ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 204 ตัดขาดกันเถิด
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 204 ตัดขาดกันเถิด
เถาซื่อได้ฟังคำพูดของผู้เฒ่าอวิ๋นก็พลันรู้สึกเหมือนถูกจุดประกาย กลอกตาไปมา แล้วรีบปกป้องอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ทันที “เจวียนเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว แม่อยู่นี่ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะไล่เจ้ากับลูกๆ ไปได้”
“ท่านแม่!” อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ตกใจที่จู่ๆ เถาซื่อก็พูดขึ้น นางกลัวว่าเถาซื่อจะทำให้เสียเรื่อง จึงรีบดึงชายแขนเสื้อของมารดา
ทว่าเถาซื่อกลับไม่สนใจ ยังคงพูดต่อไปว่า “เจวียนเอ๋อร์ ลูกสาวผู้น่าสงสารของแม่ อย่าไปฟังพ่อเจ้า หากจะไล่เจ้ากับลูกๆ ออกจากบ้าน ก็ต้องฆ่าข้าให้ตายก่อน!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนกระทืบเท้า “เจ้า… เจ้านี่นะยายแก่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกนางทำอะไรลงไปบ้าง? บ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับพวกนางแล้ว!”
เถาซื่อเชิดหน้าขึ้น “ยังไงก็ช่าง เจวียนเอ๋อร์เป็นลูกที่เกิดจากท้องข้า เจ้าไม่รัก แต่ข้ารัก! พวกเด็กๆ ไม่รู้จักคิดเลยทำผิดไป แต่ก็ได้เอาของที่ขโมยไปกลับคืนมาหมดแล้ว หากเจ้าใหญ่ยังไม่หายโกรธ ก็ลงโทษพวกนางเถิด!”
“ส่วนสะใภ้ใหญ่ที่ถูกยัยเด็กเถาจือชนจนแท้งลูก พวกเราก็เสียใจ แต่เถาจือก็ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าอย่างไรเถาจือกับหลิ่วจือก็อยู่ที่นี่ ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลก็อยู่ที่นี่เช่นกัน ทุกคนว่าจะจัดการกับเด็กสองคนนี้อย่างไรก็เชิญเลย”
เจียงเถาจือได้ยินเถาซื่อพูดดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น เนื่องจากนางเป็นต้นเหตุที่ทำให้จ้าวซื่อแท้งลูก หญิงชาวบ้านสองคนที่คุมตัวนางมาจึงไม่กล้าประมาท ประกบข้างจับตัวนางเอาไว้อย่างแน่นหนา
นางพยายามดิ้นรนพลางร้องตะโกนด้วยดวงตาแดงก่ำ “เป็นน้ารองกับยายของข้าบังคับพวกข้าให้ไปขโมยต่างหาก ถ้าพวกข้าไม่ยอมทำตาม พวกนางก็จะไม่ให้พวกข้ากินข้าว แล้วยังจะขายพวกข้าอีกด้วย!”
เจียงหลิ่วจือก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบพูดสนับสนุนเจียงเถาจือ ชี้ตัวเถาซื่อและอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ “ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านตาใหญ่ ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย สิ่งที่เถาจือพูดเป็นความจริง พวกข้าไม่ได้เห็นแก่เงินทอง แต่ถูกบังคับจริงๆ คนที่บังคับพวกข้าก็คือยายกับน้ารองของข้า!”
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด ข้าบังคับพวกเจ้าตอนไหน? ยัยเด็กสารเลวน่าตายนัก ตัวเองไปขโมยของแล้วถูกจับได้ ก็โบ้ยความผิดให้ผู้ใหญ่ พวกเจ้ามันร้ายกาจนัก”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็ต่อว่าเช่นกัน “พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา! หากไม่ใช่เพราะบ้านเราชุบเลี้ยงพวกเจ้าไว้ ป่านนี้คงต้องไปเป็นขอทานข้างถนน ยังไม่รู้เลยว่าจะถูกพวกนักเลงหลอกแล้วขายไปอยู่ในหอนางโลมหรือเปล่า! พวกเจ้ามันเลี้ยงไม่เชื่อง! ท่านพ่อ ไล่พวกนางออกไปเลยเจ้าค่ะ บ้านเราไม่เลี้ยงหมาเนรคุณ!”
“พอได้แล้ว!” เมื่อคำด่าเริ่มหยาบคายขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใหญ่บ้านจึงขัดจังหวะแม่ลูกคู่นี้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เถาซื่อพูดอย่างตะกุกตะกัก “ท่านผู้ใหญ่บ้าน อย่าไปฟังเด็กพวกนี้พูดเหลวไหลเลย”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์รีบพูดเสริม “ใช่แล้ว พวกนางใส่ร้ายข้า ข้ากับท่านแม่ไม่เคยสั่งสอนให้พวกนางทำเช่นนี้ ใช่ไหมเจ้าคะ? พี่หญิงใหญ่”
พูดจบนางก็หันไปมองอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ เมื่อสบตากับสายตาคุกคามของนาง อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็พยักหน้าอย่างเจ็บปวด “ใช่…” นางไม่อาจถูกไล่ออกไปจากบ้านได้ หากออกไปแล้ว พวกนางคงไม่มีทางรอดเป็นแน่
เจียงเถาจือกับเจียงหลิ่วจือเห็นว่ามารดาของตนยอมรับ ยอมปล่อยให้คนอื่นใส่ร้ายป้ายสีพวกนางเช่นนี้ นอกจากความตกใจและหวาดกลัว สิ่งที่เหลืออยู่ในใจของพวกนางก็คือความเกลียดชังที่ท่วมท้น
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะเยาะ “พวกเจ้าเป็นคนแบบไหน ทุกคนในหมู่บ้านรู้ดี อวิ๋นเหมยเอ๋อร์โดนขับออกจากตระกูลเพราะอะไร ทุกคนต่างก็รู้ดี ตอนนี้คิดจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่งั้นหรือ สายไปแล้ว!”
จากนั้นก็หันไปถามอวิ๋นโส่วกวง “โส่วกวง เรื่องนี้เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร บอกมาตามตรงเลย วันนี้พวกข้ามาที่นี่ก็เพื่อให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของเจ้า”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องที่ถูกขับออกจากตระกูล ใบหน้าของอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็แดงก่ำ นางกลับมาอยู่บ้านตระกูลอวิ๋นเก่า ใช้งานอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์อยู่สองวัน จนลืมไปแล้วว่าตนเองถูกขับออกจากตระกูล!
นางกำลังจะอธิบาย แต่เมื่อเห็นสายตาเฉียบคมของหัวหน้าตระกูล ก็กลัวจนไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
อวิ๋นโส่วกวงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าเชื่อคำพูดของเถาจือกับหลิ่วจือ”
“เจ้าใหญ่! ไยเจ้าถึงเชื่อพวกนาง? แม่กับน้องสาวของเจ้าไม่เคยบังคับพวกนางสักหน่อย!”
อวิ๋นโส่วกวงมองผู้เฒ่าอวิ๋นอย่างเจ็บปวด แม้ว่าเขาจะคาดเดาเรื่องนี้ไว้อยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากับความจริง เขาก็อดเจ็บปวดใจไม่ได้ “ท่านพ่อ… ท่านแม่ของข้านอนอยู่ในสุสานอย่างสงบแล้ว!”
ในที่สุดอวิ๋นโส่วกวงก็เข้าใจความรู้สึกของอวิ๋นโส่วจงที่เคยพูดแบบนี้ การที่เขาสามารถก้าวข้ามผ่านจุดนี้มาได้ นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่งนัก แต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็เจ็บปวดสาหัสเช่นกัน
อวิ๋นเจียวอดชื่นชมเขาในใจไม่ได้ อวิ๋นโส่วกวงในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เหตุการณ์ที่จ้าวซื่อเกือบเอาชีวิตไม่รอด ได้สร้างความสะเทือนใจให้เขาอย่างหนัก และทำให้เขาทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างจนเข้าใจได้แจ่มชัด
หากการแสดงความกตัญญูต้องแลกมาด้วยการทำร้ายครอบครัวตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือแม้กระทั่งต้องเสียสละชีวิต อวิ๋นโส่วกวงคิดว่า เช่นนั้นก็ปล่อยให้ดวงวิญญาณของเขาต้องตกนรกหมกไหม้ไปเถิด
การแสดงความกตัญญูแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับดาบแหลมคม ยิ่งเขายอมมากเท่าไร ก็ยิ่งทรยศต่อภรรยาและลูกๆ มากเท่านั้น
“ท่านพ่อ ท่านพูดเช่นนี้ ไม่กลัวฟ้าดินลงโทษหรือ? บนฟ้ามีเทพ เทวดาเบื้องบนมองเห็นทุกสิ่ง กล่าวคำที่ขัดต่อจิตสำนึกในยามกลางวันแสกๆ เช่นนี้ ท่านไม่กลัวบ้างหรือไร?”
