ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 188 ปิดคดีอย่างรวดเร็ว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 188 ปิดคดีอย่างรวดเร็ว
การตรวจค้นครั้งนี้กลับพบกับเรื่องใหญ่ ที่บ้านของหวังเหล่าจิ่วพบศพถูกทำลายใบหน้า ส่วนที่บ้านของหวังกุ้ยพบตั๋วเงินจำนวนสามร้อยตำลึงเงิน
ที่บ้านของเจียงต้าไห่ พบหวังเหล่าจิ่วนอนหลับสนิทจนกระทั่งถูกจับกุมจึงตื่นขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้จับกุมแค่หวังเหล่าจิ่วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเถาซื่อ อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ และเจียงเถาจือ ทุกคนถูกจับมัดเรียงเป็นแถว
เนื่องจากมือถูกมัด กลุ่มสตรีเหล่านี้จึงไม่อาจใช้มือปิดบังใบหน้าได้ เถาจือและอวิ๋นเหมยเอ๋อร์เป็นเพียงเด็กสาว ไหนเลยจะเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ทั้งถูกมัดประจานเดินทั่วท้องถนน ถูกผู้คนชี้หน้าด่าทอ ต่างรู้สึกอับอายจนอยากจะตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ส่วนเถาซื่อและอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็ร้องไห้ด่าทอ แต่เหล่าเจ้าหน้าที่ก็มิได้ปรานี ยิ่งไปกว่านั้นเถาซื่อและอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็มิได้งดงามปานใด ซ้ำยังถูกตบเข้าที่ใบหน้าหลายฉาดจนฟันปลอมของเถาซื่อที่เพิ่งไปทำหลุดออกมา
ส่วนอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็ถูกตบจนมุมปากมีเลือดไหล ใบหน้าของทั้งสองบวมช้ำในทันที กล่าวได้ว่าช่วงนี้ เถาซื่อแทบจะไม่มีวันที่ใบหน้าไม่บวมช้ำเลย
หลังจากถูกนำตัวไปที่หน่วยรักษาความสงบท้องถิ่น ผู้เฒ่าอวิ๋นเห็นภรรยาและบุตรสาวถูกจับกุมดวงตาก็แทบถลน เรื่องนี้จะทำอย่างไรดีหนอ! ชื่อเสียงของเหมยเอ๋อร์คงเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิงแล้ว! อับอายขายหน้าไปถึงในตำบลแล้ว
ผู้เฒ่าอวิ๋นไม่สนใจสิ่งใด รีบคลานเข่าไปอยู่หน้านายอำเภอ ร้องขอความเป็นธรรม ส่วนอวิ๋นเจียวและเด็กๆ ที่ได้ระบายความแค้น ต่างก็รู้สึกสะใจไม่น้อย
“ท่านนายอำเภอเข้าใจผิดแล้วขอรับ ภรรยาและบุตรสาวของข้าน้อยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้!”
ทันใดนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ทางการเข้ามาลากตัวเขาออกไป “เกี่ยวข้องหรือไม่รอท่านนายอำเภอไต่สวนก็รู้เอง จำใส่หัวไว้ บังอาจส่งเสียงดังในโถงพิจารณาคดี หากมิใช่เห็นแก่ที่ท่านแก่ชราแล้ว จะต้องโดนเฆี่ยนด้วยไม้โบยหลายสิบที”
ผู้เฒ่าอวิ๋นตกใจจนตัวสั่น กางเกงเปียกชุ่มส่งกลิ่นฉุนโชยออกมา ภายใต้สายตาแปลกประหลาดของลูกหลาน ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกอัปยศอดสูจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
กู่เหวินฮุยเห็นว่าฉู่อี้ไม่มีท่าทีจะไปไหน แถมยังนั่งเบียดที่ม้านั่งตัวเดียวกับอวิ๋นฉี่เยว่ เขาจึงไม่เอ่ยปากเรื่องกลับไปไต่สวนคดีที่ศาลาว่าการอำเภออีก ตัดสินใจไต่สวนคดีที่หน่วยรักษาความสงบท้องถิ่นแห่งนี้ไปเลย
นักชันสูตรไปตรวจสอบศพ กู่เหวินฮุยจึงยังไม่เริ่มการไต่สวน แต่สั่งให้นำตัวเจียงต้าไห่ หวังกุ้ย และหวังเหล่าจิ่ว ไปแยกสอบสวนทีละคน การสอบสวนของกู่เหวินฮุยนั้นคือการลงโทษก่อนแล้วจึงค่อยซักถาม
ก่อนอื่นก็ให้เฆี่ยนด้วยไม้โบยคนละยี่สิบที ตีให้จิตใจพังทลายก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่นานนัก ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือดดังออกมาจากห้องทั้งสามห้องของหน่วยรักษาความสงบท้องถิ่น
เจ้าหน้าที่ทางการเชิญอวิ๋นฉี่เยว่ให้ไปที่ห้องขังของเจียงต้าไห่ ส่วนฉู่อี้ก็ตามไปด้วย
ทันทีที่เข้าไปในห้อง อวิ๋นฉี่เยว่ก็ประสานมือค้อมกายให้เจ้าหน้าที่ที่กำลังเฆี่ยนเจียงต้าไห่อยู่แล้วกล่าวว่า “หวังกุ้ยสารภาพแล้ว บอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนการของเจียงต้าไห่ เจียงต้าไห่ให้เงินเขา จ้างวานเขาใส่ร้ายร้านเม่าไช่เพื่อบังคับให้พวกเขามอบสูตรให้…”
ระหว่างที่อวิ๋นฉี่เยว่พูด เจ้าหน้าที่ทางการสองคนต่างมองเขาด้วยแววตาชื่นชมราวกับเห็นเทพเซียน เด็กหนุ่มอายุสิบสามสิบสี่ปีกลับใช้เล่ห์เหลี่ยมของศาลาว่าการอย่างชำนาญยิ่งนัก
พวกเขายังไม่ได้เอ่ยปากบอกเลยสักคำ เดิมทีการเชิญอวิ๋นฉี่เยว่มา ก็แค่ให้มาพอเป็นพิธีและช่วยจดบันทึกคำให้การ จากนั้นพวกเขาจะไปหลอกถามอีกสองคนเอง
นายอำเภอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปิดคดีนี้โดยเร็ว และต้องการสร้างผลงาน พวกเขาจึงมิอาจทำให้ล่าช้า อวิ๋นฉี่เยว่นั้นรู้ความช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขาได้มาก
ส่วนเจียงต้าไห่ ไหนเลยจะเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน บั้นท้ายถูกเฆี่ยนจนปวดแสบปวดร้อน สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว พออวิ๋นฉี่เยว่เข้ามาแล้วเอ่ยปากเช่นนี้เขาก็รู้สึกราวกับฟ้าถล่ม
“เขาพูดโกหก ไม่ใช่อย่างนั้น”
เจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งคว้าผมของเขาดึงศีรษะขึ้นแล้วจ้องมองเขาอย่างดุร้าย ข่มขู่ว่า “หากเจ้ากล้าพูดโกหกแม้แต่คำเดียว ข้ารับรองว่าถึงเจ้าไม่ถูกตัดสินประหาร ก็ไม่อาจมีชีวิตรอด!”
