ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 196 จดหมาย
อวิ๋นโส่วจงรับจดหมายจากฉู่อี้มาอ่าน พออ่านจบก็รู้สึกซาบซึ้งใจนัก จึงยื่นจดหมายให้ฟางซื่ออ่านบ้าง พอฟางซื่ออ่านจบ สีหน้าก็เต็มไปด้วยความสับสน
“ที่แท้เบื้องหลังภัตตาคารฝูอวิ้นไม่เพียงแต่มีเสนาบดีกรมกลาโหมหนุนหลัง ยังมีเฉิงเต๋อจวิ้นอ๋องอีกด้วย พวกเราก็พยายามหลบเลี่ยงอย่างเต็มที่แล้ว แต่… สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้น ท่านพี่ ท่านว่านี่มันคือโชคชะตาหรือไม่?”
อวิ๋นโส่วจงกล่าว “จะนับว่าเป็นโชคชะตาได้อย่างไรเล่า สูตรหม้อไฟนี้เป็นของเจียวเอ๋อร์ ภัตตาคารฝูอวิ้นแค่หมายตาสูตรอาหาร… อย่าคิดมากไปเลย ปัญหามีเข้ามาก็ต้องแก้ไขไป ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป ฉู่อี้เดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่เขียนจดหมายมาขอบคุณหรอก”
ฟางซื่อได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่า ฉู่อี้ต้องการจะต่อกรกับคนทั้งสองหรือ?”
อวิ๋นโส่วจงพยักหน้า
ฟางซื่อถอนหายใจ “หากเป็นเช่นที่ท่านคาดเดา เช่นนั้นพวกเรากับฉู่อี้ก็ถือว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึง…”
อวิ๋นโส่วจงกล่าวต่อ “ครานั้นเจิ้นหย่วนโหวผู้เฒ่าอยู่ๆ ก็กลายเป็นคนเสียสติ ฉู่อี้เกือบเอาชีวิตไม่รอด เรื่องราวเบื้องหลังคงซับซ้อนไม่น้อย บางทีคนทั้งสองนั้นอาจเกี่ยวข้องก็เป็นได้… แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงการคาดเดาของพวกเรา เรื่องมาถึงขั้นนี้ เราก็ได้แต่รอดูสถานการณ์ต่อไป หากเห็นท่าไม่ดี พวกเราก็พาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ซีชวนก็เท่านั้น”
ฟางซื่อพยักหน้าเห็นด้วย “ก็คงได้แต่ทำเช่นนั้น”
‘ถึงดาวนำโชคของข้า เจียวเอ๋อร์ผู้งดงามเฉลียวฉลาด เมื่อเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ก็เปรียบเหมือนเราได้พบกัน ข้าต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท…’
บนกระดาษเขียนข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ใจความสำคัญก็คือเขาต้องรีบเดินทางเข้าเมืองหลวงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้จึงพลาดวันเกิดของอวิ๋นเจียว เขารู้สึกผิดมากแต่บอกว่าก่อนเทศกาลตวนอู่ [1] เขาจะรีบกลับมาฉลองกับนางที่บ้านให้ได้
แต่ว่า ดาวนำโชคที่ว่าหมายถึงอะไร? นางกลายเป็นดาวนำโชคของฉู่อี้ตั้งแต่เมื่อไร? พิลึกคนเสียจริง
นอกจากจดหมายแล้ว ยังมีรูปวาดสีสันสดใสอีกหนึ่งภาพ เป็นภาพวาดของอวิ๋นเจียวในวันที่นางเล่นว่าว
“เจ้าเด็กคนนี้ เขียนอักษรก็สวย วาดภาพก็ไม่เลว” อวิ๋นเจียวชื่นชมสองสามประโยค ก่อนจะเก็บภาพวาดเอาไว้ ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เนื่องจากเรื่องของฉี่ชิ่งและฉี่เสียง เฉาเหลียนเอ๋อร์และเฉาซื่อจึงรีบกลับมาจากอำเภอ พอเห็นกับตาตัวเองว่าทั้งสองคนปลอดภัยดีสองแม่ลูกจึงค่อยวางใจ
ถึงแม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ตอนนี้ทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกันมาก ความผูกพันแน่นแฟ้นไม่ต่างจากพี่น้องแท้ๆ
ครั้งนี้สองแม่ลูกกลับมา ก็ถูกของขวัญจากฉู่อี้ทำให้ตกใจจนตาค้าง ใช้เวลานานกว่าจะเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง
แม่ลูกสามคนเลือกเครื่องประดับทองคำสวยๆ ไปมอบให้กับฟางซื่อและอวิ๋นเจียวก่อน จากนั้นก็เลือกเครื่องประดับเงินที่ดูไม่โดดเด่นนักมาสวมใส่ตามคำขอร้องของเฉาโส่วเย่า
