ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 169 ก่อตั้งสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 169 ก่อตั้งสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน
“ท่านปู่ตั่งกับท่านปู่หม่า นี่เรียกว่าอิ่มเอิบต่างหากเล่าเจ้าคะ!” อวิ๋นเจียวเคี้ยวตุ้ยๆ แก้มป่อง พูดไม่ชัดนัก ทว่ากลับไม่มีผู้ใดยึดถือกเกณฑ์ คิดว่านางไร้มารยาท กลับน่าเอ็นดูเสียมากกว่า
หากอวิ๋นเจียวล่วงรู้ว่าผู้อื่นมองนางเช่นนั้น คงต้องอับอายจนแทรกแผ่นดินหนี นางเพียงแต่ปากไวไปหน่อย ยังไม่ทนได้กลืนอาหารลงไปก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้
อวิ๋นฉี่เยว่ที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมุมปากให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยเตือน “เจียวเอ๋อร์ ค่อยๆ กินเถิด เนื้อตัวอ้นยังมีอีกมาก ท่านอาจารย์ไม่ได้แย่งเจ้ากินเสียหน่อย”
นานทีอวิ๋นฉี่เยว่ผู้มีนิสัยสุขุมจะล้อเล่นเช่นนี้ แถมยังล้อเล่นกับอาจารย์ทั้งสอง
อาจารย์ตั่งและอาจารย์หม่าต่างหัวเราะเสียงดัง อวิ๋นโส่วจงเอ็ดบุตรชายพลางหัวเราะ “เจ้าเด็กคนนี้ แม้แต่กับท่านอาจารย์ก็ยังจะพูดล้อเล่น”
อาจารย์หม่าเอ่ย “ไม่เป็นไรๆ ฉี่เยว่ทำตัวร่าเริงบ้างก็ดี”
ฟางซื่อหัวเราะ “ท่านนี่ตามใจเขานัก”
อวิ๋นเจียวเอ่ย “นั่นก็เพราะท่านปู่หม่าเอ็นดูพี่ใหญ่ พี่ใหญ่เป็นศิษย์เอกของท่านอาจารย์เชียวนะเจ้าคะ”
อาจารย์หม่าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้าง ยกจอกสุราขึ้น เชื้อเชิญทุกคนดื่มด้วยกัน พอวางจอกสุราลง เขาก็เอ่ยว่า “ถูกต้องแล้ว พี่ชายเจ้าเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ เป็นศิษย์เอกของข้าจริงๆ ว่าแต่ คืนนี้นอกจากสุราอาหารเลิศรสแล้ว เจียวเอ๋อร์มีเรื่องอันใดหรือ?”
อวิ๋นเจียวยิ้มหวาน “มีเรื่องรบกวนเจ้าค่ะ นั่นก็คือเชิญท่านปู่ทั้งสองมาลิ้มลองหน่อไม้ผัดเนื้ออ้น แล้วก็… ข้ามีความคิดบางอย่าง อยากขอคำชี้แนะจากท่านปู่ทั้งสองเจ้าค่ะ”
“เจียวเอ๋อร์ เรื่องอะไรหรือ?” บาดแผลของอวิ๋นฉี่ซานยังไม่หายดี จึงกินเผ็ดไม่ได้ ได้แต่มองตาปริบๆ พลางจิบน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมไปพลาง
ตอนนี้มีเรื่องที่เรียกความสนใจเขาได้พอดี ไม่รู้ว่าเจียวเอ๋อร์มีเรื่องอันใดถึงต้องไปรบกวนท่านอาจารย์ทั้งสอง คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เป็นแน่
อวิ๋นเจียวเอ่ย “ข้าอยากสนับสนุนให้หมู่บ้านของเราก่อตั้งสำนักศึกษาเจ้าค่ะ ไม่ต้องสอนความรู้ที่ลึกซึ้ง เพียงแค่สอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านรู้จักตัวอักษรบ้าง และคิดเลขได้บ้างก็พอเจ้าค่ะ แน่นอน หากผู้ใหญ่อยากเรียนด้วยก็ย่อมได้”
“เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเรียนเนื้อหาที่ซับซ้อน ข้าคิดว่าแค่จ้างถงเซิงที่สูงวัยสักหน่อยก็พอ ไม่จำเป็นต้องเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ เพราะเกรงว่าเขาก็คงไม่ยอมลดตัวลงมาสอนชาวบ้านที่ไม่ได้ศึกษาเพื่อไปสอบเคอจวี่หรอกเจ้าค่ะ”
ทันทีที่อวิ๋นเจียวพูดจบ บนโต๊ะอาหารก็เงียบสงัดไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีเสียงชื่นชมตามมา
อวิ๋นโส่วเย่าเอ่ยอย่างตื่นเต้น “ดี! ความคิดนี้ดีมาก!”
