ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 220 ความลับของฉู่อี้
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 220 ความลับของฉู่อี้
ฉู่อี้อมยิ้มพลางจูงมืออวิ๋นเจียวเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก “พวกเราไปคุยกันตรงนั้นดีกว่า ร่มรื่นดี”
ใกล้จะถึงเทศกาลตวนอู่แล้ว แสงแดดก็ยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ แผดเผาผิวกายจนร้อนระอุ
ดูท่าเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้คงเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ใต้ต้นไม้มีคนนำโต๊ะเก้าอี้และน้ำชามาวางเตรียมไว้เรียบร้อย
“นี่คือขนมหลงจิ่ง กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง รสชาติไม่เลว เจ้าลองชิมดูสิ”
ใต้ต้นไม้มีน้ำและผ้าสะอาดเตรียมไว้ให้ อวิ๋นเจียวล้างมือเสร็จก็หยิบขนมหลงจิ่งรูปใบไม้ขึ้นมาชิมคำหนึ่ง รสชาติหอมหวานละมุนลิ้น ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป และไม่เหนี่ยวติดฟัน อร่อยจริงๆ
อวิ๋นเจียวจึงหยิบอีกชิ้นขึ้นมากินต่อ ฉู่อี้รีบรินน้ำชาให้นาง “ดื่มน้ำก่อนเถิด ระวังติดคอ ข้าให้คนนำไปให้ท่านลุงกับท่านป้าแล้ว ของพวกนี้เก็บไว้นานไม่ได้ หากพวกเจ้ากินไม่หมดก็แบ่งให้คนอื่นไปบ้างก็ได้”
อวิ๋นเจียวรับน้ำชาที่ฉู่อี้ส่งมาให้จิบไปหนึ่งอึกพลางจ้องมองเขา “ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าท่านทำอะไรในท้องพระโรง อย่าคิดว่าจะเอาขนมแค่ชิ้นสองชิ้นมาหลอกล่อข้าได้”
ฉู่อี้หัวเราะ “ข้าก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเจ้าอยู่แล้ว ยัยเด็กแสบ แค่อยากให้เจ้าได้กินของอร่อยๆ ก่อนเท่านั้นเอง”
“เล่ามาเถิดเจ้าค่ะ อย่าพูดมาก” อวิ๋นเจียวไม่อยากฟังเขาพูดมากความ จึงเอ่ยเร่ง
ฉู่อี้เอนกายลงบนเก้าอี้ มือทั้งสองข้างประสานกันหนุนศีรษะ ดวงตาหรี่มองก้อนเมฆสีขาวที่ล่องลอยเปลี่ยนรูปร่างอยู่บนท้องฟ้าไกลๆ
“เจียวเอ๋อร์ ข้าไม่บอก เจ้าก็คงรู้อยู่แล้ว เรื่องของตระกูลข้านั้นซับซ้อนยิ่งนัก ตอนข้ายังเด็ก ท่านแม่ของข้าก็ป่วยเสียชีวิต จากนั้นท่านพ่อก็แต่งงานใหม่ ต่อมาฉู่เจ๋อลืมตาดูโลก หลังจากนั้นไม่นาน ท่านพ่อของข้าที่เพิ่งรบชนะกลับมายังเมืองหลวงก็ป่วยกลายเป็นคนเสียสติ”
“ข้าจำได้ว่า ตอนนั้นข้าอายุแค่ห้าขวบ ท่านพ่อกลายเป็นคนเสียสติโดยสมบูรณ์ พอท่านพ่อป่วย เผยซื่อก็เข้าควบคุมทั้งจวนโหว แม้แต่อารองของข้าที่แยกออกไปอยู่ข้างนอกก็ย้ายกลับเข้าจวนโหว โดยอ้างอย่างสวยหรูว่าจะกลับมาดูแลหลานชายและพี่ชาย”
“จวนโหวอยู่ภายใต้อำนาจของคนทั้งสอง พวกเขาไล่คนเก่าคนแก่ที่เคยรับใช้อยู่ข้างกายท่านพ่อและท่านแม่ของข้าออกไปจนหมด คนรอบข้างข้าล้วนเป็นคนของเผยซื่อกับอารอง ฉู่เผยอู่”
“หลังจากที่พวกเขาเข้าควบคุมจวนโหว ร่างกายของข้าก็ยิ่งแย่ลง โชคดีที่ท่านแม่มีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักโม่ ท่านแอบฝากฝังให้คนของสำนักโม่คอยดูแลข้า หลังพวกเขาสังเกตเห็นว่าร่างกายของข้าผิดปกติ จึงแอบตรวจสอบอาหารและเครื่องใช้ของข้า สุดท้ายก็พบว่ามีการผสมยาพิษแบบสะสมเรื้อรังชนิดหนึ่งลงไป”
“ยาพิษชนิดนั้นเรียกว่า ‘อวี๋กุย’ ความรุนแรงของพิษไม่ร้ายแรงนัก แต่หากสะสมเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ อาการที่แสดงออกมานั้นไม่ต่างจากโรคไอเรื้อรังเลยแม้แต่น้อย หากได้รับพิษติดต่อกันหลายปีก็จะไอเป็นเลือดจนตายในที่สุด”
