ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 170 ราวกับมีอันตราย
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 170 ราวกับมีอันตราย
สำนักศึกษา เป็นสิ่งที่ชาวบ้านหมู่บ้านไหวซู่ไม่เคยนึกฝันมาก่อน คนรู้หนังสือ ย่อมเหนือกว่าคนอื่นเสมอ ไม่ต้องพูดถึงการสอบเป็นบัณฑิต แค่รู้หนังสือ คิดเลขได้ ก็สามารถหางานดีๆ ทำได้แล้ว
งานเขียน งานคำนวณ ย่อมได้เงินมากกว่างานใช้แรงงานเยี่ยงชาวไร่ชาวนาอย่างพวกเขา พอผู้ใหญ่บ้านประกาศเรื่องนี้ ปฏิกิริยาของชาวบ้านกลับรุนแรงกว่าที่อวิ๋นเจียวคาดคิดไว้มาก
ในยุคนี้ บ้านไหนก็มีลูกชายทั้งนั้น หากมีสักคนที่ร่ำเรียนจนจบ ไปหางานทำในอำเภอหรือตำบล ก็สามารถหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวได้แล้ว
ทุกคนต่างพากันพูดคุยด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ผู้เฒ่าอวิ๋นจึงถูกเชิญตัวมาที่ลานตากข้าวด้วย ชาวบ้านชายหญิงที่อยู่รอบๆ ต่างกล่าวยกย่องเขา
“ผู้เฒ่าอวิ๋น ท่านนี่เลี้ยงดูลูกชายได้ดีจริงๆ ไม่ว่าเรื่องใดก็คิดถึงชาวบ้านอย่างพวกเราเสมอ”
“ใช่แล้ว นายท่านรองอวิ๋นช่างมีเมตตาธรรม!”
“ทุกคนในครอบครัวนายท่านรองอวิ๋นล้วนเป็นคนดี เป็นผู้มีจิตใจเมตตา ชาวบ้านอย่างพวกเราต่างได้รับอานิสงส์ไปด้วย”
“ไม่ผิดหรอก ผู้เฒ่าอวิ๋น ท่านช่างโชคดีที่ให้กำเนิดลูกชายที่เก่งกาจเช่นนี้มาได้”
“ข้าบอกอะไรให้นะผู้เฒ่าอวิ๋น หากข้ามีลูกชายอย่างเจ้ารองของท่านละก็ คงหลับเป็นสุขทุกคืน ท่าน… อย่าได้ทำตัวเช่นนั้นอีกเลย ขอบคุณในความโชคดีของตนเองบ้างเถิด…”
“หลานสาวของเจ้าก็เป็นเด็กดีหาได้ยากยิ่ง ได้ยินมาว่าความคิดนี้เป็นของคุณหนูอวิ๋นเจียว”
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในใจ บนใบหน้าทำได้เพียงฝืนยิ้ม แต่เขากลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของชาวบ้านที่พากันยกยอปอปั้นเขานั้น ล้วนเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
ใช่แล้ว เจ้ารองเป็นลูกชายของเขา แต่ตอนนี้… เงินทองแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่เคยให้เขา แต่กลับใจกว้างกับคนในหมู่บ้านไม่น้อย
ยัยเด็กตัวแสบอวิ๋นเจียวนั่น คิดจะช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน พ่อแม่ของนางก็จริงๆ เลยเชียว ตามใจนางไปเสียทุกเรื่อง ทั้งหมดนั่นล้วนเป็นเงินที่เสียเปล่าทั้งนั้น!
ผู้เฒ่าอวิ๋นเสียดายยิ่งนัก ราวกับว่านั่นเป็นเงินของเขาเอง เขามองชุดผ้าต่วนบนร่างกาย นึกถึงชุ่ยเหนียงที่อ่อนโยน คิดถึงอาหารรสเลิศที่ชุ่ยเหนียงนำมาจากบ้านเจ้ารองทุกวัน ยิ่งรู้สึกขมขื่นใจ
เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าเจ้ารองคิดอะไร ต้องการให้เขาสบายเพียงคนเดียว ส่วนเถาซื่อกับเจ้าห้า อย่าได้หวัง เพื่ออาหารเพียงมื้อเดียว สองวันมานี้ เถาซื่ออาละวาดใส่เขานับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาจะทำอย่างไรได้เล่า?