อวิ๋นโส่วกวงก็เอ่ยชม “เจียวเอ๋อร์ช่างเป็นเด็กใจบุญ”
อาจารย์ตั่งกับอาจารย์หม่ามองนางด้วยแววตาชื่นชม อาจารย์ตั่งเอ่ยถาม “เจียวเอ๋อร์ ไยเจ้าถึงมีความคิดเช่นนี้?”
อวิ๋นเจียวตอบ “พวกเรามาปักหลักที่หมู่บ้านไหวซู่ ต้องพึ่งพาอาศัยชาวบ้านไม่น้อย ข้าเห็นว่าในหมู่บ้านมีเด็กๆ มากมายที่ไม่ได้เรียนหนังสือ จึงคิดว่าหากพวกเขารู้หนังสือ คิดเลขได้ พอโตขึ้นจะได้ไม่ต้องกลายเป็นคนโง่เขลา อีกอย่างหากรู้หนังสือ ต่อให้ต้องออกไปหางานทำข้างนอกก็ง่ายขึ้นไม่น้อย นี่ก็ถือเป็นการช่วยเหลือครอบครัวได้อีกทางหนึ่งเจ้าค่ะ”
หมู่บ้านไหวซู่เป็นหมู่บ้านในชนบทที่ยากจน คนตระกูลอวิ๋นเก่านับว่าได้อยู่อย่างสุขสบายในหมู่บ้านไหวซู่แล้ว ทว่าสองสามีภรรยาเฒ่าคู่นั้นกลับทำลายชีวิตอันสงบสุขด้วยน้ำมือของตนเอง
“ท่านปู่ทั้งสองก็เห็นแล้วว่า หมู่บ้านไหวซู่ไม่ใช่หมู่บ้านเล็กๆ แต่คนจนมีมากมาย คำโบราณกล่าวไว้ว่า ช่วยคนให้พ้นภัยได้ แต่ช่วยคนจนให้พ้นความจนนั้นยากยิ่ง ข้าจึงคิดว่าหากคนเราอ่านออกเขียนได้ อ่านตำราได้ มีความรู้มากขึ้น ย่อมคิดหาวิธีเปลี่ยนแปลงโชคชะตาและสถานการณ์ของตัวเองได้มากขึ้น”
“หรืออาจจะมีทางเลือกมากขึ้น ในยามว่างจากการทำไร่นาก็อาจจะคิดหาวิธีหาเงินได้มากขึ้นก็ได้? ข้าอายุยังน้อย คิดไม่รอบคอบ จึงอยากขอให้ท่านปู่ทั้งสองช่วยกันคิดว่า ความคิดนี้ของข้าเพ้อฝันไปหรือไม่เจ้าคะ”
“ดี!”
“มิใช่ความคิดที่เพ้อฝันแต่อย่างใด!”
