ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 181 แผนซ้อนแผน
อวิ๋นฉี่เยว่เรียกอากุ้ยมาแล้วมอบเงินให้จำนวนหนึ่ง ก่อนจะกระซิบกระซาบบอกความต้องการ อากุ้ยรีบออกจากหน่วยรักษาความสงบท้องถิ่นทันที
หัวหน้าหวังนับเป็นคนเจ้าเล่ห์โดยแท้ เขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้คนหวาดกลัวและวิตกกังวลได้มากที่สุด เขาสั่งให้คนเอาผ้าคลุมศพเอาไว้ ไม่พูดอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้ผู้คนที่มามุงดูยืนคุยกันอยู่หน้าประตู
ยิ่งเป็นเช่นนี้จ้าวซื่อกับอวิ๋นโส่วกวงก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังและร้อนใจ ฉะนั้นเมื่อได้เห็นสองสามีภรรยาร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด หัวหน้าหวังก็ยิ้มอย่างพอใจ
“เด็กสองคนนั้นไม่ใช่เจ้าของ ข้าต่างหากที่เป็นเจ้าของ พวกเจ้าจับข้าไป ปล่อยเด็กทั้งคู่ไปเถิด!”
จ้าวซื่อร้องขอ “ข้าขอร้องท่านล่ะ ลูกๆ แค่มาช่วยทำงาน พวกเขาไม่ใช่เจ้าของ ข้าสองคนต่างหากที่เป็นเจ้าของ”
หัวหน้าหวังทำหน้าบึ้งตวาด “เด็กพวกนั้นยอมรับแล้วว่าเป็นเจ้าของ บัดนี้พวกเจ้ายังมาบอกว่าเป็นเจ้าของ อย่างนั้นก็ดี งั้นก็จับพวกเจ้าไปด้วยเสียเลย ข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าหน้าที่ทางการ!”
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยเสียงเย็นชา “แค่หัวหน้าหน่วยรักษาความสงบท้องถิ่น ไม่นับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ!”
หน่วยรักษาความสงบท้องถิ่น เป็นเพียงชาวบ้านที่ช่วยทางการดูแลความสงบเรียบร้อย นับเป็นเจ้าหน้าที่ทางการได้อย่างไร? ช่างกล้ายกตนข่มท่าน!
ปกติหัวหน้าหวังมักจะทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ คอยแต่จะให้ผู้คนสรรเสริญเยินยอ ครั้งนี้ถูกอวิ๋นโส่วจงเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัลก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“เหอะ ไม่นับเป็นเจ้าหน้าที่ทางการอย่างนั้นหรือ งั้นข้าจะส่งเด็กพวกนั้นไปนอนในโลงศพให้รู้แล้วรู้รอด! รอดูแล้วกัน พอไปถึงศาลาว่าการอำเภอ คดีฆ่าคนตายเช่นนี้ ท่านนายอำเภอจะเชื่อข้า หรือจะเชื่อคำพูดของเจ้า!”
“โธ่เอ๊ย หัวหน้าหวัง อย่าเลย! อย่าเลย!”
ทันใดนั้นเจียงต้าไห่ก็เบียดฝูงชนเข้ามา รีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงแล้วไกล่เกลี่ยด้วยสีหน้าร้อนรน
ผู้ที่ตามเข้ามาคือผู้เฒ่าอวิ๋นและคนอื่นๆ เดิมทีผู้เฒ่าอวิ๋นจะจ้างเกวียนวัวมา ทว่าเกวียนวัวนั้นเดินช้า ไม่มีทางมาถึงหน่วยรักษาความสงบท้องถิ่นพร้อมกับอวิ๋นโส่วจง แต่ลูกเขยรีบร้อนจ้างรถม้าไปรับพวกเขาแต่เช้าพอดี
“เจ้ารอง เจ้าพูดจาแบบนี้ได้ยังไง รีบขอโทษหัวหน้าหวังเร็วเข้า! เจ้าเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง หัวหน้าหวังใช่คนที่เจ้าจะล่วงเกินได้หรือ? ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้าหยาจื่อ [1] กับเอ้อร์หยาจื่อ!”