ชุ่ยเหนียงบอกแล้วว่า หากเขาเอาแม้แต่อาหารสักคำให้เถาซื่อ เจ้ารองจะยุติการให้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเขา แม้แต่ชุ่ยเหนียงก็จะถูกพาตัวกลับไป
ได้กินของอร่อยๆ ใช้ของดีๆ มีคนปรนนิบัติ หากวันหนึ่งถูกพรากไป ต้องกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม เขาย่อมไม่คุ้นเคย ย่อมรู้สึกเสียดาย
ตอนนี้ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกขัดแย้งในใจยิ่งนัก ทั้งเสียดายความสุขสบาย และต่อว่าอวิ๋นโส่วจงที่แบ่งแยกชัดเจน ระแวงเขามากเกินไป
พวกชาวบ้านต่ำต้อยพวกนี้ มีอะไรน่าช่วยเหลือ ทำไมเขาถึงเอาเงินไปช่วยเจ้าห้าไม่ได้! เจ้าห้าเป็นน้องชายแท้ๆ ของเขา มีสายเลือดเดียวกัน!
ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกอึดอัดใจ ไม่สบายตัว ไม่อยากอยู่ที่ลานตากข้าวแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจจากไปได้
ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่บนโม่หินขนาดใหญ่ ประกาศด้วยสีหน้ายินดี “ค่าเล่าเรียนเพียงแค่ข้าวสารไม่กี่เซิง หรือใช้แรงงานมาแลกก็ได้ จะหาเรื่องดีๆ เช่นนี้ได้จากที่ใดอีก?”
“ทุกคนต้องจดจำความเมตตาของนายท่านรองอวิ๋น คุณหนูเจียวเอ๋อร์และคุณชายทั้งสองเอาไว้! กระเบียบของสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน ข้าก็แจ้งให้ทราบแล้ว ตอนนี้พวกเรามาช่วยกันสร้างสำนักศึกษาที่พวกเราจะใช้กันเถิด”
“ในหมู่บ้านของเรา ครอบครัวที่มีบุตรชายสามคน ให้มาใช้แรงงานวันละหนึ่งคน หากมีบุตรชายหกคน ให้มาใช้แรงงานสองคน พวกเราจะสร้างสำนักศึกษาบนที่รกร้างทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ต้องรีบสร้างสำนักศึกษาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่เด็กๆ ในหมู่บ้านของเราจะได้เข้าเรียนโดยเร็วที่สุด”
ความตั้งใจของอวิ๋นเจียวคือการซื้อเรือนเก่า แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับต้องการให้ชาวบ้านช่วยกันออกแรงงาน บริจาควัสดุ เพื่อสร้างสำนักศึกษาประจำหมู่บ้าน
นี่เป็นการทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมีส่วนร่วม ผู้มีเงินก็ออกเงิน ผู้มีแรงก็ออกแรง สำนักศึกษาที่ได้มาเช่นนี้ พวกเขาจะได้เห็นคุณค่า และช่วยกันดูแลรักษาอย่างเต็มที่
อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเคยตัวกับการรับของไปโดยง่ายดาย ให้ทุกคนรู้ว่า แม้จะมีคนออกทุนส่วนใหญ่ให้ แต่หากต้องการให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ ก็ต้องออกแรงช่วยเหลือด้วย
คนที่เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา คิดการณ์ไกลจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น การทำเช่นนี้ ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกสนิทสนมกับครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงมากขึ้น ความเคารพนับถือที่มีต่อครอบครัวของอวิ๋นโส่วจง ก็ค่อยๆ ฝังลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
“ขอบพระคุณนายท่านรองอวิ๋น! บ้านข้าให้ข้ามาทำเอง!”
“จางหมาจื่อผู้นี้ขอจดจำบุญคุณของนายท่านรองอวิ๋นเอาไว้ บ้านข้าให้ข้าทำเอง ข้าแข็งแรง!”
“ทุกคนในครอบครัวนายท่านรองอวิ๋นล้วนเป็นผู้มีจิตใจเมตตา เป็นดาวนำโชคที่สวรรค์ส่งมาให้หมู่บ้านเราโดยแท้!”
“… ข้าก่อเตาไฟเป็น!”
“… ข้าผสมดินก่อผนังเป็น!”
“ลงมือทำกันเลยดีกว่า อย่าเสียเวลาเลย!”
