ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 227 อาจารย์พิเศษ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 227 อาจารย์พิเศษ
การเล่าเรียนและก้าวสู่เส้นทางขุนนาง ใครบ้างเล่าที่ไม่อยากสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล? ทว่าบัดนี้ หลังจากฟังคำพูดของอวิ๋นเจียวจบลงเขาก็พลันตระหนักได้ว่าวิสัยทัศน์ของตนนั้นช่างต่ำต้อยยิ่งนักเมื่อเทียบกับเด็กสาวตัวน้อยคนนี้
สิ่งที่เขาคิดคือการพึ่งพาขุนนางเพียงหยิบมือที่สามารถก้าวพ้นจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้ เพื่อให้พวกเขาช่วยเหลือบ้านเกิดให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ทว่าสิ่งที่เด็กสาวตรงหน้ากำลังกระทำอยู่นั้นคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
สถานที่แห่งหนึ่งจะเจริญรุ่งเรืองได้มิใช่เพราะอาศัยบุคคลเพียงคนหรือสองคน หากแต่ต้องอาศัยคนในท้องถิ่นเป็นผู้สร้าง
เขาสามารถจินตนาการภาพได้ว่าเด็กๆ ที่มาเรียนรู้ที่นี่ เมื่อพวกเขาอ่านออกเขียนได้ เรียนรู้ทักษะติดตัว เมื่อเติบโตขึ้นต่างก็มีความสามารถในการทำมาหากิน สร้างรายได้ แล้วเหตุใดที่นี่จะไม่เจริญรุ่งเรืองเล่า?
“ดี! ดี! ดีมาก!” ฉีจวี่เหรินเอ่ยคำว่า ‘ดี’ ออกมาสามครั้งติดต่อกัน บนใบหน้าฉายแววชื่นชม
“เด็กคนนี้ยังเยาว์วัย แต่กลับมีจิตใจโอบอ้อมอารี คิดการณ์ไกล น่าขันนักที่คนอย่างข้าอวดอ้างตนว่าเป็นบัณฑิต แต่กลับมีวิสัยทัศน์คับแคบเช่นนี้…”
อวิ๋นเจียวรีบกล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์ฉี พวกข้าเป็นเพียงครอบครัวเล็กๆ มองเห็นเพียงผืนนาตรงหน้า คิดได้เพียงแค่เรื่องทำไร่ไถนา มิได้เหมือนกับพวกท่านที่ศึกษาตำรา ล้วนมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ อยากสร้างคุณูปการให้แก่ราชสำนัก แก่ประชาชนของแคว้นต้าเยี่ย”
“ไม่เพียงเท่านั้น บุคคลอย่างท่านที่อุทิศตนเพื่อการศึกษา ย่อมต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อบ่มเพาะผู้ที่มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองให้กับแคว้นต้าเยี่ย นั่นถึงเรียกว่ามีวิสัยทัศน์กว้างไกล”
“บุคคลอย่างท่าน เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ที่ประชาชนชาวต้าเยี่ยควรเคารพยกย่อง! ตามธรรมเนียมฟ้าดิน บิดามารดา ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ครูอาจารย์ยังได้ขึ้นแท่นบูชารับการเคารพบูชาจากประชาชน!”
คำพูดที่จริงใจของนาง ไม่เพียงแต่ฉีจวี่เหรินเท่านั้นที่รู้สึกประทับใจ แม้แต่อาจารย์หม่าและหลีซิ่วไฉยังรู้สึกซาบซึ้ง
ฉีจวี่เหรินเอ่ยชม “ฮ่าๆๆๆ ฉี่เยว่ เจ้ามีน้องสาวที่ยอดเยี่ยม! ตัวเจ้าเองก็ไม่เลว จากพวกเจ้าสองพี่น้องก็เห็นได้ว่า บิดามารดาของพวกเจ้าอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี พวกเขาช่างเป็นบุคคลที่น่ายกย่องยิ่งนัก!”
