ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 216 ตาเฒ่าเพี้ยน
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 216 ตาเฒ่าเพี้ยน
ฟางซื่อกำชับสิ่งใด อวิ๋นฉี่รุ่ยก็รับฟังและจดจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ ด้วยเกรงว่าเมื่อตนเองไม่เชื่อฟัง หรือทำอะไรผิดพลาดไป แล้วจะทำให้ชุ่ยเหนียงจากไป
อวิ๋นฉี่รุ่ยรับชุ่ยเหนียงเป็นมารดาบุญธรรมต่อหน้าฟางซื่อ และคุกเข่าคำนับสามครั้งอย่างนอบน้อม ก่อนจะยกน้ำชาให้
กู่ชิงจัดการงานอย่างรวดเร็ว วันนั้นเขาก็ไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ ที่ไม่มีคนอยู่ภายในหมู่บ้าน และจ้างคนมาซ่อมแซม วันรุ่งขึ้นก็ไปรับภรรยาและมารดาที่พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมในตำบลมาที่นี่
นับว่าครอบครัวของเขาได้ลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านไหวซู่อย่างเป็นทางการแล้ว
รุ่งเช้าวันที่สาม เขาก็มาหาอวิ๋นเจียว อวิ๋นเจียวมอบสมุดบันทึกการปลูกดอกไม้และพืชพันธุ์ที่แคว้นต้าเยี่ยไม่มีอย่างเช่นซวิ่นอีเฉ่า [1] ให้เขาไปศึกษา เนื่องจากนางเองก็อยากไปดูไร่ดอกไม้ จึงไปหมู่บ้านหยางหลิ่วกับเขาด้วย
ขณะที่รถม้าแล่นผ่านจวนของฉู่อี้ อวิ๋นเจียวก็แง้มม่านรถม้าออกไปมองแวบหนึ่ง ในใจคิดว่า คนผู้นี้ไปทำอะไรที่เมืองหลวง ไยยังไม่กลับมาเสียที แต่พอนึกขึ้นได้ นางก็รู้สึกว่าตนเองคงจะบ้าไปแล้ว นี่มันก็แค่จวนพักตากอากาศ ฉู่อี้ก็มีจวนโหวอยู่ในเมืองหลวง!
เขาจะมาพักอยู่ที่จวนพักตากอากาศเป็นประจำได้อย่างไร แต่นางก็นึกถึงจดหมายที่ฉู่อี้เขียนถึงนาง และกระต่ายน้อยสองตัวนั้น ทำให้นางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ฉู่อี้ไม่ได้อยู่ที่จวนพักตากอากาศ
ไร่ดอกไม้ของนางอยู่ไม่ไกลจากจวนพักตากอากาศของฉู่อี้ เป็นไร่ดอกไม้ขนาดใหญ่ถึงสองร้อยหมู่ เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
ตามคันดินมีคนงานทั้งประจำและชั่วคราวกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ อวิ๋นเจียวก็พลันจินตนาการถึงทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง เปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นท้องทะเลดอกไม้
“ลุงกู่ ท่านไปปรึกษากับท่านลุงใหญ่ เลือกจุดสร้างเรือนหลังเล็กๆ สักหลังหนึ่ง แล้วสร้างศาลาพักผ่อนในทุ่งซวิ่นอีเฉ่า จากนั้นก็สร้างทางเดินไม้ เชื่อมต่อศาลาพักผ่อนกับเรือนหลังนั้น”
“อืม เอาเป็นว่าสร้างศาลาไม้เจ็ดหลังในไร่ดอกไม้ก็แล้วกัน ไม่ต้องใหญ่โตอะไรมาก เล็กๆ ก็พอ สร้างเป็นรูปกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ [2] แล้วใช้ทางเดินไม้เชื่อมต่อกัน”
อวิ๋นเจียวชี้ไปที่ไร่ดอกไม้ กู่ชิงตั้งใจฟังจนจบ แล้วเอ่ยว่า “คุณหนู บ่าวจดจำไว้แล้วขอรับ”
อวิ๋นเจียวเตือนเขาว่า “บัดนี้ท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกตัวเองว่าบ่าวต่อหน้าข้า”
“ขอรับ คุณหนู ข้าน้อยทราบแล้ว”
ไร่ดอกไม้สองร้อยหมู่นี้ หลังจากที่อวิ๋นเจียวพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็ตัดสินใจว่าจะปลูกซวิ่นอีเฉ่าและเหมยกุย [3] เป็นหลัก ส่วนที่เหลือก็ปลูกดอกไม้และพืชพันธุ์ชนิดอื่นๆ
อวิ๋นโส่งจงเป็นคนไปซื้อต้นกล้าเหมยกุยมา ตอนนี้เจริญเติบโตงอกงามดี เขียวขจีไปทั่ว เนื่องจากพวกเขาซื้อต้นกล้าเหมยกุยมาปลูกโดยตรง บัดนี้เป็นช่วงกลางเดือนเมษายนแล้ว บนกิ่งก้านของเหมยกุยหลายต้นก็มีดอกตูมโผล่ออกมาแล้ว
“เจียวเอ๋อร์!” อวิ๋นโส่วกวงเดินมาจากท้องทุ่งด้วยสีหน้าแจ่มใส อาการแบบนี้แสดงว่าจ้าวซื่อที่อยู่ในตัวอำเภอระหว่างการอยู่ไฟนั้นฟื้นตัวได้ดีไม่น้อย
“ท่านลุงใหญ่! ผู้นี้คือลุงกู่ที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟัง เขาอ่านออกเขียนได้ ให้เขาเป็นผู้ช่วยท่านก็แล้วกัน เพราะที่นี่ไม่เคยมีใครปลูกซวิ่นอีเฉ่ามาก่อน เมล็ดพันธุ์ก็ได้มาจากแดนไกล ต้องอาศัยวิธีการที่บันทึกไว้ในสมุดค่อยๆ ศึกษาไป”
อวิ๋นเจียวพูดจบ กู่ชิงก็รีบคำนับอวิ๋นโส่วกวง “นายท่านใหญ่ ต่อไปนี้ หากข้าน้อยทำอะไรผิดพลาดไป ท่านกรุณาชี้แนะด้วยขอรับ!”