นานๆ ทีผู้เฒ่าอวิ๋นจะเรียกอวิ๋นฉี่ชิ่งกับอวิ๋นฉี่เสียงด้วยความสนิทสนมเช่นนี้
เขาอยากจะปรับความสัมพันธ์กับลูกชายทั้งสามคนให้ดีขึ้นแต่กลับลืมไปว่า ตอนนี้อวิ๋นโส่วกวงและครอบครัวกำลังร้อนใจ ไม่มีใครสนใจถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเขาเลยสักนิด
ผู้เฒ่าอวิ๋นอยากจะรักษาหน้าต่อหน้าลูกชายทั้งสามคน จึงต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้ ว่าไปแล้ว ฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงก็เป็นหลานชายของเขา เขาย่อมเป็นห่วงและร้อนใจอยู่บ้าง
ส่วนเถาซื่อกับอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์นั้นแตกต่างออกไป พวกนางมาดูความสนุกชัดๆ แต่เจียงต้าไห่เกรงว่าทั้งสองคนจะก่อเรื่องวุ่นวาย ระหว่างทางจึงกำชับกับพวกนางซ้ำแล้วซ้ำอีก
จริงๆ แล้วตามความคิดของเจียงต้าไห่ เขาไม่อยากให้ทั้งสองคนนี้ตามมาด้วยซ้ำ แต่ผู้เฒ่าอวิ๋นร้อนใจมากถึงกับไปจ้างเกวียนวัวเข้าตำบลเอง
ระหว่างทางบังเอิญเจอพวกเขาพอดี เขาจะปล่อยให้เถาซื่อกลับไปคนเดียวก็กระไรอยู่ โชคดีที่เถาซื่อกับอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ยังจำคำพูดของเขาได้ จึงไม่ได้พูดอะไรออกมา เจียงต้าไห่ที่ยืนดูอยู่ข้างๆ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฝ่ายผู้เฒ่าอวิ๋นหลังจากตำหนิอวิ๋นโส่วจงเสร็จก็รีบหันไปขอโทษหัวหน้าหวังด้วยรอยยิ้ม “หัวหน้าหวัง ท่านใจกว้างอยู่แล้ว อย่าได้ถือสาคนบ้านนอกอย่างพวกเราเลยขอรับ เจ้ารองคนนี้มันปากไว ใจร้อน เป็นห่วงลูกหลาน ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินท่านแต่อย่างใด”
หัวหน้าหวังจึงค่อยหายโกรธพลางเอ่ยว่า “เรื่องการวางตัว ก็ควรเป็นแบบผู้เฒ่าอย่างท่านนี่แหละที่เหมาะสมที่สุด ไม่ดูสถานการณ์ แล้วยังกล้าพูดจาอวดดี ฮึ คงเพราะคนที่ถูกจับไม่ใช่ลูกชายของเขา!”
เจียงต้าไห่รีบพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม “หัวหน้าหวัง พวกเรารู้จักกันมานานหลายปี วันนี้ถือว่าข้าขอร้องท่านสักเรื่อง พี่รองของข้าไม่ได้ตั้งใจจะขัดแย้งกับท่านหรอก เขาเป็นห่วงพวกเด็กๆ ก็เท่านั้น”
“เช่นเดียวกันกับข้า ที่เป็นห่วงหลานๆ ทั้งสองคนไม่ใช่หรือ? หัวหน้าหวัง ท่านก็รู้ว่าเมื่อวานมีคนไปกินเม่าไช่ที่ร้านนั้นไม่น้อย ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรเลย แถมท่านหมอก่วงยังตรวจชีพจรให้แล้ว บอกว่าไม่มีใครโดนพิษ”
“แล้วก็… หวังเหล่าจิ่วผู้นี้ ท่านหมอก่วงก็ตรวจชีพจรให้แล้ว บอกว่าไม่ได้โดนพิษ! ท่านหมอก่วงเป็นคนเช่นไร ท่านยังไม่รู้อีกหรือ?”
เขาจงใจพูดเสียงดัง ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ด้านนอกต่างก็ได้ยิน ทันใดนั้นก็มีคนเอ่ยสนับสนุน
“ใช่แล้ว ทั้งฝีมือและจรรยาบรรณของท่านหมอก่วง ล้วนเป็นที่เลื่องลือในตำบลไป๋อวิ๋นแห่งนี้”
“นั่นน่ะสิ เมื่อวานข้าก็กินเม่าไช่ไปตั้งสองชาม ยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย”
“การตายของหวังเหล่าจิ่ว คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับร้านเม่าไช่หรอก”
ผู้เฒ่าอวิ๋นได้ยินเจียงต้าไห่พูดแทนหลานๆ ทั้งสามคน ก็รู้สึกว่าเจียงต้าไห่นั้นรู้จักคิด รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจริงๆ
เจ้ารองน่ะ พอมีเงินทองมากหน่อยก็ไม่เห็นหัวใคร ไม่รู้จักดูสถานการณ์บ้าง หัวหน้าหน่วยรักษาความสงบท้องถิ่น ต่อให้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทางการ ก็ยังสูงส่งกว่าชาวบ้านอย่างพวกเขาอยู่ดี อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนที่ช่วยทางการทำงาน หากเขาจะจับใคร ใครก็ขัดขืนไม่ได้
ไม่ได้การ ครั้งนี้กลับไปต้องไปพูดกับเจ้ารองให้รู้เรื่อง การที่บ้านมีที่ดิน มีเงินทอง แต่ไม่มีคนคอยหนุนหลังแล้วจะไปได้ไกลแค่ไหนกัน?