“อย่างไรเสีย สำนักโม่ก็เป็นคนในยุทธภพ แม้จะสามารถคอยแอบช่วยปกป้องชีวิตข้าและช่วยข้าสืบหาสาเหตุของอาการป่วยเรื้อรังนี้ได้ แต่ก็ไม่อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องขัดแย้งภายในของตระกูลข้า โชคดีที่แม้ตอนนั้นข้าจะยังเด็ก แต่ก็รู้จักวิธีเอาตัวรอด และท่านพ่อมอบองครักษ์ลับกลุ่มหนึ่งให้ข้าก่อนที่เขาจะป่วย”
“องครักษ์ลับกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในกองกำลังลับที่ท่านพ่อสะสมไว้ มีความสามารถมาก ฉะนั้นข้าจึงแอบบอกเรื่องที่ตนเองถูกวางยาพิษให้หัวหน้าองครักษ์ลับทราบ จากนั้นในเมืองหลวงก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่า เผยซื่อคิดจะฆ่าข้าเพื่อให้ฉู่เจ๋อกลายเป็นทายาทของจวนเจิ้นหย่วนโหว”
“ช่วงเวลานั้น เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปทั่วเมืองหลวง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เผยซื่อจึงจำเป็นต้องหยุดวางยาข้า… ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกค่ำคืนข้าก็แอบฝึกฝนวรยุทธ์กับอาจารย์ของสำนักโม่ ใช้ชีวิตเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งอายุสิบปี”
“ความทะเยอทะยานของเผยซื่อและอารองถูกกดเอาไว้หลายปี ในที่สุดก็ทนไม่ไหว เริ่มวางยาพิษข้าอีกครั้ง ฉะนั้นข้าจึงย้ายมาอยู่ที่จวนพักตากอากาศในหมู่บ้านหยางหลิ่ว”
“ข้าค่อยๆ เปลี่ยนคนของข้าเข้าไปแทนที่คนในจวนพักตากอากาศ สองปีต่อมา เผยซื่อกับอารองก็หาโอกาสลงมือจนได้… ครั้งนั้นหากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าช่วยเอาไว้ ข้าคงกลายเป็นเถ้าธุลีใต้ผืนดินไปนานแล้ว”
ฉู่อี้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตนเองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อพูดจบ เขาก็หันไปมองอวิ๋นเจียว แล้วยิ้มให้นาง “เจียวเอ๋อร์ ขอบใจเจ้ามาก เจ้าคือดาวนำโชคของข้าจริงๆ! ตั้งแต่ได้พบเจ้า ข้าก็โชคดีมาโดยตลอด”
อวิ๋นเจียวมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อนใจ ที่แท้แล้วฉู่อี้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตั้งแต่อายุเท่ากับเด็กที่ควรได้ไปเข้าโรงเรียนอนุบาลเชียวหรือ!
นางนึกถึงคำขู่ของฉู่อี้ที่มีต่อเผยหมิ่น ใครกล้าแตะต้องครอบครัวของนาง เขาจะทำให้คนผู้นั้นไม่ได้เห็นดวงตะวันในวันรุ่งขึ้นอีก รวมถึงคำที่เขาขู่เผยซื่อ หากเผยซื่อคิดร้ายต่อครอบครัวของนาง เขาจะก่อคดีใหญ่ลากเอาคนทั้งเก้าตระกูลไปตายด้วย
แม้ว่านางจะเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดนี้ ก็อดสะเทือนใจไม่ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก หางตาเริ่มร้อนผ่าว “ท่านถูกลดขั้นบรรดาศักดิ์แล้ว ยังกล้าพูดว่าข้าเป็นดาวนำโชค ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ได้กำลังเย้ยหยันข้า?”
ฉู่อี้เห็นน้ำตาคลอหน่วยตาของอวิ๋นเจียวจึงยื่นมือออกไปเช็ดน้ำตาออก “ยัยเด็กบื้อ การถูกลดบรรดาศักดิ์เป็นเรื่องดีต่างหาก! ข้าถูกลดขั้นก็จริง แต่อู๋เยว่ เสนาบดีกรมกลาโหมนั้นถูกปลดตำแหน่ง ลดขั้นสามขั้น ปรับเบี้ยหวัดหนึ่งปี ถูกกักบริเวณในจวนสามปี!”