อวิ๋นโส่วกวงรีบพยุงเขาลุกขึ้น “พวกเราต่างก็ทำงานให้เจียวเอ๋อร์ ไม่ต้องเกรงใจกัน ทำงานอย่างขยันขันแข็งก็พอแล้ว”
เห็นอวิ๋นเจียวสนใจ อวิ๋นโส่วกวงจึงเล่าเรื่องราวต่างๆ ในไร่ให้ฟัง แม้จะไม่ค่อยเข้าใจ แต่อวิ๋นเจียวก็ยังคงตั้งใจฟังและจดจำสิ่งที่พอจะจำได้ บัดนี้นางเป็นเจ้าของที่ดินตัวน้อยแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะเป็นตัวขี้เกียจที่ไม่รู้อะไรเลย
สายลมพัดเอื่อยๆ ผ่านท้องทุ่ง นำพากลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้นหญ้า บรรยากาศช่างรื่นรมย์นัก
“เฮ้ย ตาแก่ นี่เจ้าทำอะไรน่ะ?”
“อย่าทำลายต้นกล้า!”
“หยุดนะ เจ้าไม่ได้ยินหรือไงว่าให้หยุด!”
ทั้งสามคนเดินไปพลางก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากในไร่ไม่ไกล อวิ๋นโส่วกวงรีบวิ่งไปทันที มีคนมาทำลายต้นกล้า จะปล่อยไปได้อย่างไร?
กู่ชิงจึงรีบวิ่งตามไป ส่วนอวิ๋นเจียวที่ขาสั้นวิ่งได้ช้ากว่า กว่านางจะวิ่งไปถึง ก็เห็นชาวบ้านร่างกำยำหลายคนกำลังจับตัวตาเฒ่าอายุราวๆ ห้าสิบกว่าปี กดไว้กับคันดิน
ตาเฒ่าผู้นั้นเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงยาวรุงรัง ยังมีกิ่งก้านของต้นกล้าเหมยกุยและรากหญ้าติดอยู่บนศีรษะ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนจนมองหน้าตาไม่ชัด แม้แต่หนวดเคราก็ยังมีโคลนติดอยู่
เขาดิ้นรนไม่หยุด ปากก็ร้องตะโกนไม่หยุด “แม่ทัพเถี่ย แม่ทัพเถี่ยของข้า ปล่อยข้าไป ข้าจะไปหาแม่ทัพเถี่ย!”
“นายท่านใหญ่ คุณหนูสี่”
พวกคนงานทักทายด้วยท่าทางหวาดกลัว พวกเขาเผลอเพียงครู่เดียว ต้นกล้าเหมยกุยบนที่ดินหมู่นี้ก็ถูกตาเฒ่าคนนี้ทำลายไปเกือบสองส่วนแล้ว [4]
อวิ๋นเจียวย่อตัวลงนั่งยองๆ มองตาของตาเฒ่า “ท่านตา ท่านมาตามหาของจนทำลายไร่ดอกไม้ของข้า ท่านต้องชดใช้!”
ตาเฒ่าตะโกนสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “เจ้าต้องคืนแม่ทัพเถี่ยให้ข้า ไร่ดอกไม้ของเจ้าขโมยแม่ทัพเถี่ยของข้าไป!”
ที่แท้ก็เป็นคนเสียสติ ไม่แปลกใจเลย
อวิ๋นเจียวจึงให้คนงานพยุงเขาลุกขึ้น แต่ไม่กล้าให้ปล่อยตัวเขาไป
“ท่านตา ท่านบอกว่าไร่ดอกไม้ของข้าขโมยแม่ทัพเถี่ยของท่านไป ท่านมีหลักฐานหรือไม่?”