เจ้าห้าเป็นเด็กเรียนหนังสือเก่ง ตอนนี้เจ้ารองน่าจะสนับสนุนเขาหน่อย รอให้เจ้าห้าสอบได้เป็นขุนนาง เมื่อนั้นก็จะเป็นที่พึ่งพิงให้เขาได้แล้วมิใช่หรือ เมื่อคิดได้ดังนั้นผู้เฒ่าอวิ๋นจึงเอ่ยขึ้น “เจ้ารอง เจ้าใหญ่ ดูสิน้องเขยของพวกเจ้าแยกแยะได้ดีแค่ไหน! พวกเจ้าสองคนก็เอาอย่างน้องเขยของพวกเจ้าบ้าง!”
อวิ๋นเจียวกับพี่ชายสบตากัน เอาแบบเจียงต้าไห่อย่างนั้นหรือ? เลียนแบบวิธีที่หลอกลวงหลานสาวตัวเองอย่างนั้นหรือ?
เจียงต้าไห่ดึงหัวหน้าหวังไปคุยกันด้านข้างเสียงเบา ทว่าอวิ๋นเจียวกับคนอื่นๆ กลับได้ยินอย่างชัดเจน
“หัวหน้าหวัง ท่านดูสิ ท่านให้เกียรติข้าหน่อย เรามาปิดประตูคุยกันดีหรือไม่ จริงๆ แล้วเรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ เพราะมันก็เป็นเรื่องของชีวิตคน”
“แต่หากจะว่าเล็ก มันก็เล็กจริงๆ เพราะหวังเหล่าจิ่วน่ะ ไม่มีผู้ร้องทุกข์ให้อย่างภรรยาหรือลูกมิใช่หรือ? อีกอย่าง การตายของเขาอาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับร้านเม่าไช่ก็ได้ ท่านหมอก่วงก็เป็นพยานได้”
หัวหน้าหวังเอ่ยว่า “การที่ไม่พบพิษ ไม่ได้หมายความว่าการตายของหวังเหล่าจิ่วจะไม่เกี่ยวข้องกับร้านเม่าไช่เสียหน่อย เขากินเม่าไช่เสร็จก็ตาย ไหนเลยจะไม่เกี่ยวข้องกันได้?”
“นักชันสูตรตรวจดูแล้ว อ้างอิงจากร่องรอยบนศพ คาดว่าเวลาตายของหวังเหล่าจิ่วคือช่วงเวลาหลังจากที่เขากินเม่าไช่ที่ร้านเสร็จแล้วพอดี แต่ว่าที่เจ้าพูดมาก็ถูก เรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก ขึ้นอยู่กับว่าข้าจะรายงานท่านนายอำเภออย่างไร เจ้าเองก็รู้ว่า การรายงานคดี มีอะไรมากกว่าที่เจ้าเห็น!”
เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้าของเจียงต้าไห่ก็แสดงความยินดีออกมา รีบพูดว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านมีวิธีจัดการ วางใจเถิด ตราบใดที่ท่านช่วยเหลือหลานชายทั้งสองคนของข้า ข้าจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ท่านแน่นอน!”
หัวหน้าหวังยิ้มพลางเอ่ยว่า “รู้เช่นนี้ก็ดี งั้นก็ตามที่เจ้าพูด เรามาปิดประตูคุยกันดีกว่า ใครก็ได้ไปปิดประตู!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่วนอวิ๋นโส่วกวงและภรรยา แม้ว่าจะเป็นคนซื่อๆ แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา อีกอย่างเมื่อวานเพิ่งจะเกิดเรื่องขึ้น วันนี้ก็มีคนตาย เจียงต้าไห่ยังมาทำดีเป็นห่วงเป็นใยพวกเขาแบบนี้
นี่มันไม่ต่างอะไรกับสุภาษิต ‘แมวร้องเหมียวๆ คงไม่ใช่คิดดีกับหนู’ และด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงยิ่งต้องระวังตัว เพราะแผนการนี้ถูกวางไว้รอพวกเขาตั้งแต่แรกแล้ว
……….
เชิงอรรถ
[1] หยาจื่อ (伢子) หมายถึง เด็กผู้ชายหรือเด็กน้อย มักใช้ในภาษาพูดบางภูมิภาคของจีนในเชิงที่เป็นกันเอง โดยเฉพาะในทางชนบท