“เมื่อวานหมอโจวบอกว่าภรรยาข้าไม่มีทางรอดแล้ว ให้พวกข้าเตรียมตัวจัดงานศพ แต่พวกข้าอธิษฐานต่อบรรพบุรุษและเทพเจ้าทั้งคืน อธิษฐานจนทำให้ภรรยาข้ามีชีวิตรอดกลับมา พอหมอโจวมาตรวจชีพจรอีกครั้ง ก็บอกว่านางมีทางรอดแล้ว ท่านพ่อ สวรรค์มีตาจริงๆ”
หลังจากอวิ๋นโส่วกวงพูดจบ ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องเมื่อคืน ที่พวกเขาร่วมกันอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้า และบรรพบุรุษให้คุ้มครองจ้าวซื่อ
ผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจ ชาวบ้านในแคว้นต้าเยี่ยล้วนเคารพและเกรงกลัวต่อเทพเจ้าและวิญญาณอยู่แล้ว โดยเฉพาะในชนบทเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อไม่กล้าพูดอะไร น้ำเสียงของอวิ๋นโส่วกวงก็ยิ่งเย็นชา “ท่านพ่อ เมื่อคืนพวกข้าเพิ่งกลับถึงบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังมาจากในห้องของพวกข้าอย่างชัดเจนแล้ว ตอนนั้นประตูห้องโถงยังไม่ได้ปิด ท่านกล้าพูดหรือไม่ว่าท่านไม่ได้ยิน? ท่านพ่อ อย่าหลอกข้าอีกเลย ต่อไปนี้ไม่ว่าท่านจะพูดอะไร ข้าก็จะไม่เชื่ออีกแล้ว!”
“ไม่ผิดหรอก ก่อนที่ท่านแม่จะจากไปเคยบอกให้ข้าดูแลท่านให้ดี ข้าก็จดจำคำสั่งเสียนั้นไว้มาตลอด ถึงได้ยอมให้เถาซื่อกดขี่และรังแกภรรยากับลูกๆ ของข้า จนกระทั่งเมื่อคืนข้าถึงได้เข้าใจ หากข้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกท่านคงกัดกินพวกเราจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกเป็นแน่!”
“หากถึงวันนั้นจริงๆ ท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์คงไม่มีวันสงบสุขได้ ท่านพ่อ ก่อนท่านแม่สิ้นใจ ท่านแม่ฝากฝังให้ท่านดูแลข้ากับน้องรองด้วยไม่ใช่หรือ? แล้วท่านเล่าทำอะไรไปบ้าง?”
“ช่างเถิด สิ่งที่ควรพูด ข้าพูดไปหมดแล้ว สิ่งที่ควรทำตลอดหลายปีนี้ พวกข้าก็ทำให้ท่านมากพอแล้ว แม้แต่ฮวาเอ๋อร์ของข้า พวกท่านก็ยังขายนางไปแล้ว ต่อไปนี้พวกเราตัดขาดกันเถิด!”
อวิ๋นโส่วกวงใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดจาคล่องแคล่วเช่นนี้ คำพูดที่อัดอั้นอยู่ในใจมานานแสนนาน วันนี้ได้ระบายออกมาทั้งหมด เขารู้สึกโล่งใจราวกับว่าเพิ่งยกภูเขาออกจากอก ร่างกายเบาหวิว แผ่นหลังเหยียดตรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่ภรรยาและลูกๆ ถูกกลั่นแกล้ง เขาก็มีความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาตลอด เขาเป็นมนุษย์ ย่อมมีความเห็นแก่ตัว เพียงแต่เขาเป็นคนอ่อนแอเกินไป ทุกครั้งที่ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมาในใจ เขาก็จะรีบดับมันลงทันที
การเปลี่ยนแปลงของเขา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอวิ๋นโส่วจงกับครอบครัวกลับมา เพราะหลังจากที่ได้ติดตามน้องรอง ชีวิตของพวกเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านก็ให้ความเคารพเขามากขึ้น ทุกคนที่พบเจอเขาต่างก็เรียกเขาว่า ‘พี่ใหญ่อวิ๋น’ ตอนนี้ถึงกับเรียกเขาว่า ‘นายท่านใหญ่อวิ๋น’
ความภาคภูมิใจในตนเองและศักดิ์ศรีที่เคยถูกเถาซื่อเหยียบย่ำ ก็ค่อยๆ ได้กอบกู้กลับคืนมาได้ในช่วงไม่กี่เดือนนี้ หากเป็นตัวเขาเมื่อครั้งที่ยังไม่ได้แยกบ้าน ต่อให้จ้าวซื่อจากไปจริงๆ บางที เขาก็คงไม่กล้าพูดคำเหล่านี้ออกมาด้วยซ้ำ
อวิ๋นโส่วกวงรู้ดีถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเอง และเพราะเขาเข้าใจ รู้ดีว่าเหตุใด เขาจึงยิ่งซาบซึ้งต่ออวิ๋นโส่วจงและครอบครัวจากก้นบึ้งของหัวใจ