ชาวบ้านรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ผู้ใหญ่บ้านรีบบันทึกจำนวนแรงงานของแต่ละครอบครัว จากนั้นก็แบ่งงานและมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ
หมู่บ้านแห่งนี้ได้คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมา เพราะความคิดของเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
อวิ๋นเจียวได้เห็นก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปยังชาติที่แล้ว ทุกครั้งที่นางเก็บเงินได้มากพอ นางก็จะไปเยี่ยมเด็กๆ ในพื้นที่ภูเขาที่ยากจนกับกลุ่มอาสาสมัคร พร้อมทั้งนำหนังสือและอุปกรณ์การเรียนไปมอบให้ พอเห็นความกระตือรือร้นและแววตาซาบซึ้งใจของพวกเขา แม้กาลเวลาจะต่างกัน แต่ความซาบซึ้งใจกลับเหมือนกัน
ขณะที่สำนักศึกษาประจำหมู่บ้านกำลังก่อสร้าง ครอบครัวอวิ๋นเจียวก็ยุ่งไม่แพ้กัน อวิ๋นฉี่เยว่เตรียมของขวัญไปที่สำนักศึกษาในตำบลเพื่อไปเยี่ยมฉีจวี่เหริน บอกเล่าเรื่องราวของสำนักศึกษาในหมู่บ้าน และขอให้อีกฝ่ายช่วยหาอาจารย์ที่เหมาะสมให้
ฉีจวี่เหรินรู้สึกชื่นชมครอบครัวของอวิ๋นฉี่เยว่ที่ยอมควักกระเป๋า สนับสนุนเงินทุนในการสร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้าน จึงรับของขวัญของอวิ๋นฉี่เยว่ไว้ และรับปากว่าจะช่วยหาคนให้
อวิ๋นเจียวติดตามอวิ๋นฉี่เยว่มาที่ตำบล พอสองพี่น้องออกจากสำนักศึกษาเอกชน ก็ตรงไปที่ร้านเม่าไช่ แม้จะยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวัน แต่กิจการของร้านก็ดีมาก ทุกคนงานยุ่งกันหมด
“เจียวเอ๋อร์ ฉี่เยว่ พวกเจ้ามาแล้วหรือ? มาสิ มานั่งก่อน” จ้าวซื่อเป็นคนแรกที่เห็นสองพี่น้อง จึงรีบเช็ดม้านั่งสองตัว แล้วเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนนั่งลง
ฉี่เสียงกับฉี่ชิ่งกำลังทำอาหาร ส่วนเฉาหลานเอ๋อร์กับจ้าวซื่อรับลูกค้าและคิดเงิน แม้จะงานยุ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นจ้าวซื่อหรือเฉาหลานเอ๋อร์ต่างก็คล่องแคล่วว่องไว ร้านเล็กๆ แห่งนี้จึงเป็นระเบียบ ไม่วุ่นวายแม้แต่น้อย
พอฉี่เสียงเห็นทั้งสองคน ดวงตาก็เป็นประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เจียวเอ๋อร์ ฉี่เยว่ พวกเจ้านั่งก่อน อยากกินอะไร ข้าจะทำให้”
เฉาหลานเอ๋อร์กับฉี่ชิ่งก็ยิ้มทักทายทั้งสองคนเช่นกัน แต่มือก็ทำงานไม่หยุด
พี่น้องทั้งสองคนนั่งลง อวิ๋นฉี่เยว่กล่าว “พวกท่านทำงานไปเถิด ไม่ต้องสนใจพวกเรา พวกเรานั่งสักพักก็ไปแล้ว แค่แวะมาดูพวกท่านเท่านั้น”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น ก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามา ชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคน ทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้ดูคับแคบไปถนัดตา
จ้าวซื่อรีบเข้าไปต้อนรับ “คุณชายทั้งหลาย เชิญๆ รับอะไรดีเจ้าคะ?”
ชายที่เป็นหัวหน้าตบโต๊ะ แล้วพูดว่า “เอาทุกอย่างอย่างละหน่อย พวกข้าไม่ขาดแคลนเงินทอง!”
“ได้เลยเจ้าค่ะ รอสักครู่นะเจ้าคะ!” พอเจอลูกค้าใจกว้างเช่นนี้ จ้าวซื่อก็ยิ้มจนแก้มปริ บอกให้ฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงรีบทำอาหาร
แต่อวิ๋นฉี่เยว่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนโม่จู๋กับโม่ซ่านก็ขยับเข้าไปใกล้อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นฉี่เยว่โดยสัญชาตญาณ