ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 228 ผู้มาขออาศัยรถม้า
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 228 ผู้มาขออาศัยรถม้า
พอมีคนหนึ่งเอ่ยปาก ก็มีคนที่สองเอ่ยปากตามมา เมื่อเห็นอวิ๋นเจียวยิ้มน้อยๆ ตลอดเวลา ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เด็กๆ จึงกล้ามากขึ้น ต่างแย่งกันเล่าเรื่องการทำพู่กันที่บ้านของตน
เอาเข้าไป ทำจากขนหางสุนัขกันหมดเลย! แบบนี้สุนัขทั้งหมู่บ้านคงกลายเป็นสุนัขหางโล้นกันหมดแล้ว!
อวิ๋นเจียวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ โม่ซ่านเองก็หัวเราะตาม
“โชคดียังไม่มีใครคิดจะมาทำอะไรเสี่ยวไป๋ของพวกเรา ไม่อย่างนั้น เสี่ยวไป๋ก็คงต้องกลายเป็นสุนัขหางโล้นไปด้วย!”
อวิ๋นฉี่รุ่ยค่อนข้างกลัวเสี่ยวไป๋ ตอนเสี่ยวไป๋ยังตัวเล็กนิดเดียวก็อ้าปากกัดคนได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ เสี่ยวไป๋ทั้งตัวใหญ่ทั้งสูง เป็นสุนัขที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือนเองแท้ๆ แต่กลับตัวใหญ่กว่าสุนัขแก่ในหมู่บ้านเสียอีก
“พี่หญิงสี่ ท่านอย่าพูดเล่นน่า นอกจากคนบ้านท่านแล้ว ใครจะกล้าแตะต้องขนบนตัวเสี่ยวไป๋กัน?”
ทันใดนั้นก็มีเด็กคนหนึ่งพูดสนับสนุน “ถูกต้องๆ เสี่ยวไป๋เก่งกาจจะตาย สุนัขในหมู่บ้านเห็นมันเป็นต้องตัวสั่น!”
“หลายตัวยังกลัวจนฉี่ราดเลยล่ะ!”
“สุนัขที่บ้านข้าก็เคยโดนเสี่ยวไป๋ขู่จนต้องนอนหมอบ ไร้ประโยชน์สิ้นดี ปกติเห่าได้เก่งนัก พอเสี่ยวไป๋เดินผ่านมาไกลๆ มันก็นอนหมอบแล้ว”
“ข้าไม่เห็นรู้เลยว่าเสี่ยวไป๋ของพวกเราเก่งกาจขนาดนี้!”
ทุกวันเสี่ยวไป๋จะออกไปเดินเล่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ไม่รู้ว่ามันไปซุกซนที่ไหน สองสามวันถึงจะกลับบ้านครั้งนับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มักจะคาบกระต่ายป่า ไก่ฟ้า กลับมาให้ที่บ้านและคนงานทำเป็นกับข้าวอยู่บ่อยๆ ไม่เคยกลับมามือเปล่า
พูดจบ อวิ๋นเจียวก็หยิบถุงเล็กๆ ที่ใส่ขนมหวานออกมาจากเอว ยื่นให้อวิ๋นฉี่รุ่ยพลางกล่าวยิ้มๆ “แบ่งให้พวกเขากินสิ”
อวิ๋นฉี่รุ่ยรับถุงผ้ามาจากอวิ๋นเจียว แล้วเอ่ยสั่งราวกับเป็นผู้ใหญ่ “ใครอยากกินขนมหวานก็ไปล้างมือก่อน ก่อนกินข้าวและหลังขับถ่ายต้องล้างมือ จำให้ขึ้นใจ…”
อวิ๋นเจียวเดินไปไกลแล้วแต่ก็ยังได้ยินเสียงตะโกนของอวิ๋นฉี่รุ่ยอยู่ จากการเปลี่ยนแปลงของอวิ๋นฉี่รุ่ยทำให้เห็นได้ว่าการอบรมบ่มเพาะของพ่อแม่นั้นสำคัญต่อเด็กเพียงใด
ตอนที่อวิ๋นโส่วจู่กับภรรยายังอยู่กับเขา นอกจากจะสอนให้เขาเอาเปรียบผู้อื่นแล้ว ก็ไม่ได้สอนอะไรอีกเลย ไม่เพียงแต่ไม่สอน ยังแทบจะไม่สนใจไยดีเขา
แต่หลังจากที่ชุ่ยเหนียงเข้ามา นางปฏิบัติต่ออวิ๋นฉี่รุ่ยเหมือนลูกแท้ๆ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสั่งสอนเขา และตัวอวิ๋นฉี่รุ่ยเองก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
อวิ๋นเจียวกลับถึงบ้าน ฟางซื่อก็ห่อเกี๊ยวผักเสร็จแล้ว ฟางซื่อห่อสองไส้ ไส้หนึ่งเป็นผักล้วน อีกไส้ใส่เนื้อสัตว์
“ท่านแม่ ทำไมท่านไม่รอข้าก่อนค่อยห่อล่ะเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไปส่งเครื่องประทินผิวที่ร้านฝูหรงเซวียนหรือ? แม่คิดว่าไม่ได้เจอป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าหลายวันแล้ว จึงไม่ได้รอเจ้า คิดว่าจะรีบห่อเกี๊ยวให้เสร็จแล้วพวกเราก็เข้าอำเภอไปกินข้าวพร้อมกับป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า”
ระหว่างที่พูดฟางซื่อก็ล้างมือแล้วนำเกี๊ยวที่ห่อเสร็จแล้วใส่ลงในกล่องอาหารทีละลูก กล่องใส่อาหารห้าชั้น ใส่จนเต็มถึงสามชั้น
อวิ๋นเจียวรีบเข้าไปจับมือฟางซื่อแล้วเขย่าเบาๆ อย่างออดอ้อน “ถ้าท่านแม่ไม่บอกข้า ข้าคงลืมไปแล้ว ขอบคุณท่านแม่ที่เตือน ข้าจะไปเตรียมเครื่องประทินผิวที่โรงผลิตมาใส่รถก่อนนะเจ้าคะ”
ฟางซื่อใช้นิ้วดีดหน้าผากอวิ๋นเจียวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “จะต้องลำบากเจ้าไปทำไม แม่ให้อากุ้ยนำเครื่องประทินผิวมาแล้ว”
อวิ๋นเจียวรีบพูดว่า “งั้นท่านแม่ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะเจ้าคะ!”
สายตาของฟางซื่อจับจ้องไปที่ร่างของอวิ๋นเจียว ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม“ไปสิ วันนี้อากาศร้อน เจ้าใส่ชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีเขียวอ่อนที่เหลียนเอ๋อร์เพิ่งทำให้ใหม่ สวมทับด้วยเสื้อแขนกุดสีม่วงอ่อนอีกตัว ช่วงนี้เวลาเช้ากับตอนค่ำอากาศยังเย็นอยู่ เอาเสื้อหนาวไปด้วยอีกตัวก็ดี”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่!”
อวิ๋นเจียวกลับไปที่ห้องแล้วปิดประตู นางรีบเข้าไปในเถาเป่า ซื้อชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรชุ่มชื้นจากนั้นก็เทใส่ขวดเครื่องเคลือบที่เตรียมไว้
เทใส่ขวดเครื่องเคลือบทั้งหมดห้าชุด แล้วนำไปเก็บไว้ในพื้นที่เก็บของของเถาเป่าจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงที่ฟางซื่อบอกแล้วจึงออกไป
ตอนที่ฉู่อี้มาถึงบังเอิญเจอแม่ลูกกำลังจะออกจากบ้านพอดี
หลังจากที่อวิ๋นเจียวได้แผ่นป้ายนั้นมา ในใจของฟางซื่อก็รู้สึกสนิทสนมกับฉู่อี้มากขึ้น ดังนั้นเมื่อได้พบฉู่อี้อีกครั้งนางจึงดูต้อนรับขับสู้มากกว่าเดิม “เซ่าชิงมาแล้ว!”