บังเอิญที่จ้าวซื่อก็ทำแบบเดียวกัน นางเลือกของดีๆ ไปมอบให้กับฟางซื่อและอวิ๋นเจียวเช่นกัน อวิ๋นเจียวและฟางซื่อปฏิเสธอยู่นานจนไม่สามารถปฏิเสธได้อีก จึงยอมรับไว้ เพราะนี่เป็นน้ำใจของทั้งสองครอบครัว
ฟางซื่อจึงถือโอกาสเอ่ยขึ้นว่า “ช่วงนี้วุ่นวายไปหมด ทำเอาทุกคนเหนื่อยไปตามๆ กัน อีกไม่กี่วันก็ถึงวันเกิดเจียวเอ๋อร์แล้ว บังเอิญว่าร้านเม่าไช่ปิดร้านชั่วคราว หลานเอ๋อร์เองก็ว่างหลายวัน เหลียนเอ๋อร์ น้องสะใภ้ พวกเจ้าพักผ่อนสักสองสามวัน รอหลังจากวันเกิดของเจียวเอ๋อร์แล้วค่อยกลับเข้าอำเภอเถิด”
เฉาซื่อปรบมือหัวเราะ “เช่นนั้นก็ดีเลยเจ้าค่ะ นายจ้างไม่ถือสา พวกเรายินดียิ่งกว่าอะไร!”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ยิ้มแล้วพูดว่า “พวกเราน้องพี่ก็ไม่ได้เจอกันหลายวัน พักสักสองสามวันก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ”
เฉาหลานเอ๋อร์ตบมืออย่างดีใจ “ข้าก็เห็นด้วยเจ้าค่ะ! แล้วเย็นนี้พวกเรากินอะไรกันดีเจ้าคะ?”
เฉาซื่อดุ “เจ้าแมวตะกละ วันๆ เอาแต่กิน!”
เฉาหลานเอ๋อร์แก้ต่าง “มีกินนับว่าเป็นโชค ยิ่งกว่านั้น ข้าถูกท่านย่าเอาเปรียบมานานหลายปี ร่างกายข้าย่อมต้องบำรุงให้ดีไงเจ้าคะ”
คำพูดนี้ของนางทำให้เฉาซื่อ จ้าวซื่อ และเฉาเหลียนเอ๋อร์นึกถึงความหลังขึ้นมาทันที ตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแล้ว ทุกคราที่คิดย้อนกลับไป ไม่รู้เลยว่าแต่ก่อน พวกนางกล้ำกลืนฝืนทนผ่านมันมาได้อย่างไร
เฉาซื่อโอบกอดเฉาหลานเอ๋อร์และเฉาเหลียนเอ๋อร์เอาไว้ น้ำตาคลอเบ้า “เป็นเพราะพ่อแม่ไร้ความสามารถ ไม่อาจปกป้องพวกเจ้าได้… หากไม่ใช่เพราะลุงรองของเจ้ากับเจียวเอ๋อร์ พวกเราก็คงไม่ได้แยกบ้านออกมาอยู่เองแบบนี้ แถมยังได้ตัดญาติอีก ชีวิตความเป็นอยู่ในตอนนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะบุญคุณของครอบครัวลุงรอง…”
จ้าวซื่อเองก็ถอนหายใจ “ใช่แล้ว ชีวิตในตอนนี้เป็นสิ่งที่เมื่อก่อนไม่กล้าแม้แต่จะวาดฝัน ตอนนี้น้องรองกลับมาแล้ว ไม่อย่างนั้นร่างกายนี้ของข้าคงทนการข่มเหงรังแกของเถาซื่อได้อีกไม่กี่ปี”
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ จ้าวซื่อก็ไม่เรียกเถาซื่อว่าแม่แล้ว ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น นางจึงกล้าที่จะยืนหยัดอย่างมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้นลูกชายทั้งสองของนางเกือบถูกใส่ร้ายจนต้องติดคุก ความเกลียดชังที่มีต่อบ้านหลังเดิมก็ยิ่งฝังลึกมากขึ้น
นางไม่กลัวเถาซื่ออีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเพราะบุญคุณของครอบครัวน้องรอง
อวิ๋นเจียวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ป้าสะใภ้ใหญ่ อาสะใภ้สาม พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดจาเกรงใจกันหรอกเจ้าค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องงานในไร่ของพวกเรายังต้องพึ่งพาลุงใหญ่กับอาสาม ร้านอวิ๋นหรงก็ต้องพึ่งพี่เหลียนเอ๋อร์กับอาสะใภ้สามช่วยดูแลแทนข้า หากพวกท่านยังเกรงใจเช่นนี้ ข้าก็ต้องเกรงใจพวกท่านตลอดเวลาเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะกับท่าทางจริงจังของนาง ฟางซื่อกล่าว “เจียวเอ๋อร์พูดถูกแล้ว พี่น้องกันก็ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดจาห่างเหินขนาดนั้น”
จากนั้นฟางซื่อก็เปลี่ยนเรื่องคุย “ว่าแต่พี่สะใภ้ ฉี่ชิ่งอายุสิบหกแล้ว พี่สะใภ้มีแผนจะหาภรรยาให้เขาหรือยังเจ้าคะ?”
