ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 222 ทุกตระกูลล้วนมีความลับ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 222 ทุกตระกูลล้วนมีความลับ
แม้แต่แมลงตัวเล็กๆ ยังดิ้นรนเอาชีวิตรอด หากมีชีวิตอยู่ได้ ใครเล่าจะอยากตาย?
บางทีอาจเป็นเพราะฉู่อี้มีจิตใจแน่วแน่ ไม่กลัวตาย กล้าได้กล้าเสียเช่นนี้ จึงทำให้คนอย่างเผยซื่อที่คิดช่วงชิงตำแหน่งของเขาเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าทำเรื่องน่ารังเกียจอีก?
“เจ้าค่ะ ข้าจะบอกท่านพ่อท่านแม่ให้ เวลานี้สายมากแล้ว ข้าต้องกลับแล้ว” อวิ๋นเจียวเห็นอวิ๋นโส่วกวงยืนอยู่ไกลๆ บนคันดิน มองมาทางนางบ่อยๆ ก็รู้ว่าเขารอนางอยู่
ฉู่อี้กล่าว “งั้นพวกเรากลับกันเถิด ช่วยบอกท่านลุงกับท่านป้าด้วยว่า ข้ายังมีธุระต้องจัดการ คราวหน้าข้าจะไปเยี่ยมพวกเขาด้วยตัวเอง”
อวิ๋นเจียวพยักหน้า “เจ้าค่ะ แล้วก็ ขอบคุณสำหรับของขวัญ กระต่ายคู่นั้นน่ารักมาก ข้าชอบมากเลย!”
ฉู่อี้ยิ้ม “แต่มันก็ไม่ทันวันเกิดของเจ้าอยู่ดี”
อวิ๋นเจียวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าเองก็ไม่ได้ฉลองวันเกิดหรอกเจ้าค่ะ ช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องวุ่นวายมากมาย เอาไว้โอกาสหน้าจะเล่าให้ท่านฟัง”
ฉู่อี้ “อืม รอให้ข้าจัดการเรื่องที่จวนเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเชิญพวกเจ้ามาเที่ยวเล่น”
เขาต้องกำจัดเผยซื่อและเผยหมิ่นออกไปก่อน ถึงจะเชิญครอบครัวของอวิ๋นเจียวมาเที่ยวเล่นได้ ไม่รู้ว่าจะทันเทศกาลตวนอู่หรือไม่ แต่ถ้าไม่ทัน เขาก็ไปฉลองกับครอบครัวของอวิ๋นเจียวก็ได้
ทั้งสองคุยกันไปพลาง เดินไปพลาง ในไม่ช้าก็มาถึงที่หมาย
“ข้าน้อยอวิ๋นโส่วกวง ขอคารวะท่านโหว! ขอบพระคุณท่านโหวที่เมตตาประทานสิ่งของ!”
“ข้าน้อยกู่ชิง ขอคารวะท่านโหว!” อวิ๋นโส่วกวงและกู่ชิงรีบคุกเข่าคำนับฉู่อี้อย่างนอบน้อม ฉู่อี้ไม่ได้หลบ ยืนตัวตรงรับคำนับของทั้งสอง
“ลุกขึ้นเถิด ต่อไปไม่ต้องเรียกท่านโหวแล้ว ข้าเพิ่งถูกลดขั้นบรรดาศักดิ์ ของพวกนั้นไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร พวกเจ้าไม่ต้องใส่ใจ ใช้มันอย่างสบายใจเถิด” คำพูดของเขา ไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นโส่วกวงหรือกู่ชิงต่างไม่สามารถตอบกลับได้ ทั้งคู่ยืนขึ้นด้วยความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
ฉู่อี้โบกมือ “กลับกันไปเถิด!”
ได้ยินดังนั้น ทั้งสองก็เหมือนได้รับอภัยโทษ รีบโค้งคำนับลาอย่างลนลาน
ฉู่อี้จ้องมองจนกระทั่งรถม้าของอวิ๋นเจียวลับสายตาไป จึงหันหลังเดินกลับไปยังจวน
เหตุผลที่เขาแสดงอำนาจต่อหน้าอวิ๋นโส่วกวงนั้น ก็เพื่อต้องการบอกพวกเขาด้วยการกระทำว่า ครอบครัวของอวิ๋นเจียวเท่านั้นที่แตกต่างจากคนอื่น
กลับถึงบ้าน อวิ๋นเจียวไม่ได้เล่าเรื่องที่ฉู่อี้พูดให้ฟางซื่อฟังทันที เพียงแต่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในไร่ดอกไม้ให้ฟัง
รอถึงเวลาเย็น ทุกคนกลับมาบ้าน ครั้นรับประทานอาหารเย็นเสร็จ อวิ๋นเจียวก็ให้โม่จู๋กับโม่ซ่าน คนหนึ่งขึ้นไปเฝ้าอยู่บนหลังคา อีกคนเฝ้าอยู่บริเวณใกล้เคียง ไม่ให้ใครเข้าใกล้
เห็นนางระมัดระวังเช่นนี้ ฟางซื่อจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เจียวเอ๋อร์ เจ้ามีเรื่องอะไรหรือ?”
