ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 177 ลุงอวิ๋น
วันนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านไหวซู่จึงต้องมีการประชุมครอบครัวที่บ้านของอวิ๋นเจียว ทุกคนในบ้านใหญ่ บ้านรอง และบ้านสามต่างมารวมตัวกันที่บ้านของอวิ๋นเจียวเพื่อปรึกษาหารือ
เนื่องจากเรื่องนี้ไม่มีหลักฐาน อีกทั้งยังมีอวิ๋นโส่วจงห้ามปราม เฉาโส่วเย่าจึงไม่ได้ไปถามหาเหตุผลกับผู้เฒ่าอวิ๋นที่บ้านหลังเก่า
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงต้าไห่ก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครในตระกูลอวิ๋นรับรู้ แม้แต่อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็ยังไม่ทราบ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าอวิ๋นหรือเถาซื่อ จึงไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจียงต้าไห่ แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ มีคนไปซื้อของในตำบลกลับมาเล่าให้ผู้เฒ่าอวิ๋นฟัง
เถาซื่อที่ซึมเซามาหลายวันบัดนี้ได้กลับมาหยิ่งผยองอีกครั้ง นางลูบฝ่ามือพลางหัวเราะ “นี่ไม่ใช่กรรมตามสนองหรอกหรือ? พวกลูกหลานอกตัญญูพวกนั้น ในที่สุดสวรรค์ก็มีตา ส่งคนมาจัดการพวกมันแล้ว!”
อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็ซ้ำเติม “ใช่เจ้าค่ะ ตอนนั้นให้พวกมันเอาสูตรอาหารออกมา ก็หวงเสียยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่า ไม่ยอมเอาออกมาเด็ดขาด ยัยเด็กอวิ๋นเจียวยังเอาสูตรอาหารมาหลอกท่านพ่อ จนท่านพ่อลงนามในหนังสือตัดขาดกับพี่สาม นี่ไม่ใช่กรรมตามสนองแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?”
ทั้งสองคนนั่งตากแดดอยู่กลางลานบ้านพร้อมแทะเมล็ดแตงโมไปพลาง พูดเรื่องพวกนี้โดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงชุ่ยเหนียงแม้แต่น้อย
กลับเป็นผู้เฒ่าอวิ๋นที่ช่วงนี้ถูกชุ่ยเหนียงปรนนิบัติอย่างดี อีกทั้งยังได้กินอาหารดีๆ ที่อวิ๋นโส่วจงจัดมาให้ พอได้ยินเถาซื่อพูดถึงอวิ๋นโส่วจงเช่นนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจนัก
“พวกเจ้าสองคนจะพล่ามอะไรกันนักหนา ขนาดกินอยู่ก็ยังทำให้พวกเจ้าสงบปากสงบคำไม่ได้อีก!”
เถาซื่อยืดอกขึ้นด่าทอทันที “ข้าพูดเหลวไหลหรือไม่ เจ้าเองก็รู้ดีแก่ใจ ยัยเด็กสารเลวอวิ๋นเจียวนั่นหลอกล่อให้เจ้าตัดขาดกับเจ้าสาม แต่กลับไม่ยอมให้สูตรอาหาร นี่ไม่ใช่กรรมตามสนองแล้วจะให้เรียกว่าอะไร? ฮึ หากตอนนั้นพวกมันยอมมอบสูตรอาหารให้พวกเรา เรื่องวุ่นวายเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นหรอก!”
ถึงแม้ว่าอวิ๋นฉี่เยว่จะสามารถจัดการเรื่องราววุ่นวายในวันนี้ด้วยความสามารถของตนเองได้ และยังไม่ปล่อยให้พวกอันธพาลจากไปง่ายๆ แต่เขาทำให้พวกอันธพาลไม่พอใจ วันหน้าพวกมันจะไม่มาหาเรื่องเอาคืนหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นฉี่เยว่จะสามารถเฝ้าร้านเม่าไช่ตลอดเวลาได้หรือ?
เถาซื่อไม่เชื่อหรอก ผู้เฒ่าอวิ๋นเองก็ไม่เชื่อเช่นกัน เขาเพียงแค่จ้องมองเถาซื่ออย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากลานบ้านอย่างรวดเร็ว ชุ่ยเหนียงรีบลงกลอนประตูห้องของตนเอง จากนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป
พอผู้เฒ่าอวิ๋นมาถึงบ้านของอวิ๋นเจียวก็เห็นคนในบ้านทุกคน รวมไปถึงคนบ้านเจ้าใหญ่และบ้านเจ้าสามอยู่กันพร้อมหน้า เขาพลันรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
มีอยู่ช่วงหนึ่ง เขาเคยเป็นผู้นำครอบครัว คนบ้านเจ้าใหญ่และบ้านเจ้าสามต่างก็คอยประจบเอาใจเขา ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร พวกเขาก็เชื่อฟังโดยไม่ขัดขืน แต่ตอนนี้คนของทั้งสองบ้านนี้กลับตีตัวออกหากจากเขา แถมยังปฏิบัติต่อเจ้ารองราวกับเป็นพ่อของพวกมันงั้นแหละ
อวิ๋นโส่วกวงเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงมาที่นี่หรือขอรับ?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นหน้าบึ้ง “ทำไมเล่า ข้าเป็นพ่อ แวะมาเที่ยวบ้านลูกชายบ้างไม่ได้หรือไง?”
