ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 183 แขกสองกลุ่มที่ศาลาว่าการอำเภอ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 183 แขกสองกลุ่มที่ศาลาว่าการอำเภอ
ผู้จัดการภัตตาคารฝูอวิ้นที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนเห็นท่าไม่ดี จึงรีบส่งสัญญาณมือให้เจียงต้าไห่กับหัวหน้าหวัง จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วหายลับไปกับฝูงชน
หัวหน้าหวังกับเจียงต้าไห่เห็นสัญญาณมือ แม้จะไม่พอใจนักแต่ก็รู้ดีว่าทำได้เพียงเท่านี้ หากยังขืนปล่อยให้ชาวบ้านดื้อด้านต่อไป เรื่องวันนี้คงจบไม่สวยเป็นแน่
ฮึ อยากไปศาลาว่าการอำเภอหรือ? ก็ไปสิ พอเข้าคุกไปสักสองสามวัน นอกจากจะต้องยอมบอกสูตรลับแล้วยังต้องจ่ายเงินอีกไม่น้อย มิเช่นนั้นก็อย่าได้หวังว่าจะออกมาได้!
เพียงแต่เรื่องนี้มีภัตตาคารฝูอวิ้นเข้ามายุ่งเกี่ยว โดยไปติดสินบนศาลาว่าการอำเภอ ผลประโยชน์ที่ควรจะได้ก็ต้องลดน้อยลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นเจียงต้าไห่หรือหัวหน้าหวัง ต่างก็ไม่มีใครเต็มใจ
ทั้งสองสบตากัน ยังคงต้องการจะสะสางเรื่องนี้ให้เรียบร้อยที่หน่วยรักษาความสงบท้องถิ่น แน่นอนว่าต้องลองอีกสักครั้ง หากไม่ได้ผลจริงๆ ค่อยไปที่ศาลาว่าการอำเภอ
เจียงต้าไห่รีบดึงอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์กับเถาซื่อไปคุยกันข้างๆ แล้วขอร้องให้ทั้งสองคนไปรอที่บ้านพักในตำบลก่อน เดิมทีเถาซื่อไม่เต็มใจ แต่ทนการร้องขอของเจียงต้าไห่ไม่ไหว ในที่สุดนางจึงยอมกลับไปที่บ้านพักในตำบลกับอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์
จากนั้นหัวหน้าหวังก็ไม่วางท่าทีข่มขู่อีกเพราะเขาดูออกแล้วว่าบิดามารดาแท้ๆ ของสองพี่น้องไม่ใช่คนที่ตัดสินใจ จึงดึงอวิ๋นโส่วจงไปคุยกันสองคน
ณ ศาลาว่าการอำเภอ
หลงจู๊ผู่ของภัตตาคารฝูอวิ้นไปคารวะใต้เท้ากู่ นายอำเภอที่เพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งคนใหม่แต่เช้า
ใต้เท้ากู่อายุประมาณห้าสิบปีเศษ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอมานานกว่าสิบปี เนื่องจากเป็นคนตระกูลยากจน การเลื่อนขั้นจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ทำได้เพียงย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอไปเรื่อยๆ ครบวาระสามปีก็ย้ายที
แต่ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรอบรู้เป็นพิเศษ ไม่ได้ขูดรีดราษร ในแวดวงขุนนางเขามักจะวางตัวเป็นกลางเสมอ ไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่ด้อยกว่าใคร
ส่วนตัวเขาก็เป็นเช่นนี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้ใครขุ่นเคือง ทว่าครั้งนี้ หลงจู๊ภัตตาคารฝูอวิ้นมาหาเขา พูดอยู่ครึ่งค่อนวัน ใจความสำคัญก็คือเบื้องหลังของภัตตาคารฝูอวิ้นนั้นแข็งแกร่ง มีบางเรื่องอยากขอให้เขาช่วยเหลือ หากทำสำเร็จ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังย่อมตอบแทนเขาแน่นอน
พูดตามตรง ใต้เท้ากู่รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขาดำรงตำแหน่งขุนนางมานานกว่าสิบปี ย่อมรู้ดีว่าเบื้องหลังของภัตตาคารฝูอวิ้นก็คือเสนาบดีกรมกลาโหม หากท่านเสนาบดีกรมกลาโหมยินดีช่วยเหลือ เส้นทางขุนนางของเขาต้องก้าวหน้ากว่านี้อย่างแน่นอน
แม้จะรู้สึกตื่นเต้นแต่เขาก็มิใช่คนโง่เขลา จากคำสัญญาของเจ้าของภัตตาคาร กลายเป็นคำสัญญาของเสนาบดีกรมกลาโหมที่น่าดึงดูดกว่า ขอเพียงไม่ทำให้ผู้อื่นขุ่นเคือง หากช่วยเหลือในขอบเขตที่ทำได้ ก็ถือว่าสร้างสายสัมพันธ์อันดีแล้วกัน