อวิ๋นเจียวถ่ายทอดคำพูดของฉู่อี้ออกมาทุกคำโดยไม่ตกหล่น ยิ่งฟังคิ้วของอวิ๋นโส่วจงกับฟางซื่อก็ยิ่งขมวดแน่น
สีหน้าของอวิ๋นฉี่เยว่กับอวิ๋นฉี่ซานก็ยิ่งดูเคร่งขรึม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ได้ยินชื่อของอู๋เยว่เสนาบดีกรมกลาโหม และเฉิงเต๋อจวิ้นอ๋อง ฉินหรง สีหน้าของอวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อก็พลันเปลี่ยนไป
ในความคิดของอวิ๋นเจียว ปฏิกิริยาของพวกเขานั้นถือเป็นเรื่องปกติ ชาวบ้านธรรมดาที่มีหัวคิด ย่อมไม่มีใครอยากเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้แย่งชิงของเหล่าขุนนาง
“…ฉู่อี้บอกว่า ไม่อยากปิดบังพวกเรา หากพวกเราต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับเขา เขาก็จะจ่ายเงินค่าสูตรหม้อไฟให้ทั้งหมดในคราวเดียว อ้อ จริงสิ แผ่นไม้นี้ ท่านลุงฉู่มอบให้ข้าเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าไม่มีอะไรพิเศษ จึงรับมา”
อวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อพยายามอย่างมากที่จะเก็บซ่อนความตกตะลึงในใจ และรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง อวิ๋นโส่วจงกล่าว “เจียวเอ๋อร์ ยื่นแผ่นไม้นั่นให้พ่อดูหน่อย”
อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นจึงยื่นแผ่นไม้ในมือให้อวิ๋นโส่วจง
สายตาของอวิ๋นฉี่ซานก็จับจ้องไปที่แผ่นไม้นั้น “ไม้ธรรมดาๆ แต่ฝีมือการแกะสลักนั้นยอดเยี่ยมมาก นี่คงจะเป็นผลงานของปรมาจารย์กระมัง?”
ทว่าฟางซื่อกลับไล่ทุกคน “พวกเจ้าไปนอนกันเถิด เรื่องนี้ต้องเก็บไว้เป็นความลับ ห้ามพูดให้ใครฟังเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
อวิ๋นฉี่ซานเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องอะไรอยู่แล้ว เขาสนใจแต่เรื่องการประดิษฐ์คิดค้นและการคำนวณ วันๆ เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้อง ทำโน่นทำนี่ บอกเขาไปเขาก็คงลืมในไม่ช้า
ส่วนอวิ๋นฉี่เยว่เป็นคนรอบคอบ ถึงไม่สั่ง เขาก็รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญมากน้อยเพียงใด
แต่จะอย่างไรอวิ๋นเจียวก็ยังเด็ก ฟางซื่อจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ว่านางจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด จึงย้ำเตือนอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าทราบแล้ว”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกข้ากลับห้องนอนแล้วนะเจ้าคะ”
หลังจากที่เด็กๆ ทั้งสามคนรับปากแล้ว ต่างก็พากันกลับห้องของตน
อวิ๋นเจียวยังเด็ก หลังจากอาบน้ำล้างหน้าเสร็จ นอนบนเตียงไม่นานก็ผล็อยหลับไป อวิ๋นฉี่ซานก็เป็นเด็กที่ไม่คิดอะไรมาก พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย ส่วนอวิ๋นฉี่เยว่นั้น นอนลืมตาคิดเรื่องต่างๆ
ขณะที่ฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจง คืนนี้คงเป็นค่ำคืนอันยาวนานที่ไม่อาจข่มตานอนหลับ สองสามีภรรยานอนอยู่บนเตียง สายตาทั้งคู่ต่างจับจ้องไปที่แผ่นไม้ที่อวิ๋นเจียวมอบให้ด้วยสีหน้าสับสน
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่พวกเขาเท่านั้นที่ได้ยิน “เฮ้อ… ไม่คิดเลยว่า นายท่านจะมอบป้ายตราพยัคฆ์ให้กับฉู่เผยเหวิน!”