“ไม่ ไม่ ข้าสารภาพ ข้ายอมสารภาพทุกอย่าง!” ปราการด่านสุดท้ายในใจของเจียงต้าไห่พังทลายลง ในที่สุดทั้งเรื่องที่ควรพูดและไม่ควรพูด ต่างถูกสารภาพออกมาจนหมดสิ้น
หลังจากอวิ๋นฉี่เยว่เขียนคำให้การเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็รับไปให้เขากดลายนิ้วมือ จากนั้นอวิ๋นฉี่เยว่และฉู่อี้ก็ไปยังห้องถัดไป…
ตลอดการไต่สวน ฉู่อี้ทำท่าทีสบายๆ ราวกับเป็นคุณชายเสเพลที่มาดูเรื่องสนุกเท่านั้น ไม่เอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียว แต่ในใจกลับมองอวิ๋นฉี่เยว่ในแง่มุมใหม่และชื่นชมเขามากขึ้น
หลังจากสอบสวนเจียงต้าไห่และหวังเหล่าจิ่วเสร็จแล้ว อวิ๋นฉี่เยว่ก็นำคำให้การไปมอบให้กับกู่เหวินฮุย
กู่เหวินฮุยรีบอ่านอย่างละเอียดจึงเข้าใจว่าเหตุใดในตอนเช้าหลงจู๊จากภัตตาคารฝูอวิ้นจึงมาคารวะเขาพร้อมกับมอบของกำนัล ทั้งประจบสอพลอและให้สัญญาว่าเจ้านายผู้อยู่เบื้องหลังจะช่วยเลื่อนขั้นให้เขา ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
น่าเสียดาย เขาเป็นแค่หลงจู๊ หากต้องการติดต่อกับเจ้านายผู้อยู่เบื้องหลังผ่านเขานั้นยังห่างอีกไกลลิบ! ในขณะที่ตอนนี้ท่านโหวอย่างฉู่อี้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เขาก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะไปหวังพึ่งคนไกลตัวเช่นนั้น! ที่สำคัญเขามิอาจล่วงเกินฉู่อี้ได้!
หลังจากนั้นเขาก็สั่งให้คนไปพาตัวหวังกุ้ยออกมา และใช้วิธีการเดิม หวังกุ้ยสารภาพออกมาบางส่วน ปกปิดเรื่องที่หลงจู๊จากภัตตาคารฝูอวิ้นติดต่อกับเขาเป็นการส่วนตัว
แต่เมื่อนำคำให้การของเจียงต้าไห่และหวังเหล่าจิ่วมาให้เขาดู เขาก็รู้ว่าจบสิ้นแล้ว จึงจำใจต้องสารภาพ แต่ถึงแม้ตอนนี้จะสารภาพออกมาทั้งหมด ก็ยังคงมีความผิดฐานปกปิดความจริง พยายามช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งกระทง
กู่เหวินฮุยมองคำให้การทั้งสามฉบับแสร้งเอ่ยว่า “ไม่แปลกใจเลยที่หลงจู๊จากภัตตาคารฝูอวิ้นจะมาเยี่ยมเยียนข้าตั้งแต่เช้า แต่ข้าไม่ใช่คนประเภทที่จะใช้กหมายกระทำผิด…”
พอได้ยินดังนั้นเจียงต้าไห่และหวังกุ้ยต่างรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ในขณะเดียวกันก็แค้นหลงจู๊ผู่ยิ่งนัก เขาบอกว่าไม่มีทางผิดพลาดไม่ใช่หรือ?
ส่วนบ้านใหญ่และบ้านสามของตระกูลอวิ๋นต่างตื่นเต้นจนร้องตะโกนว่า ‘ท่านนายอำเภอผดุงความยุติธรรม’ อยู่ไม่ขาดปาก
ที่จริงแล้วกู่เหวินฮุยจงใจพูดเพื่อให้ฉู่อี้รับรู้ ท่านโหวจะได้รู้ว่าเขาได้ล่วงเกินภัตตาคารฝูอวิ้นเพื่อช่วยเหลือผู้มีพระคุณของท่านโหว
สุดท้ายผลการตรวจสอบของนักชันสูตรสอดคล้องกับคำให้การของหวังเหล่าจิ่ว ที่แท้แล้วหวังเหล่าจิ่ววางยาพิษหวังเหล่าสือเพื่อที่จะฮุบเงิน