เดิมทีอวิ๋นโส่วกวงก็เป็นคนพูดไม่เก่ง เมื่อถูกย้อนถามเช่นนี้ ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
อวิ๋นโส่วจงขมวดคิ้ว “พี่ใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเช่นนั้น ท่านพ่อมาแล้วก็เข้ามานั่งก่อนเถิดขอรับ”
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนแทบสิ้นสติ มาแล้วก็เข้ามานั่งหรือ? เห็นข้าเป็นขอทานหรือไง? ไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย แม้แต่คำว่า ‘เชิญท่านพ่อนั่ง’ ก็ยังพูดไม่เป็น!
“ท่านปู่”
“ท่านปู่อวิ๋น”
“ลุงอวิ๋น”
หลังจากที่ผู้เฒ่าอวิ๋นนั่งลง หลานๆ ต่างก็เอ่ยทักทายเขา
ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจ แต่เมื่อได้ยินเฉาหลานเอ๋อร์และเฉาโส่วเย่าเรียกเขาว่า ‘ลุงอวิ๋น’ และ ‘ท่านปู่อวิ๋น’ ก็เกือบจะกระอักเลือดออกมาด้วยความโกรธ
เขามองเฉาโส่วเย่าด้วยสีหน้าตกตะลึง “เจ้าสาม… เจ้า…”
เฉาโส่วเย่าเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “สำเนาหนังสือตัดขาดก็ยังอยู่ที่ศาลาว่าการอำเภอนะขอรับ”
ความหวังในใจของผู้เฒ่าอวิ๋นพังทลายลงในทันที เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องของอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ก็คงเงียบลง เขาและอวิ๋นโส่วเย่าก็ยังคงเป็นพ่อลูกกัน แต่ไม่นึกเลยว่าอวิ๋นโส่วเย่าจะ… ไม่นึกถึงสายเลือดระหว่างพ่อลูกเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของเขาพลันซีดเผือด ความรู้สึกผิดเล็กๆ น้อยๆ ในใจก็มลายหายไปในพริบตา
อวิ๋นโส่วจงเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถาม “ท่านพ่อ ท่านมาที่นี่มีธุระอะไรหรือไม่ขอรับ…” เขาไม่อยากทำให้น้องสามลำบากใจ และไม่อยากให้ผู้เฒ่าอวิ๋นพูดถึงเรื่องตัดขาดกับน้องสามอีก
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นจึงทำท่าทางสง่าผ่าเผยอย่างผู้อาวุโส ยืดตัวตรงแล้วพูดว่า “ข้าได้ยินเจ้าหนูตระกูลหลิวที่อยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านบอกว่า ร้านเม่าไช่ถูกทุบทำลายหรือ?”
อวิ๋นฉี่เยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ขอบพระคุณท่านปู่ที่เป็นห่วง มีคนมาหาเรื่องจริงขอรับ แต่พวกมันจ่ายค่าเสียหายก่อนไปแล้ว ร้านเม่าไช่ไม่ได้รับความเสียหาย แถมยังได้กำไรอีกด้วย”
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง ก่อนจะใช้กล้องยาสูบเคาะโต๊ะเสียงดัง “โง่เขลา! พวกนั้นเป็นอันธพาล วันนี้พวกมันยอมไป แต่วันหน้าพวกมันจะต้องพาพรรคพวกมาล้างแค้น เจ้ารับมือได้ก็จริง แต่เจ้ารับมือได้วันนี้ แล้ววันหน้าเจ้าแน่ใจหรือว่าจะรับมือไหว?”
เฉาโส่วเย่ากล่าว “เรื่องนี้ไม่ต้องลำบากลุงอวิ๋นเป็นห่วงหรอก ไม่ว่าร้านเม่าไช่จะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน”
ผู้เฒ่าอวิ๋นโดนคำพูดของเฉาโส่วเย่าตอกหน้าจนแทบจะหงายหลังไปนานพักหนึ่ง พอหายใจหายคอได้ก็พูดขึ้นว่า “ข้าไม่ได้พูดกับเจ้า ข้าพูดกับลูกหลานของข้า!”
