้คิดที่จะนำออกไปขาย กะไว้กินกันเองในบ้าน คลายความอยากอาหารก็พอแล้ว
ทุกคนช่วยกันยกโต๊ะมาต่อกันสองตัว จากนั้นก็ยกจานใบใหญ่สองใบที่บรรจุหน่อไม้ผัดเนื้ออ้นออกมาจากห้องครัว ดวงตาของทุกคนเป็นประกาย หอมมาก แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาทันที
หลังจากยกอาหารจานเล็กๆ อีกหลายจานมาแล้ว ฟางซื่อก็ยกไหเหล้าขนาดเล็กออกมาหนึ่งไห แล้วรินเหล้าให้ฝั่งผู้ชาย
ตระกูลอวิ๋นกินข้าวกันอย่างสบายๆ อาจารย์ตั่งและอาจารย์หม่าก็คุ้นเคยและชื่นชอบบรรยากาศเช่นนี้ แม้จะดูไม่มีระเบียบ แต่เบื้องหลังความไม่เป็นระเบียบนี้แฝงไปด้วยความรักใคร่ของครอบครัว
ครอบครัวที่ร่ำรวยในตอนนี้ มักมีกเกณฑ์มากมายจนทำให้ความรักระหว่างพ่อแม่ลูกและสามีภรรยาถูกกดทับจนแทบจะหายไป
อาจารย์ตั่งกินเนื้ออ้นคำหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความพึงพอใจ “ข้าเพิ่งมาอยู่ที่หมู่บ้านไหวซู่ได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนว่าจะอ้วนขึ้นแล้ว”
อาจารย์หม่ายิ้มแล้วพูดว่า “ใช่แล้วข้าเองก็อ้วนขึ้น แบบนี้ภรรยาข้าคงจำข้าไม่ได้แล้วกระมัง”
……….
เชิงอรรถ
[1] เหมยกุยฮวา (玫瑰花) คือ ดอกกุหลาบ
[2] ซวิ่นอีเฉา (薰衣草) คือ ดอกลาเวนเดอร์
[3] ตัวอ้น (竹鼠) หรือหนูไม้ไผ่ ลำตัวกลมอ้วนป้อมสีนํ้าตาล ตาและหูเล็กมาก ฟันแทะมีขนาดใหญ่ ขาและหางสั้น อาศัยอยู่ใต้ดินหรือโพรงไม้ กินรากไม้ หน่อไผ่ พืช