หลงจู๊ภัตตาคารฝูอวิ้นไม่มีท่าทีจะจากไป ส่วนใต้เท้ากู่เองวันนี้ก็ไม่มีงานราชการอะไรมากมายจึงไม่ได้ไล่ส่ง ทว่าไม่นานก็มีคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานข้างหูเขาสองสามประโยค
ทันใดนั้นสีหน้าของใต้เท้ากู่ก็เปลี่ยนไป เขารีบยกถ้วยชาขึ้นส่งแขก “หลงจู๊ผู่ ข้ามีธุระด่วนต้องออกไปข้างนอก ขอตัวก่อน…”
เป้าหมายหลักที่หลงจู๊ผู่มาที่ศาลาว่าการอำเภอก็เพราะกลัวว่าเจียงต้าไห่จะจัดการไม่สำเร็จ เขาจึงมาที่นี่เพื่อมอบของกำนัลให้นายอำเภอแล้วก็ผูกมิตรไว้ก่อน รอจนพวกเขาพาตัวคนมาถึงศาลาว่าการอำเภอแล้ว เขาค่อยมาขอร้องให้นายอำเภอขังคนพวกนั้นไว้สักสองสามวัน
เช่นนี้แล้ว พวกบ้านนอกคอกนานั่นคงไม่กล้าแข็งข้ออีก แต่ตอนนี้ใต้เท้ากู่กำลังจะออกไป…
ช่างเถิด แม้นายอำเภอไม่อยู่ เมื่อพวกเขาคุมตัวคนมาถึง ศาลาว่าการอำเภอก็ต้องควบคุมตัวไว้ รอนายอำเภอกลับมาไต่สวนคดี คิดไปคิดมา ปัญหาก็ไม่ได้ใหญ่อะไร
หลงจู๊ผู่รู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงคนที่คอยจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คนหนึ่ง นายอำเภอให้เกียรติต้อนรับเขา ก็เพราะเห็นว่าเบื้องหลังของเขาคือท่านเสนาบดีกรมกลาโหม
ดังนั้นเขาย่อมไม่มีความคิดว่าตนเองสูงส่งจนสามารถแสดงท่าทีโอหังต่อหน้านายอำเภอได้ จึงลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อม แล้วกล่าวลา
เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่า เหตุที่นายอำเภอรีบร้อนออกไปเช่นนี้ ก็เพราะจะไปพบกับเจิ้นหย่วนโหว ฉู่อี้!
กู่เหวินฮุยเองก็คาดไม่ถึงว่าคนที่รอเขาอยู่หน้าศาลาว่าการอำเภอกลับเป็นเจิ้นหย่วนโหว ฉู่อี้ ตัวเป็นๆ!
เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านโหวที่ทำตามคำสั่งให้เขารีบไปพบ ทว่าไม่คาดคิดว่าพอออกมาจากศาลาว่าการอำเภอก็เห็นรถม้าธรรมดาๆ คันหนึ่งจอดอยู่ที่ประตูข้าง
เขาเดินตามองครักษ์จวนโหวไปที่หน้ารถม้า องครักษ์ผู้นั้นประสานมือโค้งคำนับให้รถม้า “ท่านโหว ใต้เท้ากู่มาถึงแล้วขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ขาของกู่เหวินฮุยก็อ่อนยวบ เขารีบค้อมศีรษะทำความเคารพ “ขุนนางชั้นผู้น้อย กู่เหวินฮุย นายอำเภอประจำอำเภอจิ่วจิ้น ขอคารวะเจิ้นหย่วนโหวขอรับ”
หากมิใช่เพราะรถม้าคันนี้ไม่ใช่รถม้าของจวนโหว เขาคงคุกเข่าลงไปแล้ว เขาไม่ใช่ขุนนางหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ท่านโหวผู้หนึ่งยอมลดตัวใช้รถม้าธรรมดาๆ เช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงเป็นแน่
จางหลิงเปิดม่านรถม้า เผยให้เห็นใบหน้าของฉู่อี้ กู่เหวินฮุยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาด้วยความนอบน้อม
บัดนี้เขาเห็นแม้กระทั่งป้ายหยกของเจิ้นหย่วนโหวแล้ว หากเขาเงยหน้าขึ้นมองท่านโหวตรงๆ ถือเป็นการล่วงเกิน หากอีกฝ่ายเอาเรื่อง เขาคงไม่ใช่แค่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นแน่
“ผู้มีพระคุณของข้าถูกกลั่นแกล้ง เจ้าพาคนของเจ้าไปตำบลไป๋อวิ๋นกับข้าเดี๋ยวนี้!” ฉู่อี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงโอหัง ไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน
กู่เหวินฮุยเหงื่อเย็นแตกพลั่ก แต่คนตรงหน้านี้ ต่อให้เขามีสิบหัวก็ไม่กล้าขัดขืน ได้ยินมาว่าตอนนี้กำลังเป็นที่โปรดปรานยิ่งนัก!