ตาเฒ่าพูดอย่างหนักแน่น “แม่ทัพเถี่ยของข้าหนีไป ข้าตามเขามาถึงที่นี่ก็ไม่พบเขาแล้ว”
คนงานคนหนึ่งทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยว่า “คุณหนูสี่ เขาเป็นแค่คนบ้า ท่านคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหรอกขอรับ พวกเราซ้อมเขาสักที ให้เขากลัวแล้วไม่กล้ามาที่นี่อีกก็พอ”
อวิ๋นเจียวไม่สนใจฟัง แต่ยังคงพูดคุยกับตาเฒ่าต่อ “ท่านตา ท่านเองก็บอกว่าแม่ทัพเถี่ยของท่านหนีไป ไม่ใช่ไร่ของข้าขโมยไปเสียหน่อย”
คำพูดของนางทำให้ตาเฒ่าถึงกับพูดไม่ออก ตาเฒ่าเบิกตากว้างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก จึงตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่ใช่ขโมย ไร่ของเจ้าซ่อนแม่ทัพเถี่ยของข้าเอาไว้ ซ่อนตัวขุนนางต้องโทษที่ทางการตามจับเช่นนี้ ตามกหมายแคว้นต้าเยี่ย ต้องโทษประหาร!”
เมื่ออวิ๋นเจียวได้ยินคำพูดนั้น หัวใจของนางก็เต้นแรง ภูมิหลังของตาเฒ่าคนนี้…
“อะไรกัน ถึงกับต้องประหารเชียว? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน คนบ้าคนหนึ่ง ยังจะทำตัวเป็นบุคคลสำคัญอีกหรือ ทำไมเจ้าไม่บอกว่าเจ้าเป็นพระญาติไปเลยเล่า?”
การแต่งกายของตาเฒ่าผู้นี้ดูธรรมดาสามัญ ไม่เหมือนคนร่ำรวย จึงมีคนงานหัวเราะเยาะเขา
ตาเฒ่ากระโดดไปมา พยายามดิ้นรนให้หลุดจากการพันธนาการ พลางตะโกนว่า “ข้าเป็นท่านโหว ข้าคือเจิ้นหย่วนโหว!”
“ฮ่าๆๆ เจ้าอย่ามาคุยโวเลย เจ้าเป็นเจิ้นหย่วนโหวหรือ เจิ้นหย่วนโหวตัวจริงเป็นรุ่นหลานของเจ้าได้เลยกระมัง…”
“บังอาจ ปล่อยท่านโหวเฒ่าเดี๋ยวนี้!”
คนงานยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงตวาดดังมาจากที่ไกลๆ จากนั้น ทุกคนก็เห็นกลุ่มคนแต่งกายคล้ายองครักษ์เสื้อแพรวิ่งตรงเข้ามาด้วยท่าทีดุดัน พริบตาเดียวก็ล้อมพวกเขาเอาไว้แน่นหนา
ฉับ ฉับ ฉับ… องครักษ์เหล่านั้นต่างชักดาบออกมาพร้อมเพรียงกัน ปลายดาบเย็นเยียบเล็งมายังพวกเขา
พวกชาวบ้านที่ทำงานอยู่ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ต่างพากันตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น เนื้อตัวสั่นเทา ขอร้องให้พวกองครักษ์ไว้ชีวิต
ในหมู่บ้านของพวกเขามีจวนพักตากอากาศของเจิ้นหย่วนโหว เครื่องแบบที่องครักษ์เหล่านี้สวมใส่ พวกเขาเคยเห็นมาก่อน เป็นเครื่องแบบขององครักษ์จวนเจิ้นหย่วนโหว!
ท่านโหวเฒ่า ตาเฒ่าคนนี้เป็นญาติผู้ใหญ่ของเจิ้นหย่วนโหวจริงๆ ด้วย!
เมื่อไม่มีใครควบคุมตัว ตาเฒ่าก็วิ่งตรงไปที่ไร่ดอกไม้อีกครั้ง อวิ๋นเจียวกลัวว่าเขาจะไปทำลายไร่ดอกไม้อีก จึงรีบตะโกนว่า “ไม่ต้องหาแล้ว ข้ารู้ว่าแม่ทัพเถี่ยอยู่ที่ไหน”
……….
เชิงอรรถ
[1] ซวิ่นอีเฉ่า (薰衣草) คือดอกลาเวนเดอร์
[2] กลุ่มดาวกระบวยใหญ่ (北斗七星) หรือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์สว่าง 7 ดวง
[3] เหมยกุย (玫瑰) คือ ดอกกุหลาบ
[4] ที่ดินสองส่วน (两分地) ที่ดินหนึ่งหมู่มีพื้นที่ประมาณ 660 ตารางเมตร หนึ่งหมู่แบ่งออกเป็นสิบส่วน แต่ละส่วนมีพื้นที่ประมาณ 60 ตารางเมตร