“ความคิดของเจียวเอ๋อร์ดีมาก เด็กคนนี้ช่างมีจิตใจงดงาม เป็นความโชคดีของชาวบ้านในหมู่บ้านไหวซู่โดยแท้”
อาจารย์ตั่งเอ่ยอย่างจริงจัง “การก่อตั้งสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านเป็นความคิดที่ดี แต่เรื่องค่าเล่าเรียนนั้น ไม่ควรยกเว้นทั้งหมด เพราะของที่ได้มาง่ายๆ บางคนอาจไม่เห็นค่า”
อาจารย์หม่าก็เอ่ยเสริม “ให้ข้าวน้อยเป็นบุญคุณ แต่ให้ข้าวเต็มถังกลับเป็นความแค้น การให้หรือรับมากเกินไปล้วนไม่ใช่เรื่องดี”
อวิ๋นโส่วจงเห็นด้วย “ท่านอาจารย์ทั้งสองพูดถูกแล้ว เจียวเอ๋อร์อยากทำอะไรเพื่อชาวบ้าน ความคิดนี้ดีมาก แต่เราต้องปรึกษาหารือและวางกเกณฑ์ อย่าให้ความหวังดีกลายเป็นผลร้ายไป”
“และอย่าให้สุดท้ายแล้ว กลับกลายเป็นการเลี้ยงงูพิษ พวกเขาเรียนไม่ดี หรือเกิดความคิดที่ไม่ควรจะมีขึ้น กลับมาต่อว่าว่าอาจารย์ที่พวกเราจ้างมานั้นไร้ความสามารถ สอนไม่เต็มที่”
อวิ๋นเจียวพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าก็กังวลเรื่องนี้เหมือนกัน จึงอยากขอคำชี้แนะจากท่านปู่ทั้งสอง”
ท่านอาจารย์หม่าเอ่ย “จริงๆ แล้วสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านสามารถอ้างอิงรูปแบบจากสำนักศึกษาประจำตระกูลของตระกูลใหญ่ๆ ได้ คนในตระกูลที่เข้าเรียนในสำนักศึกษาประจำตระกูลล้วนต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แต่ไม่แพงเท่าสำนักศึกษาเอกชน”
“เพราะค่าใช้จ่ายหลักๆ ของสำนักศึกษาประจำตระกูลนั้น ล้วนมาจากคนในตระกูลที่ประสบความสำเร็จคอยอุดหนุน นอกจากนี้ หากยากจนจริงๆ ไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ ก็สามารถเขียนหนังสือขอยืมเงินจากตระกูลได้”
“หากเรียนเก่งและมีความหวังในการสอบเป็นขุนนาง ก็สามารถอยู่ในสำนักศึกษาประจำตระกูลเพื่อศึกษาต่อได้ แต่หากไร้ความสามารถจนแม้แต่การสอบของสำนักศึกษาประจำตระกูลก็ยังไม่ผ่าน เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าเรียนอีกต่อไป”
อาจารย์ตั่งเสริม “สำนักศึกษาประจำหมู่บ้านนั้นแตกต่างจากสำนักศึกษาประจำตระกูล แต่ข้าคิดว่าให้จ้างถงเซิงอาวุโสมาสอนให้อ่านออกเขียนได้และการคิดเลข จากนั้นก็จ้างบัณฑิตซิ่วไฉมาสอนตำราสำคัญสามเล่ม [1] รวมถึงสี่ตำราห้าคัมภีร์ [2] ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับการสอบเป็นขุนนาง”
“ผู้ที่เข้าเรียนจะต้องเรียนตัวอักษรก่อน โดยใช้เวลาหนึ่งเดือนและทำการสอบ ผู้ที่สอบผ่านก็สามารถเรียนต่อได้ หากมีเด็กที่มีความสามารถในการสอบเป็นขุนนาง ก็ให้ไปเรียนความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการสอบกับบัณฑิตซิ่วไฉ”