“อู๋เยว่เป็นถึงมือขวาของเฉิงเต๋อจวิ้นอ๋อง เมื่อเขาถูกปลดและถูกกักบริเวณอยู่แต่ในจวน ตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมย่อมว่างลง บรรดาขั้วอำนาจในราชสำนักต่างก็งัดข้อกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งนี้”
“ต่อให้อู๋เยว่อยากจะกลับไปดำรงตำแหน่งเดิมก็เป็นเรื่องยากแล้ว ฉะนั้น ข้าถึงได้บอกว่าเจ้าคือดาวนำโชคของข้าไงล่ะ!”
“อู๋เยว่กับเฉิงเต๋อจวิ้นอ๋องมีเรื่องบาดหมางกับท่านหรือ?” อวิ๋นเจียวเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
ฉู่อี้พยักหน้า “ใช่ ข้าสืบมาหลายปี สงสัยว่าการตายของท่านแม่และอาการป่วยของท่านพ่อนั้นเกี่ยวข้องกับคนทั้งสอง เบื้องหลังของเผยซื่อกับอารองก็มีเงาของพวกเขาอยู่”
ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่ฉู่อี้ยอมถูกลดบรรดาศักดิ์ เพื่อที่จะกำจัดเสนาบดีกรมกลาโหม
“แต่นั่นมันเกี่ยวอะไรกับข้า?”
ฉู่อี้กล่าว “ผู้อยู่เบื้องหลังภัตตาคารฝูอวิ้นก็คืออู๋เยว่ แต่แท้จริงแล้วอู๋เยว่ก็แค่ทำตามคำสั่งของฉินหรงเท่านั้น”
ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง บังเอิญที่ภัตตาคารฝูอวิ้นคิดกลั่นแกล้งฉี่ชิ่งกับฉี่เสียง เพื่อหวังขโมยสูตรอาหาร แล้วยังทำให้มีคนตายอีก
เรื่องที่ครอบครัวของนางช่วยชีวิตฉู่อี้นั้น ฉู่อี้ไม่ได้ปิดบังอะไรอยู่แล้ว และต่อให้ปิดบังก็ไม่มีทางปิดมิด เขายังสามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างว่าทำเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาในการเข้าท้องพระโรงเพื่อจัดการกับศัตรู
ไม่แปลกใจเลยที่ฉู่อี้จะต้องขอบคุณนาง ที่แท้แล้วทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากสูตรอาหารที่นางนำออกมา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์มากมาย และเป็นอาวุธที่ฉู่อี้ใช้โจมตีศัตรูโดยบังเอิญ ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะมอบของขวัญให้บ้านลุงใหญ่และบ้านอาสาม ที่แท้เพราะครอบครัวของนางช่วยเขาไว้มากจริงๆ!
สังคมชนชั้นสูงช่างอยู่ยากโดยแท้ มีเรื่องซับซ้อนมากมาย
อวิ๋นเจียวอดถอนหายใจไม่ได้ “ชีวิตของพวกท่านช่างลำบากนัก มีเรื่องราวซับซ้อนมากมาย ต่อไปท่านแต่งภรรยาต้องเลือกดีๆ นะเจ้าคะ หากไม่มีจิตใจที่เข้มแข็งพอ คงรับมือไม่ไหวแน่”
“แล้วเจียวเอ๋อร์เล่า จิตใจของเจ้าเข้มแข็งพอที่จะรับมือไหวหรือไม่?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น สายใยบางอย่างในใจของฉู่อี้ก็ถูกสะกิดขึ้นมา เขาถามขึ้นทันทีโดยไม่ทันคิด
อวิ๋นเจียวส่ายหน้ารัวเป็นกลองป๋องแป๋ง “ไม่ไหวๆ ท่านอย่ามาหาข้าเลย ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าจะหาลูกเขยแต่งเข้าให้ข้า ข้าว่าแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน”
กล่าวจบ อวิ๋นเจียวก็นึกขึ้นได้บางอย่าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างกะทันหัน “ฉู่อี้ ท่านเล่าเรื่องพวกนี้ให้ข้าฟังทำไม?”
เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ความลับหรือ? เขากลับพูดออกมาง่ายๆ แบบนี้! ทันใดนั้นอวิ๋นเจียวก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนได้รับของร้อนมาถือไว้! ได้แต่โทษตัวเอง อยู่ดีไ