จากนั้นเขาก็มองไปที่อวิ๋นโส่วจง “เจ้ารอง ตอนนั้นพ่อให้เจ้าเอาสูตรอาหารออกมา แต่เจ้าไม่ยอม หากเจ้ายอมมอบสูตรอาหารออกมา เรื่องวุ่นวายเช่นนี้ก็จะเป็นของคนอื่นแล้ว”
อวิ๋นเจียวถามด้วยความสงสัย “ท่านปู่ ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ? หรือว่าพวกอันธพาลที่มาร้านเม่าไช่วันนี้เป็นคนของท่าน?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นตวาด “เด็กน้อยอย่างเจ้าอย่าพูดเหลวไหล ข้าจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร?”
อวิ๋นเจียวกล่าว “หากไม่ใช่ท่าน ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าหากเรายอมมอบสูตรอาหารออกมา ก็จะไม่มีใครมาหาเรื่องเจ้าคะ?”
ผู้เฒ่าอวิ๋น “…”
“ข้าก็เป็นห่วงพวกเจ้าไม่ใช่หรือ? หากพวกเจ้ามอบสูตรอาหารออกมา อาเขยของเจ้าก็จะสามารถเปิดร้านเม่าไช่ในตำบลได้เช่นกัน ในเมื่อตำบลนี้มีร้านเม่าไช่สองร้าน ก็ย่อมสามารถแบ่งเบาภาระ ไม่ให้ถูกคนอื่นอิจฉาริษยาได้”
เฉาหลานเอ๋อร์หัวเราะอย่างเย็นชา “ตราบใดที่ท่านปู่กับลุงเจียงไม่อิจฉา ไม่ริษยา พวกเราก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”
ผู้เฒ่าอวิ๋น “เจ้า…” ข้าทำกรรมอะไรไว้ เหตุใดถึงได้คิดไม่ตกจนต้องมาหาเรื่องเจ็บใจที่บ้านเจ้ารองเช่นนี้?
“ผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกัน เด็กๆ อย่างพวกเจ้าอย่าสอดปาก!”
หลังจากดุเฉาหลานเอ๋อร์แล้ว ผู้เฒ่าอวิ๋นก็หันไปมองอวิ๋นโส่วจง “เจ้ารอง การเก็บประโยชน์ไว้เพียงผู้เดียวมักทำให้คนอื่นริษยา นี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ครอบครัวของเจ้าก็ร่ำรวยมากแล้ว สูตรอาหารเม่าไช่เพียงสูตรเดียว ทำไมถึงไม่ยอมนำออกมา? ยิ่งไปกว่านั้น แค่ช่วยเหลือน้องสาวและน้องเขยของเจ้าสักหน่อยจะเป็นไรไป?”
“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ พวกเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ ว่านี่เป็นสิ่งที่นำหายนะมาให้ หาใช่หม้อเงินหม้อทอง พวกเจ้าจะกอดมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมือจริงๆ หรือ? ฟังคำเตือนสักหน่อย พ่อหวังดีกับพวกเจ้า หวังดีกับครอบครัวของพวกเรา…”
อวิ๋นฉี่ซานพูดเตือน “ท่านปู่ พวกเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน ตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนก็ไม่ใช่แล้วขอรับ”
ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนแทบคลั่ง แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นมือของอวิ๋นฉี่ซานที่ลูบไปมาบนขาที่บาดเจ็บของตนเอง ก็เหมือนมีชนักติดหลัง ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
อวิ๋นโส่วจงกล่าว “ท่านพ่อ เรื่องนี้ท่านไม่ต้องพูดแล้ว ต่อให้พวกข้าไม่เปิดร้านเม่าไช่ ก็จะไม่มอบสูตรอาหารให้ท่าน ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องของพวกเราหรอกขอรับ ชีวิตที่เหลือของท่านก็แค่กิน ดื่ม มีคนคอยปรนนิบัติก็ดีพอแล้ว”
“หากท่านรู้สึกว่าชีวิตเช่นนี้ไม่สุขสบาย งั้นข้าก็จนใจ ในเมื่อไม่อาจจัดการได้ย่อมไม่กล้าจัดการอีก ก็ให้ชุ่ยเหนียงกลับมา แล้วท่านอยากจะใช้ชีวิตอย่างไรก็เชิญตามสบายขอรับ”
ความหมายแฝงก็คือ ท่านอายุมากแล้วก็ควรใช้บั้นปลายชีวิตอย่างสงบ หากไม่ยอมสงบ ข้าอวิ๋นโส่วจงผู้นี้ก็ไม่จำเป็นต้องตามใจท่านอีกต่อไป