“หากเรียนเพียงแค่การอ่านออกเขียนได้และการคิดเลข ค่าเล่าเรียนเป็นข้าวสารเดือนละสองเซิง [3] หากผ่านการสอบของสำนักศึกษาประจำหมู่บ้านและต้องการเรียนต่อ ก็จ่ายค่าเล่าเรียนเป็นข้าวเดือนละสองเซิงเช่นเดิม”
“ส่วนผู้ที่ต้องการเรียนสำหรับสอบเคอจวี่ ค่าเล่าเรียนเป็นข้าวสารเดือนละสี่เซิง เช่นเดียวกันหลังจากเข้าเรียนแล้ว เดือนแรกจะต้องทำแบบทดสอบ หากไม่ผ่านก็ไม่อาจเรียนต่อด้วยอัตราข้าวสารเดือนละสี่เซิงได้ แต่หากผ่านเกณฑ์ก็สามารถเรียนต่อด้วยค่าเล่าเรียนเท่าเดิม…”
นี่คือการประเมินคัดกรองและแบ่งระดับอย่างชัดเจน อวิ๋นเจียวรู้สึกว่าการมาปรึกษาท่านอาจารย์ทั้งสองนั้นถูกต้องแล้ว
เมื่อได้รับฟังความคิดเห็นของท่านอาจารย์ทั้งสอง อวิ๋นเจียวก็เกิดความคิดขึ้นมา “หากจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหวจริงๆ แต่อยากเรียนหนังสือ ก็ไม่ต้องให้เขาเขียนหนังสือกู้ยืม เพียงแค่ให้เขาทำไร่หนึ่งหมู่ กำหนดผลผลิตขั้นต่ำที่ต้องส่ง ส่วนผลผลิตที่ได้จากไร่ผืนนี้ทั้งหมดตกเป็นของสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน เขาเพียงแค่ใช้แรงงานแลกกับค่าเล่าเรียน”
กล่าวคือ ครอบครัวที่ไม่ต้องการจ่ายค่าเล่าเรียนเป็นข้าวสาร สามารถใช้แรงงานแลกเปลี่ยนได้
อาจารย์หม่าเอ่ยชม “วิธีนี้ของเจียวเอ๋อร์ก็ไม่เลว เป็นวิธีที่ใช้ได้ หากเจอคนเกียจคร้าน ก็ไม่ต้องรับเข้าเรียน ดูจากความขยันหมั่นเพียรในการทำไร่ ก็สามารถช่วยให้มองเห็นนิสัยของคนผู้นั้นได้”
มื้อเย็นมื้อนี้ ทุกคนร่วมกันปรึกษาหารือจนได้ข้อสรุปที่ชัดเจน อวิ๋นฉี่เยว่จึงจดบันทึกรายละเอียดทั้งหมดลงบนกระดาษมอบให้อวิ๋นโส่วจง เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น อวิ๋นโส่วจงจึงไปหาผู้ใหญ่บ้าน
การก่อตั้งสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน ถือเป็นเรื่องใหญ่! ผู้ใหญ่บ้านย่อมดีใจเป็นธรรมดา นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้หมู่บ้านไหวซู่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านจึงให้คนไปเรียกชาวบ้านทั้งหมดมารวมตัวกันที่ลานตากข้าวของหมู่บ้าน เพื่อประกาศเรื่องนี้
……….
เชิงอรรถ
[1] ตำราสำคัญสามเล่ม (三千百) ได้แก่ ตำราสามอักษร บทเรียนกลอนสามคำใช้สอนเด็ก ตำราพันอักษรเป็นบทกวีที่เรียงคำไม่ซ้ำกันถึงพันคำ เพื่อฝึกการจดจำตัวอักษร และตำราร้อยแซ่ ตำราที่รวบรวมแซ่หรือสกุลของชาวจีนจำนวนมาก
[2] สี่ตำราห้าคัมภีร์ (四书五经) ได้แก่ ตำราทั้งสี่ ได้แก่ หลุนอฺวี่หรือคำสอนของขงจื๊อ เมิ่งจื่อ ตำราคำสอนของเมิ่งจื่อ ต้าเสวีย และจงยง ส่วนห้าคัมภีร์ ได้แก่ คัมภีร์ผันแปร คัมภีร์ประวัติศาสตร์ คัมภีร์บทกวี คัมภีร์พิธีกรรม คัมภีร์พงศาวดาร
[3] เซิง (升) เป็นหน่วยวัดปริมาตรโบราณของ โดยในปัจจุบันถือว่า 1 เซิง เท่ากับ 1 ลิตร ตามมาตรฐานสากล