ได้แต่หวังว่าเรื่องที่ให้เขาไปจัดการ คงไม่ใช่การรังแกบุรุษฉุดคร่าสตรี หากเป็นเช่นนั้น เมื่อไปถึงก็จับตัวทุกคนไว้ก่อน จากนั้นค่อยว่ากันอีกที หลังจากสืบสวนเรื่องราวให้กระจ่างแล้วค่อยตัดสินใจ
“ขอรับ ท่านโหว โปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
ฉู่อี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกเย้า “ดี ทำงานรวดเร็วถูกใจข้ายิ่งนัก จางหลิง ให้รางวัล!”
“ขอรับ ท่านโหว!” จางหลิงโยนถุงเงินให้กับกู่เหวินฮุยต่อหน้าฉู่อี้
กู่เหวินฮุยไหนเลยจะกล้าไม่รับ แต่ในใจกลับขมขื่น บรรดาผู้สูงศักดิ์ต่างก็คิดว่าขุนนางอย่างพวกเขาเป็นทาสรับใช้ในบ้านงั้นหรือ
ฉู่อี้ข่มขู่ “เจ้าตามมาเร็วๆ ล่ะ อย่าได้ช้าเชียว!”
กู่เหวินฮุยรีบตอบรับทันที “ขอรับ!”
ฉู่อี้ปล่อยม่านรถม้าลง จางหลิงกระโดดขึ้นไปบนรถม้า สะบัดแส้ แล้วควบม้าออกไป
ชั่วพริบตานั้น กู่เหวินฮุยก็ยืนนิ่งอึ้ง รถม้าอะไรกัน เหตุใดถึงได้รวดเร็วปานนั้น แย่แล้ว รถม้าของเขาคงไล่ไม่ทันเป็นแน่
“ยืนโง่ทำอะไรอยู่ รีบไปจูงม้ามาให้ข้า หัวหน้าถัง พาคนของเจ้าขี่ม้าตามมาเร็วเข้า! เร็วสิ อย่าได้คลาดสายตา!”
“ขอรับ ใต้เท้า!”
ใต้เท้ากู่ผู้น่าสงสาร อายุปูนนี้ยังต้องมาลำบากขี่ม้าไล่ตามคน
ณ หน่วยรักษาความสงบท้องถิ่นของตำบลไป๋อวิ๋น หัวหน้าหวังซึ่งเจรจากับอวิ๋นโส่วจงไม่สำเร็จ ใบหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
ทางด้านเจียงต้าไห่เองก็เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จเช่นกัน เขาทำได้เพียงเสแสร้งต่อหน้าผู้เฒ่าอวิ๋นและเถาซื่อเท่านั้น นับตั้งแต่เกิดเรื่องของอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ ไม่ว่าจะเป็นคนบ้านใหญ่ บ้านรอง หรือบ้านสาม ต่างก็ระแวงเขาทั้งนั้น
มีใครบ้างที่ไม่รู้ธาตุแท้ของเขา? แล้วยิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ยิ่งเห็นได้ชัดเจนไม่ใช่หรือ?
อวิ๋นโส่วจงเชื่อใจบุตรชายของตนเองเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวานนี้โม่จู๋ไม่ได้กลับมาพร้อมกับเด็กๆ เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าบุตรชายต้องให้โม่จู๋อยู่ทำธุระที่ในตำบลเป็นแน่
ตอนนี้ทั้งบุตรชายและบุตรสาวต่างก็ยืนกรานที่จะไปที่ศาลาว่าการอำเภอ ในฐานะบิดาเขาย่อมต้องสนับสนุน นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะนำชีวิตของฉี่ชิ่งและฉี่เสียงมาล้อเล่น
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านเชื่อใจข้ากับฉี่เยว่หรือไม่?”
อวิ๋นโส่วกวงรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำตา พยักหน้าแล้วพูดว่า “เชื่อสิ แน่นอนว่าเชื่อ!”
จ้าวซื่อเองก็เอ่ยขึ้นว่า “เราเชื่อใจพวกท่านอยู่แล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นโส่วจงจึงกล่าวต่อว่า “หากพวกท่านเชื่อใจข้า พวกเราก็ไปที่ศาลาว่าการอำเภอ! เรื่องนี้แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของผู้ใด เมื่อไปถึงศาลาว่าการอำเภอแล้ว ย่อมกระจ่างแจ้ง!”