ฟางซื่อถอนหายใจ “ใช่แล้ว นายท่านกับฉู่เผยเหวินไม่ถูกคอกันมาโดยตลอด มักจะทะเลาะกันเรื่องแย่งผลงานในท้องพระโรงอยู่เสมอ ไม่คิดเลยว่า… พี่น้องร่วมสาบานที่แท้จริงของนายท่านจะเป็นฉู่เผยเหวิน”
“ที่ฉู่อี้พูดเช่นนี้ ความหมายก็คือ เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจวนโหว เกี่ยวข้องกับฉินหรงอย่างแน่นอน บางทีฉินหรงอาจรู้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างนายท่านกับเจิ้นหย่วนโหว ถึงได้…”
อวิ๋นโส่วจงถอนหายใจ “ฉินหรงเป็นแค่จวิ้นอ๋องคนหนึ่ง เขามัวแต่จ้องจับผิดขุนนางในราชสำนักไปทำไมกัน เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังแน่ๆ ถ้านายท่านไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้สืบ…”
ฟางซื่อจ้องมองแผ่นป้ายด้วยสีหน้าสับสน “แล้วตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี? พวกเราต้องการหลีกเลี่ยง แต่กลับไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
อวิ๋นโส่วจง “หรือนี่อาจเป็นโชคชะตา ไม่อาจหลีกหนีได้?”
ฟางซื่อเงียบไปครู่ใหญ่ อวิ๋นโส่วจงจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “นายท่านเคยกล่าวไว้ว่า หากวันใดเจียวเอ๋อร์เติบโตขึ้น ยังไม่ได้แต่งงาน หากมีคนนำแผ่นไม้นี้มาตามหาตัว ก็ให้ยกเจียวเอ๋อร์ให้แต่งงานกับเขา ไม่คิดเลยว่า สุดท้ายแผ่นไม้นี้จะกลับมาอยู่ในมือของเจียวเอ๋อร์เอง”
ฟางซื่อกล่าว “นี่ก็เป็นพรหมลิขิต มิเช่นนั้น ฉู่โหวกลายเป็นคนวิกลจริตไปแล้ว แผ่นป้ายนี้ยังไม่ถูกทำหาย สุดท้ายก็ยังกลับมาถึงมือเจียวเอ๋อร์จนได้”
อวิ๋นโส่วจงกล่าว “ช่างเถิดๆ ในเมื่อเป็นโชคชะตา พวกเราก็ทำตามโชคชะตาก็แล้วกัน พวกเราหลบเลี่ยงได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่อาจหนีได้ตลอดชีวิต”
“นายท่านเคยกล่าวไว้ว่า บางครั้งการรุกไปข้างหน้าก็เป็นการป้องกันที่ดีที่สุด รุกหน้าและก้าวถอยเป็นขั้นเป็นตอน ผ่อนหนักผ่อนเบา ถึงจะสามารถเอาชีวิตรอดในสมรภูมิที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้”
“ส่วนพวกเราที่อยู่ในสนามรบมาโดยตลอด ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ จะถอยทัพได้อย่างไร จะหลบเลี่ยงได้อย่างไร?”
ฟางซื่อครุ่นคิดอยู่นานจึงกล่าว “อืม ตอนนี้ก็ทำได้แค่นี้ แต่ทางด้านฉู่อี้ ตอนนี้พวกเราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้มากนัก”
อวิ๋นโส่วจงกล่าว “ไยจะช่วยไม่ได้ พวกเราช่วยเขาหาเงิน นั่นแหละคือการสนับสนุนเขาที่ดีที่สุด เด็กคนนั้นไม่ธรรมดา มีบุคลิกเหมือนเจิ้นหย่วนโหวผู้เฒ่าในอดีตไม่มีผิด!”
ในยามค่ำคืน ดวงดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้า สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อยนำพาเอาความหนาวเย็นเสียดแทงกระดูก แต่อวิ๋นฉี่เยว่กลับลุกขึ้นจากเตียง สวมใส่เสื้อผ้าสำหรับการเดินทางกลางคืน
บนเตียง อวิ๋นฉี่ซานหลับสนิท ส่วนในห้อง โม่จู๋ก็ลุกขึ้นเช่นกัน
“คุณชายใหญ่”
“เจ้ากับโม่ซ่านผลัดกันเฝ้ายาม อย่าได้ประมาท เรื่องที่ข้าออกไป ห้ามบอกท่านพ่อท่านแม่เด็ดขาด”
“ขอรับ คุณชายใหญ่” อวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อมอบสัญญาขายตัวของโม่จู๋ให้อวิ๋นฉี่เยว่แล้ว ตอนนี้โม่จู๋เป็นคนของอวิ๋นฉี่เยว่ จึงเชื่อฟังคำสั่งของเขาอย่างไม่ขัดขืน
อวิ๋นฉี่เยว่แอบออกไปในความมืดของรัตติกาล ไม่นานก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย