ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 176 เรื่องนี้คงไม่ง่ายแล้ว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 176 เรื่องนี้คงไม่ง่ายแล้ว
เหอะ รับเงินเพื่อมาหาเรื่องจริงๆ ด้วย เมื่อได้ยินดังนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
เหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากของหัวหน้าอันธพาลหวังเหล่าจิ่ว น่าเสียดายที่หัวหน้าหวังต้องการเลี่ยงความยุ่งยาก จึงพาลูกน้องจากไปตั้งแต่เนิ่นๆ คงไม่กลับมาสนใจเขาอีกแล้ว แม้พวกเขาจะมีจำนวนมาก แต่ก็สู้องครักษ์ของอีกฝ่ายไม่ได้
“คุณชาย ท่านคิดว่าแบบนี้ดีหรือไม่ ข้าจะเขียนสัญญาหนี้ให้ท่าน แล้วท่านส่งคนไปที่บ้านกับข้า เพื่อรับเงินได้หรือไม่ขอรับ?”
อวิ๋นฉี่เยว่เย้ยหยัน “เจ้าเห็นข้าโง่หรือ? ส่งคนกลับไปเอาเงินกับเจ้า? ถ้าเจ้าพาไปที่เปลี่ยวแล้วรุมทำร้าย ข้าจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมจากใครได้?”
พูดจบ อวิ๋นฉี่เยว่ก็หันไปพูดกับอันธพาลคนอื่นๆ ว่า “พวกเจ้าล้วนถูกเขาสั่งมา งั้นก็เขียนเรื่องราวทั้งหมดลงไปพร้อมประทับรอยนิ้วมือ แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”
ทันใดนั้นก็มีอันธพาลคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “แต่ว่า ข้าน้อยเขียนตัวหนังสือไม่ได้ขอรับ!”
“ข้า หมี่ไท่ เบี้ยบัญชีของร้านธัญพืชหม่านชาง อ่านออกเขียนได้!”
“ข้า หลิวจู้ เบี้ยบัญชีของร้านผ้าเจียงหนาน ข้าก็อ่านออกเขียนได้!”
ในฝูงชนมีชายสองคนที่ทำงานเป็นเบี้ยบัญชีเดินออกมา ไหนๆ ก็รออยู่เฉยๆ อย่างน่าเบื่อ ไม่สู้ไปช่วยเหลือผู้อื่นดีกว่า
คุณชายผู้นี้สามารถจ้างบ่าวไพร่ที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ ย่อมต้องเป็นผู้มีฐานะ การผูกมิตรกับคนเช่นนี้ย่อมเป็นผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ร้านทั้งสองแห่งนี้ไม่ใช่ร้านค้าเล็กๆ ดังนั้นเบี้ยบัญชีทั้งสองจึงไม่เกรงกลัวอันธพาลในตำบลไป๋อวิ๋น
ชายทั้งสองก้าวออกมา กลุ่มอันธพาลต่างมองพวกเขาด้วยสายตาซาบซึ้ง หากมิใช่พวกเขายื่นมือเข้ามาช่วย บางทีนิ้วของพวกเขาคงถูกหักไปแล้ว ต่างก็พากันกล่าวขอบคุณทั้งสอง ในขณะเดียวกันต่างก็แย่งกันเล่าความจริง
หลังจากที่ทั้งสองคนบันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในกระดาษแล้ว ก็อ่านให้ทุกคนฟัง จากนั้นก็ให้หมอก่วงที่ยังไม่ได้จากไปตรวจสอบอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าเนื้อหาถูกต้อง จากนั้นจึงให้กลุ่มอันธพาลประทับรอยนิ้วมือ
หลังจากประทับรอยนิ้วมือแล้ว อวิ๋นฉี่เยว่ก็รักษาสัญญา ปล่อยพวกเขาไปทันที เพียงแต่ขวางหัวโจกอย่างหวังเหล่าจิ่วเอาไว้
หวังเหล่าจิ่วมองอวิ๋นฉี่เยว่ด้วยความหวาดกลัว เมื่อโม่จู๋คว้ามือของเขาและทำท่าจะหักนิ้ว เขารีบร้องว่า “อย่า อย่าหัก ข้าจะให้ภรรยาของข้านำเงินมาคืน”
จากนั้นก็วิงวอนผู้คนรอบข้าง “ใครช่วยไปตามภรรยาข้าที บอกให้นางเอาเงินยี่สิบตำลึงมาใช้หนี้ ส่วนเงินที่เกินมานั้น ก็ถือเป็นค่าตอบแทนให้ผู้ที่ไปตามหานาง!”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครขยับเขยื้อน เขาก็ตะโกนว่า “วางใจเถิด ข้าให้แน่ หากไม่เชื่อ ข้ายกเงินยี่สิบตำลึงนี้ให้คุณชายผู้นี้ก่อน ส่วนเงินที่เหลือ พวกเจ้าไปรับจากเขาเอาเองเป็นอย่างไร?”
น่าเสียดาย ภายใต้สายตาของอวิ๋นฉี่เยว่โม่จู๋ก็หักนิ้วของเขาสามนิ้วอย่างรวดเร็ว หากไม่ให้บทเรียนสักหน่อย พวกเขาก็จะคิดว่าพวกตนเป็นคนที่ใครๆ ก็กดขี่ได้ง่ายๆ
ในขณะที่โม่จู๋ลงมือ อวิ๋นฉี่เยว่ได้ดึงอวิ๋นเจียวเข้ามาในอ้อมกอด บังสายตาของนางเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ใช้มือทั้งสองข้างปิดหูนางเอาไว้ รอจนกระทั่งโม่จู๋ลากคนผู้นั้นออกไปไกลแล้ว จึงค่อยปล่อยมือ
ทุกคนต่างตกตะลึง เมื่อได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น เหมือนกับว่านิ้วที่โม่จู๋หักนั้นเป็นนิ้วของพวกเขา
อวิ๋นฉี่เยว่ประสานมือให้หมอก่วง “ท่านหมอก่วง รบกวนท่านตรวจชีพจรให้กับชาวบ้านทุกคนอีกครั้งด้วยขอรับ ตรวจดูว่ามีใครได้รับพิษหรือไม่”
หมอก่วงกล่าวว่า “อืม นั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ”
หลังจากที่หมอก่วงตรวจชีพจรเสร็จแล้ว และแจ้งกับทุกคนอย่างชัดเจนว่าไม่มีใครได้รับพิษ อวิ๋นฉี่เยว่ก็ให้โม่จู๋นำเงินไปแลกเป็นเงินเศษห้าสิบตำลึงที่โรงแลกเงิน จากนั้นก็นำมาแบ่งให้ทุกคน
ส่วนค่าตรวจของหมอก่วง เขาก็จ่ายให้ตามจำนวนคน ทุกอย่างล้วนรอบคอบและสมบูรณ์แบบ
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เขาก็ให้อวิ๋นฉี่ชิ่งและคนอื่นๆ ปิดร้าน จากนั้นทุกคนก็กลับหมู่บ้านไหวซู่ด้วยกัน
อวิ๋นฉี่เยว่ทิ้งโม่จู๋ไว้ เพราะมีเรื่องที่สั่งการให้เขาไปทำ ส่วนรถม้าให้ฉี่ชิ่งเป็นคนขับแทน เกวียนวัวก็ให้ฉี่เสียงเป็นคนคุม
การที่ต้องใช้งานคนที่ฉู่อี้ส่งมาให้เช่นนี้ อวิ๋นฉี่เยว่รู้สึกไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น โม่จู๋มีฝีมือดีเลิศ ในขณะที่ตัวเขาเองตอนนี้ยังไม่มีคนไว้ใจให้ใช้งาน
ระหว่างทางกลับบ้าน อวิ๋นเจียวอดถามอวิ๋นฉี่เยว่ ไม่ได้ “พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ? พวกนั้นใส่ยาพิษในน้ำปรุงรสหรือ? แต่ทำไมยาพิษถึงไม่ออกฤทธิ์ล่ะเจ้าคะ?”
ถ้าไม่ได้ใส่ยาพิษ เหตุใดพวกเขาถึงยืนยันว่าตนเองโดนยาพิษ? ทำไมหมอจ้วงถึงบอกว่าพวกเขาโดนยาพิษ? แต่ถ้าใส่ยาพิษ…
เฉาหลานเอ๋อร์มองอวิ๋นฉี่เยว่เช่นกัน วันนี้สถานการณ์วุ่นวายมาก นางรู้ว่าคนพวกนั้นตั้งใจมาหาเรื่อง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงยืนกรานว่าน้ำปรุงรสมีพิษ
อวิ๋นฉี่เยว่กล่าวว่า “ใช่ พวกเขาใส่ยาพิษจริง แต่ยาพิษนั้นยังไม่ทันตกลงไปในน้ำปรุงรส โม่จู๋ก็ใช้พลังภายในรวบรวมเอาไว้ ผงยาไม่ตกลงไปในน้ำปรุงรสแม้แต่น้อย”
เฉาหลานเอ๋อร์ถึงได้เข้าใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง! มิน่าเล่าโม่จู๋ถึงเฝ้าอยู่ที่เตาไฟตลอดเวลา แล้วยังพูดจาแปลกๆ อีก”
จ้าวซื่อกล่าวเสริม “ข้ายังคิดว่าเด็กคนนั้นรังเกียจว่าเตาร้านเราสกปรกเสียอีก” พูดแล้วในตอนนั้นจ้าวซื่อก็ถึงกับใจหายไปแวบหนึ่ง
“เจียงต้าไห่นี่ช่างเลวทรามยิ่งนัก แม้กระทั่งสูตรอาหารเขาก็ยังคิดจะแย่งชิง เพื่อให้ได้สูตรนี้ แม้แต่เรื่องน่าละอายแก่ใจเขาก็ยังกล้าทำ” ตอนนั้นที่ในตำบล หากไม่มีโม่ซ่านมาขวาง เฉาหลานเอ๋อร์ที่กำลังโกรธจัด คงอยากจะฟันเขาสักทีให้ตายคามือ
ฉี่ชิ่งที่กำลังบังคับรถม้าอยู่ขมวดคิ้ว “แล้วเราจะทำอย่างไรดี เจียงต้าไห่จ้องหาเรื่องพวกเราอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเขาวางแผนร้ายอะไรมาเล่นงานเราบ้าง”
เมื่อเขาถามเช่นนี้ ทุกคนก็เงียบลง นั่นสิ เจียงต้าไห่ก่อเรื่องวุ่นวายทุกวัน ใครจะทนได้
เฉาหลานเอ๋อร์กล่าวด้วยความเกลียดชัง “ไม่งั้น ข้าเข้าไปในตำบลฆ่ามันเลยดีไหม?”
จ้าวซื่อรีบยกมือขึ้นปิดปากเฉาหลานเอ๋อร์ “เจ้าเด็กคนนี้ ถ้าถึงที่สุดแล้วพวกเราไม่ทำมาค้าขายก็ได้ กลับไปตั้งใจทำไร่ทำนาที่บ้าน อย่าเอาแต่พูดเรื่องฆ่าฟัน เจ้าฆ่าเขา เจ้าก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต เจ้าตายไปแล้ว พ่อแม่กับพี่สาวของเจ้าจะอยู่กันอย่างไร? ต่อไปห้ามพูดแบบนี้อีก เข้าใจหรือไม่?”
ฉี่ชิ่งก็ช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแรง “ใช่แล้ว หลานเอ๋อร์ พวกเราไม่ขายเม่าไช่ก็ได้ เจ้าอย่าทำเรื่องโง่เขลาเด็ดขาด!”
เฉาหลานเอ๋อร์กำหมัดแน่น ในใจเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม “งั้นจะปล่อยมันไปแบบนี้หรือ? ทำไมพวกเราถึงต้องเป็นฝ่ายหลีกทางให้พวกมันด้วย?”
อวิ๋นฉี่เยว่กล่าวว่า “พวกเจ้าก็ทำมาค้าขายต่อไป แค่ระวังตัวให้มากขึ้นก็พอ”
จ้าวซื่อถอนหายใจ “โจรคิดขโมยพันวัน จะให้เราระแวงไปทุกวันได้อย่างไร?”
อวิ๋นเจียวกล่าวว่า “พี่หลานเอ๋อร์พูดก็ถูก พวกเราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหลบเขา งั้นพวกเราก็หยุดพักสักสองสามวัน เปลี่ยนเตาไฟไปไว้ข้างหลัง แยกออกไป ไม่ให้คนนอกเข้าถึงก็สิ้นเรื่อง ไม่ว่าอย่างไรทั้งถนนก็รู้ว่าเม่าไช่ของพวกเรารสชาติดี ไม่จำเป็นต้องตั้งเตาอยู่ริมถนนเพื่อดึงดูดลูกค้าอีกแล้ว”
ใครจะยอมทิ้งรายได้มากมายเช่นนี้กัน! คำพูดของอวิ๋นเจียวตรงกับใจของเฉาหลานเอ๋อร์และคนอื่นๆ
ฉี่ชิ่งรับคำทันที “ความคิดของเจียวเอ๋อร์ไม่เลว พวกเราย้ายเตาไปไว้ข้างหลัง แล้วก่อกำแพงกั้นเอาไว้ ไม่ให้คนนอกเข้ามา ดูซิว่าจะมีใครกล้ามาหาเรื่องอีก”
เฉาหลานเอ๋อร์และจ้าวซื่อต่างพยักหน้าเห็นด้วย ต่างก็เสนอความคิดเห็นว่าควรจะป้องกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก