ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 214 เจ้าเกลียดใคร
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 214 เจ้าเกลียดใคร
ภรรยาดีสามีปลอดภัย บุตรกตัญญูบิดาสบายใจ แต่เหตุใดเขาจึงต้องมาพบเจอทั้งภรรยาไม่ดีและบุตรอกตัญญูเช่นนี้เล่า?
ผู้เฒ่าอวิ๋นนั้นมีโทสะและความคับแค้นใจแต่ไม่รู้จะระบายออกที่ใด เจ้าสี่ถูกจับกุม เจ้าห้าไปศึกษาเล่าเรียนไม่อยู่บ้าน เจ้าใหญ่ เจ้ารอง และเจ้าสามต่างก็ไม่ต้อนรับและไม่เชื่อฟังเขา
แม้แต่ชุ่ยเหนียงที่แสนจะเอาอกเอาใจก็ถูกพี่ชายที่เป็นญาติทางฝั่งมารดาของนางมาไถ่ตัวกลับไปแล้ว
ตอนนี้เขาก็ได้แต่ระบายความโกรธใส่เถาซื่อ ผู้เฒ่าอวิ๋นในยามนี้ลืมสิ้นคำพูดที่เคยพร่ำบอกผู้อื่นว่า เถาซื่อเป็นสาวพรหมจารีที่ยอมแต่งงานกับเขา เรื่องราวเหล่านั้นล้วนถูกโยนทิ้งไปจนหมดสิ้น
เพียงแค่ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกไม่สบอารมณ์ก็จะตบตีเถาซื่อ อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ และบุตรสาวของนางต่างก็มิอาจเอ่ยสิ่งใด
ส่วนอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ที่เถาซื่อรักและเอ็นดูยิ่งกว่าใคร กลับไม่เคยห้ามปรามหรือเกลี้ยกล่อมผู้เฒ่าอวิ๋นแม้แต่น้อย กลับหลบหน้าหนีภัยได้ว่องไวกว่าผู้ใด เกรงว่าตนเองจะถูกหางเลขไปด้วย
เรื่องราววุ่นวายในบ้านตระกูลอวิ๋นเก่า แม้ว่าอวิ๋นโส่วหลี่จะศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาเอกชน แต่ก็พอจะได้ยินข่าวคราวมาบ้าง เรื่องดีไม่มีใครพูดถึง แต่เรื่องแย่ๆ กลับแพร่กระจายไปไกลพันลี้ เรื่องน่าอับอายของครอบครัวพวกเขา แม้แต่ในตำบลไป๋อวิ๋นก็ยังรู้กันทั่ว
สำนักศึกษาเอกชนที่อวิ๋นโส่วหลี่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ ย่อมต้องนำเรื่องราวของครอบครัวเขามาเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหาร บางคนถึงกับนำเรื่องราวเหล่านี้มาถกเถียงกันว่า ผู้เป็นบิดามารดานั้นสามารถทอดทิ้งภรรยาและบุตรของตน เพียงเพราะความกตัญญูต่อบุพการีได้หรือไม่
อวิ๋นโส่วหลี่มิเพียงแต่เสียหน้าเท่านั้น ยังเสียชื่อเสียงไปด้วย!
ถึงแม้ว่าเขาจะหลอกตัวเองอยู่ทุกวัน เอาแต่ตรากตรำศึกษาเล่าเรียน แสร้งทำเป็นไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก แต่สุดท้ายแล้วเขาเข้าใจเนื้อหาที่ร่ำเรียนได้จริงหรือ? คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่ล่วงรู้
แต่เขากลับรู้สึกโกรธแค้นที่คนในบ้านทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า ไม่เคยนึกถึงบิดามารดาที่เอาอกเอาใจเขาทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อหาเงินส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน และไม่เคยแม้แต่จะกลับไปเยี่ยมบ้านแม้เพียงครั้งเดียว
อย่างไรก็ตามเรื่องวุ่นวายทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในบ้านหลังเดิม อวิ๋นเจียวฟังอวิ๋นฉี่รุ่ยเล่าให้ฟังตลอดช่วงเช้า อวิ๋นฉี่รุ่ยเล่าอย่างออกรสออกชาติ จนขนมที่เตรียมไว้ให้หมดไปถึงสองจานโดยไม่รู้ตัว
อวิ๋นฉี่รุ่ยมีอายุไล่เลี่ยกับร่างนี้ของนาง ทั้งคู่มีอายุหกขวบ เขาอ่อนกว่านางเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น และไม่ว่าอย่างไรอวิ๋นเจียวก็มีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่ นางย่อมสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ขณะที่อวิ๋นฉี่รุ่ยเล่าเรื่องราวของบ้านหลังเดิม
ในอดีตอวิ๋นฉี่รุ่ยเป็นเด็กที่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก แต่หลังจากที่บิดาของเขาถูกจับกุม มารดาก็หนีไป ไม่มีใครสนใจดูแลเขาอีกเลย
หากไม่ใช่เพราะเขาได้ติดสอยห้อยตามมากินข้าวกับคนงานในบ้านตระกูลอวิ๋นทุกวัน ไม่แน่ว่าคงอดตายไปโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ก็ได้ คนในบ้านหลังเดิมต่างก็สนใจแต่ตัวเอง ไม่มีใครสนใจเขาเลยสักนิด!