อวิ๋นฉี่เย่วรีบลุกขึ้นคำนับ อาจารย์ฉีจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “จะอย่างไรอาจารย์ที่สำนักศึกษาเอกชนในตำบลก็มีมากพอแล้ว ข้าเองก็ว่างๆ พอดี เช่นนั้นข้าจะมาช่วยสอนหนังสือที่นี่สักพัก ไม่ต้องให้ค่าจ้าง เพียงแค่หาที่พักให้ข้าก็พอแล้ว”
ตอนที่ฉีจวี่เหรินได้พบกับอาจารย์หม่า เขาก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ อยากใกล้ชิดสนิทสนมกับอาจารย์หม่าสักหน่อย เพื่อขอคำชี้แนะทางวิชาความรู้
แม้ว่าเขาจะไม่ได้มุ่งหวังกับการสอบเคอจวี่ ไม่คิดจะไปเข้าสอบระดับจิ้นซื่อ แต่การเรียนรู้หาได้มีวันสิ้นสุด ท้ายที่สุดแล้ว การสอนหนังสือและบ่มเพาะสั่งสอนศิษย์ให้มีความรู้ เป็นเป้าหมายในชีวิตของเขา
ก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าใจและรู้สึกเสียดายว่าเหตุใดอวิ๋นฉี่เย่วถึงไม่ยอมสอบเป็นถงเซิง ไม่ยอมไปเรียนที่สำนักศึกษาเอกชน
บัดนี้เขาก็เข้าใจเสียที อวิ๋นฉี่เยว่มีอาจารย์หม่า จิ้นซื่อสองบัญชีมาเป็นอาจารย์แล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาเอกชนอีก พูดตามตรง เขาอดอิจฉาอดีตลูกศิษย์คนนี้ไม่ได้
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านอาจารย์แล้ว!” อวิ๋นฉี่เยว่และอวิ๋นเจียวดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ฉีจวี่เหรินจะอยู่ที่นี่ หากในหมู่เด็กๆ ในหมู่บ้านมีผู้ที่มีความสามารถด้านการเรียน ยิ่งได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ที่ดี โอกาสที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จย่อมสูงขึ้น
เมื่อตกลงเรื่องอาจารย์ได้แล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของกระเบียบของสำนักศึกษา ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญ แม้อวิ๋นเจียวที่รู้ระบบการบริหารจัดการโรงเรียนยุคปัจจุบัน แต่ยุคสมัยต่างกัน สิ่งที่ก้าวหน้า ทันสมัย อาจไม่เหมาะสมกับยุคนี้ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้นางเพียงแค่คิดข้อเสนอแนะเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งทุกอย่างได้ถูกเขียนลงในกระเบียบแล้ว ส่วนจะใช้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขา นางเป็นเพียงคนนอก ไม่เข้าไปยุ่งจะดีกว่า
ดังนั้นอวิ๋นเจียวจึงเอ่ยกับอวิ๋นฉี่เยว่ว่า “พี่ใหญ่ ข้ากลับก่อนนะเจ้าค่ะ ท่านแม่อยู่บ้านรอข้ากลับไปห่อเกี๊ยวด้วยกันอยู่”
อวิ๋นฉี่เย่วพยักหน้า “เช่นนั้นเจ้ารีบกลับเถิด เดินดูทางดีๆ ด้วย ทางในหมู่บ้านต่างจากถนนใหญ่ ระวังจะสะดุดล้มเอา”
“เจ้าค่ะ พี่ใหญ่” หลังจากตอบรับอวิ๋นฉี่เยว่แล้ว อวิ๋นเจียวก็ขอตัวลากับอาจารย์หม่าและคนอื่นๆ
“ท่านปู่หม่า อาจารย์ฉี อาจารย์หลี อวิ๋นเจียวขอตัวก่อน เรื่องสำนักศึกษารบกวนพวกท่านแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากออกมาจากสำนักศึกษา เด็กๆ ที่มุงดูอยู่ด้านนอกยังไม่ยอมกลับ แม้แต่ชาวบ้านบางคนก็ยังไม่ยอมกลับ ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ห้องโถงในตัวเรือน พูดคุยกันอย่างออกรส บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง
ผู้ดูแลที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเห็นอวิ๋นเจียวเดินมาก็รีบอธิบาย “คุณหนูสี่ ข้าน้อยบอกกับพวกเขาไปแล้วว่าให้กลับไปก่อน อาจารย์ยังต้องจัดการธุระก่อน รอให้เรื่องต่างๆ เรียบร้อยแล้ว หากสำนักศึกษาจะเปิด พวกเราจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า แต่พวกเขาก็ไม่ยอมกลับ”
อวิ๋นเจียวเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้เป็นอย่างดี ย้อนไปในยุคของนาง เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญต่างก็มีแววตาที่กระหายในความรู้ เช่นเดียวกับเด็กๆ ในหมู่บ้านไหวซู่นี้
“ไม่เป็นไร ปล่อยพวกเขาไปเถิด แต่อาจารย์กำลังปรึกษาหารือเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้ใครเข้าไปรบกวน”
“แล้วอาหารเที่ยงวันนี้แม่ครัวเตรียมหรือยัง? ขาดเหลืออะไรหรือไม่? หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องก็รีบเบิกเงินไปซื้อเตรียมไว้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเชิญอาจารย์มาที่นี่ เราต้องแสดงมารยาทให้ดีที่สุด”
ผู้ดูแลหลินรีบตอบ “แม่ครัวกำลังเตรียมอาหารอยู่ขอรับ ส่วนวัตถุดิบไม่ขาดอะไร เมื่อครู่ผู้ใหญ่บ้านนำเนื้อหมูสองชั่งกับไก่หนึ่งตัวมาให้ หัวหน้าตระกูลอวิ๋นมอบเหล้าสองไห ปลาตัวใหญ่อีกสองตัว และชาวบ้านบางคนก็ส่งผักมาให้เล็กน้อย เพียงพอสำหรับจัดเลี้ยงหนึ่งโต๊ะขอรับ”
ตระกูลใหญ่ที่สุดสองตระกูลในหมู่บ้านไหวซู่คือตระกูลจางซึ่งเป็นตระกูลของผู้ใหญ่บ้านกับตระกูลอวิ๋นซึ่งเป็นตระกูลของอวิ๋นเจียหรง คนของทั้งสองตระกูลนี้รวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านไหวซู่
ดังนั้นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากสำนักศึกษาแห่งนี้คือคนในสองตระกูลนี้ ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลอวิ๋นจึงให้ความสำคัญกับสำนักศึกษาแห่งนี้เป็นอย่างมาก
“พี่สี่ พี่ออกมาแล้ว อาจารย์ยอมอยู่ที่นี่หรือไม่? พวกเราจะได้เข้าเรียนเมื่อไร?”
ขณะนั้นอวิ๋นฉี่รุ่ยก็เบียดฝูงคนเข้ามา ด้านหลังมีเด็กชายวัยไล่เลี่ยกันอีกหลายคน ทุกคนดูประหม่าไม่กล้าเข้าใกล้อวิ๋นเจียว
เพราะนี่คือคุณหนูที่ครอบครัวของนายท่านรองอวิ๋นรักและเอ็นดูดุจแก้วตาดวงใจ และยังมีจิตศรัทธาบริจาคเงินสร้างสำนักศึกษาด้วย บิดามารดาของพวกเขาต่างกำชับนักหนาว่าห้ามล่วงเกินนางเด็ดขาด!
“อาจารย์ตกลงอยู่ที่นี่แล้ว พวกเจ้าคงได้เข้าเรียนในอีกไม่กี่วันนี้ อ้อ แล้วพวกเจ้าเตรียมแผ่นไม้กับพู่กันสำหรับเขียนหนังสือหรือยัง?”
เด็กๆ ในหมู่บ้านบนภูเขาที่มีเงินพอซื้อพู่กันและหมึกได้มีเพียงไม่กี่คน ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มจากใช้พู่กันจุ่มน้ำแล้วฝึกเขียนบนแผ่นไม้แทน
ส่วนพู่กันก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ หลายครอบครัวเพื่อให้ลูกหลานมีพู่กันใช้ พวกเขาจึงไปเรียนรู้วิธีทำพู่กันด้วยตัวเอง แม้ว่าพู่กันที่ทำเองจะเทียบกับที่ซื้อจากร้านไม่ได้ แต่ก็พอใช้เขียนหนังสือได้ ชาวบ้านอย่างพวกเขาไม่เรื่องมากอยู่แล้ว
“พวกข้าเตรียมพร้อมแล้ว!” เด็กๆ บางคนที่กล้าๆ ก็ตอบรับ “ท่านพ่อของข้าใช้ขนหางของเสี่ยวหวงทำ ตอนแรกๆ ทำไม่เป็น หางของเสี่ยวหวงเกือบจะถูกท่านพ่อตัดจนโล้นแล้ว”
“หมาขี้เรื้อนบ้านเจ้ามีขนไม่กี่เส้นหรอก ต้าเฮยบ้านข้าขนหางเยอะ ท่านพ่อทำพู่กันให้ข้าตั้งหลายด้ามแน่ะ!”
“พู่กันของข้า ข้าทำเอง ทำจากขนหางสุนัขเหมือนกัน”