พอพูดถึงเรื่องแต่งงานของบุตรชาย รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวซื่อก็ยิ่งสดใสขึ้น “กำลังดูๆ อยู่ เมื่อก่อนชีวิตความเป็นอยู่แบบนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะคิด หากมีหญิงสาวคนใดที่ยอมแต่งงานให้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
“ตอนนั้นข้ายังกลัวว่าด้วยฐานะของบ้านเรา ฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงจะต้องอยู่โดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตเสียแล้ว… ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเรายิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ข้าก็กล้าที่จะเลือกให้ฉี่ชิ่งมากขึ้นแล้ว”
เฉาซื่อกล่าวเสริม “พูดถึงเรื่องนี้ ญาติฝ่ายแม่ของข้ายังอุตส่าห์เดินทางไปหาข้าที่ในอำเภอ ถามเรื่องของฉี่ชิ่ง พูดจาแฝงนัย อยากให้ข้าช่วยพูดกับพี่สะใภ้ใหญ่ ให้รับพิจารณาลูกสาวของนาง”
จ้าวซื่อรีบถาม “แล้วหญิงสาวคนนั้นเป็นอย่างไรเล่า?”
เฉาซื่อกล่าว “ก็ไม่ต่างอะไรกับอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ ขี้เกียจและตะกละตะกลาม หากเป็นคนดี ข้าคงรีบกลับมาบอกท่านที่หมู่บ้านแล้ว ตอนนี้พวกเราติดตามพี่รอง ชีวิตความเป็นอยู่ค่อยๆ ดีขึ้น ข้าว่าฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงยังไม่ต้องรีบร้อนหรอก พวกเราดูๆ ไปก่อน ต้องเลือกคนที่จิตใจดี งดงาม และรู้ความ”
อวิ๋นเจียวอดไม่ได้ที่จะพูดแทรก “ข้าเห็นด้วยกับท่านอาสะใภ้สามเจ้าค่ะ ชายหนุ่มแต่งงานช้าหน่อยก็ดี” ในยุคของนาง ผู้ชายอายุสามสิบกว่าถึงจะแต่งงานก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป อายุแค่สิบห้าสิบหกปี นั่นมันเด็กใจแตกชัดๆ!
ฟางซื่อใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนางเบาๆ “เจ้าเด็กแก่แดดนี่ จริงๆ เลยนะ เรื่องอะไรก็จะขอแทรกทุกที”
จ้าวซื่อรีบปกป้อง “น้องสะใภ้ เจียวเอ๋อร์ก็หวังดีกับญาติผู้พี่ทั้งสองคนของนาง เจียวเอ๋อร์เป็นเด็กมีบุญวาสนา ฟังนางไว้ไม่ผิดหรอก ตกลงตามนี้ เรื่องสะใภ้ข้าจะค่อยๆ ดู ค่อยๆ เลือก ต้องเลือกคนที่ฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงถูกใจ และเป็นคนจิตใจดี มีคุณธรรม”
เฉาซื่อกล่าวเสริม “เรื่องอื่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือต้องเป็นคนดี หากจิตใจดี ต่อให้มีข้อบกพร่องอะไร พวกเราก็บอกก็สอนกันได้ แต่หากเป็นคนจิตใจเลวทราม เหมือนกับอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์กับอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ สองพี่น้องนั่น ก็อย่าได้แต่งเข้าบ้านมาเชียว แต่งเข้ามาแล้วมีหวังได้พากันล้มละลายหมดตัวแน่!”
……….
เชิงอรรถ
[1] เทศกาลตวนอู่ (端午节) หรือที่รู้จักในชื่อ เทศกาลไหวบ๊ะจ่าง จัดขึ้นในวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน เพื่อรำลึกถึงชวีหยวนนักกวีรักชาติ