เถาซื่อและผู้เฒ่าอวิ๋น ต่างก็ยินดีที่อวิ๋นฉี่รุ่ยไปกินข้าวบ้านอวิ๋นโส่วจง จะได้ประหยัดค่าอาหารไปได้อีกหนึ่งคน มีคำกล่าวว่า เด็กกำลังโต กินจุราวกับวัว!
ผู้เฒ่าอวิ๋นเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด การที่ชีวิตของเขาต้องพบเจอกับเรื่องราวเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่เร็วหรือช้าเท่านั้น อวิ๋นเจียวไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
สาเหตุที่ให้อวิ๋นฉี่รุ่ยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง ก็เพื่อที่นางจะได้รู้ว่าสองผู้เฒ่าในบ้านหลังเดิมจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีกก็เท่านั้น
“หู่หยาจื่อ เจ้าเกลียดบ้านพวกข้าหรือไม่?”
อวิ๋นฉี่รุ่ยถึงกับตะลึงงัน เขาไม่คิดเลยว่าอยู่ๆ อวิ๋นเจียวจะถามเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบ อวิ๋นเจียวจึงเอ่ยต่อว่า “ทุกคนในบ้านหลังเก่าต่างก็พูดว่า เป็นเพราะบ้านของข้า บิดาของเจ้าถึงได้ถูกจับเข้าคุก หากไม่มีบ้านของข้า บิดาของเจ้าก็คงไม่ถูกจับไป และมารดาของเจ้าก็คงไม่หนีไป”
สาเหตุที่อวิ๋นเจียวเลือกที่จะพูดตรงไปตรงมา ก็เพราะว่านางไม่อยากเลี้ยงสุนัขเนรคุณ กินข้าวบ้านนางทุกวัน แต่สุดท้ายแล้วกลับเกลียดชังบ้านของนาง หากวันใดเขาได้โอกาสทำร้ายพวกนางขึ้นมา ไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
เขื่อนกั้นน้ำพันลี้ พังทลายเพราะรูมด [1] อย่าได้ดูแคลนความเกลียดชังที่ฝังลึกอยู่ในใจของเด็กน้อยเป็นอันขาด
“ตอนแรกข้าก็เกลียด ท่านย่าบอกว่า หากไม่ใช่เพราะพวกท่านกลับมา ครอบครัวของข้าก็คงอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พวกท่านเป็นตัวซวย เป็นตัวก่อปัญหา หากไม่มีพวกท่าน ครอบครัวของข้าก็คงไม่แตกแยก”
“ท่านย่ายังบอกอีกว่า ทั้งหมดเป็นเพราะท่าน ตอนนั้นท่านต้องเป็นคนทำอะไรกับกล่องใบนั้นเป็นแน่ หากไม่ใช่เพราะท่าน บิดาของข้าก็คงไม่ถูกจับ แต่หลังจากนั้น ลุงสามกับลุงใหญ่ก็บอกกับข้าว่า หากบิดาของข้าไม่คิดคดทรยศ คิดร้ายต่อครอบครัวของท่าน เขาก็คงไม่ถูกจับ”
“ลุงสามกับลุงใหญ่ยังบอกอีกว่า คนเราต้องยึดมั่นในความถูกต้อง อย่าได้สมคบคิดกับคนนอกมาคิดร้ายต่อญาติพี่น้องของตนเอง มิเช่นนั้นจะต้องพบเจอกับกรรมตามสนอง แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจ”
“หลังจากนั้นชุ่ยเหนียงก็มา ชุ่ยเหนียงใจดีมาก ช่วยข้าซักเสื้อผ้า สระผมให้ข้า และเล่าเรื่องเล่าให้ข้าฟัง มารดาของข้าเทียบกับชุ่ยเหนียงไม่ได้เลยสักนิด”
“ชุ่ยเหนียงก็บอกกับข้าว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของพวกท่าน แต่เป็นเพราะบิดามารดาของข้าโลภมาก คิดไม่ดีต่างหาก ข้าก็ไม่ใช่คนโง่ ข้าแยกแยะออกว่าใครดีกับข้า”
“ใครดีกับข้า ข้าก็จะเชื่อฟังคนนั้น ท่านปู่กับท่านย่าเอาแต่พูดว่าหวังดีกับข้า แต่กลับไม่เคยสนใจไยดี ไม่เคยสนใจว่าตอนอยู่นอกบ้านข้าจะเป็นตายร้ายดียังไง อดข้าวหรือหนาวสั่น เสื้อผ้าก็ไม่เคยซักให้ข้าแม้แต่ตัวเดียว”
“พี่หญิงสาม ตอนนี้ข้าไม่เกลียดแล้ว จริงๆ นะ ข้าเกลียดท่านปู่กับท่านย่า ชุ่ยเหนียงบอกว่า ไม่รู้จักสั่งสอนบุตร เป็นความผิดของบิดา งั้นเรื่องของบิดาข้า จะโทษลุงรองได้ยังไง?”
อวิ๋นฉี่รุ่ยพูดอย่างจริงจัง เขากลัวว่าอวิ๋นเจียวจะไม่เชื่อ เขาจึงตบหน้าอกดังปึกๆ ยืนยันคำพูดตนเอง
ทำให้อวิ๋นเจียวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ดวงตาของเขาดูจริงใจอย่างยิ่ง นี่คือคำพูดที่ออกมาจากใจของเด็กคนหนึ่ง
“แน่นอนว่าข้าเชื่อ ไม่เชื่อข้าจะให้ขนมเจ้ากินหรือ แต่เจ้าเป็นเด็ก อย่าเก็บความแค้นไว้ในใจเลย มันไม่ดีต่อตัวเจ้าเอง เจ้าใช้ชีวิตของเจ้าให้ดีก็พอแล้ว”
“อีกไม่นานสำนักศึกษาในหมู่บ้านก็เปิดแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไปเรียนหนังสือ เรียนตัวอักษร หาความรู้ติดตัวไว้บ้าง โตขึ้นจะได้หาเลี้ยงตัวเองได้”
“อ้อ แล้วก็เตือนอีกอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้ให้เรียกข้าว่าพี่หญิงสี่ อวิ๋นฮวาเอ๋อร์เป็นพี่หญิงใหญ่ ถ้าเรียงตามลำดับลงมา ข้าเป็นน้องสาวคนที่สี่ จำให้ขึ้นใจล่ะ หากเรียกผิดอีก ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกินขนมแล้ว”
อวิ๋นฉี่รุ่ยในตอนนี้ หลังจากได้รับการสั่งสอนจากชุ่ยเหนียงระยะหนึ่ง เขาก็สามารถแยกแยะดีชั่วได้แล้ว คำพูดของอวิ๋นเจียวนั้นล้วนหวังดีกับเขาทั้งสิ้น!
เขารีบพยักหน้าหงึกๆ ราวกับลูกเจี๊ยบจิกกินข้าวสาร “อืม พี่หญิงสี่ ท่านวางใจ ข้าจำได้แล้ว!” พูดจบ เขาก็แอบมองเข้าไปในห้องโถง
พี่ชายของชุ่ยเหนียงมาไถ่ตัวนางแล้ว อวิ๋นฉี่รุ่ยกลัวว่าหากชุ่ยเหนียงจากไป จะไม่มีใครใจดีกับเขาอีก
แต่ตอนนี้เขาแตกต่างจากเดิมแล้ว เขารู้ความขึ้นมาก แม้จะใจหายที่ชุ่ยเหนียงจากไป แต่เขาก็รู้ว่า การที่ชุ่ยเหนียงได้รับการไถ่ตัว ไม่ต้องเป็นบ่าวรับใช้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ดี
เช่นเดียวกับที่เขาไม่อยากให้ชุ่ยเหนียงไป ชุ่ยเหนียงก็รู้สึกไม่ต่างกัน!
ภายในห้องโถง ชุ่ยเหนียงค้อมศีรษะให้ฟางซื่ออย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “ฮูหยินรองเจ้าคะ คุณชายฉี่รุ่ยยังไม่มีใครดูแล ข้าอยากพาเขาไปด้วยเจ้าค่ะ”
ไม่ว่าจะเป็นพี่ชาย พี่สะใภ้ หรือแม้แต่มารดาของชุ่ยเหนียง ล้วนถูกฟางซื่อไถ่ตัวมาด้วยเงินทั้งสิ้น
ตอนที่ไถ่ตัวพวกเขามา ฟางซื่อเคยสัญญากับชุ่ยเหนียงไว้ว่า เมื่อจัดการเรื่องของผู้เฒ่าอวิ๋นเรียบร้อยแล้ว จะคืนสัญญาขายตัวให้กับครอบครัวของนาง
บัดนี้เป้าหมายลุล่วงแล้ว แม้ว่าผู้เฒ่าอวิ๋นจะไม่ได้ปลดเถาซื่อ แต่ทั้งสองก็แตกหักกันแล้ว ตอนทำงานในไร่นา ชาวบ้านต่างพากันพูดถึงเรื่องของอวิ๋นเจียชางที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่ชอบใช้กำลังกับภรรยา
เช่นนี้แล้วชุ่ยเหนียงก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะต้องอยู่ที่นี่ต่อ ฟางซื่อเองก็ไม่อยากเสียเงินเลี้ยงดูผู้เฒ่าอวิ๋นเช่นกัน!
ฟางซื่อพอใจในการทำงานของชุ่ยเหนียงเป็นอย่างมาก แต่การที่นางต้องการพาอวิ๋นฉี่รุ่ยไปด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
……….
เชิงอรรถ
[1] เขื่อนกั้นน้ำพันลี้ พังทลายเพราะรูมด (千里之堤,毁于蚁穴) หมายความว่า การเพิกเฉยต่อปัญหา หรือมองข้ามปัญหาเล็กน้อย สามารถนำไปสู่หายนะได้