บังเอิญหวังกุ้ยมาหาเขาเพื่อหาวิธีจัดการกับร้านเม่าไช่ ดังนั้นจึงคิดแผนการใช้ศพของหวังเหล่าสือ หวังเหล่าจิ่วเห็นแก่เงิน เขาบอกกับหวังกุ้ยว่าหวังเหล่าสือป่วยตาย ส่วนหวังกุ้ยคิดแต่จะทำตามคำสั่งของหลงจู๊ผู่จึงไม่ได้สนใจว่าคนผู้นี้ตายอย่างไร
ทุกปีล้วนมีคนจรจัดและขอทานตายอย่างลึกลับในแถบภูเขาเช่นนี้อยู่แล้ว หลังจากเรื่องนี้จบลงหวังเหล่าจิ่วแค่หลบซ่อนตัวสักพักก็สามารถออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ ความเร็วในการคลี่คลายคดีเช่นนี้ช่างรวดเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่รู้ว่าควรจะยกความดีความชอบให้กับความสามารถในการไต่สวนของนายอำเภอหรือเป็นเพราะคู่กรณีโง่เขลา
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมของตน กู่เหวินฮุยจึงปล่อยตัวเถาซื่อและคนอื่นๆ ในทันที จากนั้นก็ตัดสินคดี หวังเหล่าจิ่วถูกตัดสินประหารชีวิต หวังกุ้ยถูกตัดสินโทษให้เฆี่ยนห้าสิบทีก่อนส่งไปใช้แรงงานที่ชายแดนตะวันตก ส่วนเจียงต้าไห่ถูกตัดสินให้โดนเฆี่ยนสามสิบที ส่งไปใช้แรงงานที่หลิ่งหนาน
ที่สองแห่งนี้ แห่งหนึ่งเป็นจุดเกิดสงครามต่อเนื่อง มีประชากรเบาบาง ส่วนอีกแห่งหนึ่งเป็นสถานที่ที่ชนเผ่าป่าเถื่อนอาศัยอยู่ ทั้งยังเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
พอได้ยินคำตัดสินทั้งสองคนก็ตกใจจนสลบไป ในแคว้นต้าเยี่ย การเฆี่ยนด้วยแส้ โบยด้วยไม้ ใช้แรงงาน เนรเทศและการประหารชีวิตเป็นบทลงโทษขั้นพื้นฐาน ไม่ต่างจากสมัยโบราณของจีนมากนัก
คุกของแคว้นต้าเยี่ยขังนักโทษที่ยังไม่ได้รับโทษและรอกรมอาญาอนุมัติ ในแคว้นต้าเยี่ยไม่มีคุกขนาดใหญ่
ส่วนผู้ที่ได้รับการอนุมัติจากกรมอาญาแล้วจะไม่ถูกคุมขังในคุกอีกต่อไป บ้างถูกส่งตัวไปเป็นทหารเช่นเดียวกับอวิ๋นโส่วจู่ บ้างถูกเนรเทศซึ่งมักจะเป็นบทลงโทษสำหรับขุนนางผู้กระทำผิด
หรือไม่ก็ลงโทษด้วยการใช้แรงงาน ถูกส่งไปยังสถานที่ที่ห่างไกลความเจริญและเต็มไปด้วยอันตรายเพื่อบุกเบิกและเพาะปลูกให้กับแคว้นต้าเยี่ย หรือไม่ก็ใช้แรงงานหนัก ทำงานที่ทั้งเหนื่อยทั้งสกปรก ไม่ได้กินอิ่มนอนหลับและมักจะถูกเฆี่ยนตี
ไม่ว่าจะเป็นการถูกเนรเทศหรือการถูกบังคับใช้แรงงาน หากสามารถมีชีวิตรอดไปถึงที่นั่นได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว หากรอดได้ถึงห้าปีก็ถือว่าโชคดีอย่างมาก และหากรอดได้ถึงสิบปีก็ถือว่าบรรพบุรุษคุ้มครอง
หลังจากตัดสินคดีเสร็จแล้วกู่เหวินฮุยก็แอบมองฉู่อี้ ฉู่อี้เอ่ยปากชมอย่างเต็มที่ “ใต้เท้ากู่ช่างยุติธรรมยิ่งนัก ข้าน้อยนับถือ แต่คดีนี้ยังไม่จบ หลงจู๊ของภัตตาคารฝูอวิ้นผู้นั้น…”