ฉู่อี้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ในใจก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าคิดถึงอาหารที่ท่านป้าทำตั้งแต่อยู่ที่เมืองหลวงแล้ว พอกลับมาก็เลยแวะมาโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า บังเอิญจริงๆ ท่านป้ากับเจียวเอ๋อร์กำลังจะออกไปข้างนอกพอดีจะไปที่ใดกันหรือ?”
ฟางซื่อตอบว่า “จะเข้าอำเภอไปเยี่ยมพี่สะใภ้ของเจียวเอ๋อร์ แล้วก็ไปส่งของที่ร้านฝูหรงเซวียนด้วย”
ฉู่อี้ได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้สึกผิดหวังแล้ว “บังเอิญจริงๆ ข้าเองก็คิดว่าจะมากินข้าวที่บ้านท่านป้าจากนั้นค่อยเข้าอำเภอ จะอย่างไรร้านฝูหรงเซวียนเบื้องหลังก็เป็นกิจการของข้า ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่ก็ต้องไปดูสักหน่อย”
อวิ๋นเจียวจ้องมองเขา “ท่านนี่นะ เรื่องร้านฝูหรงเซวียนพวกเราก็รู้กันอยู่แก่ใจจะพูดออกมาทำไม? รู้อยู่ว่าเป็นเบื้องหลัง ยังจะมาพูดตอนกลางวันแสกๆ ท่านกลัวว่าคนรู้น้อยเกินไปหรือไง?”
เจียวเอ๋อร์กำลังเป็นห่วงเขาอยู่หรือ? หัวใจของฉู่อี้เต้นรัวด้วยความยินดี แม้คำพูดของอวิ๋นเจียวจะไม่น่าฟังนัก แต่ความรู้สึกที่ถูกเป็นห่วงเป็นใยเช่นนี้เขาชอบมากจริงๆ
“เจียวเอ๋อร์ ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะไม่พูดแล้ว ตกลงไหม?” ฉู่อี้รีบยอมรับผิด จางหลิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเกือบจะตกใจจนสิ้นสติ
ท่านโหวผู้กล้าหาญบุกขึ้นท้องพระโรงไปท้าทายฮ่องเต้… บัดนี้กลับทำตัวเหมือนลูกสุนัขที่ทำผิด… กำลังเอาใจเจ้าของ!
เหตุใดเรื่องเหลือเชื่อเช่นนี้ต้องมาตกอยู่ในสายตาเขาทุกครั้งเลย! ไม่ได้การแล้ว เขาต้องไปขอสลับหน้าที่กับหลิวจ้าน ไม่อย่างนั้นด้วยจิตใจอันอ่อนแอของเขา ไม่ช้าก็เร็วคงตกใจจนหัวใจวายเพราะท่านโหวเป็นแน่
น่าสงสารที่จางหลิงคิดไม่ถึงว่า หลังจากที่ท่านป๋อของเขาเพิ่งจะเอาใจอวิ๋นเจียวเสร็จ ก็หันไปทำตัวน่ารักกับฟางซื่อต่อทันที “ท่านป้า ข้าขออาศัยรถม้าไปด้วยได้หรือไม่? หลายวันมานี้ข้าต้องรีบเร่งเดินทาง สั่นสะเทือนจนกระดูกแทบจะหลุดออกมาแล้ว รถม้าบ้านท่านนั่งสบายที่สุดแล้ว ไม่โคลงเคลงแม้แต่น้อย”
จางหลิงหันหน้าหนีไปเงียบๆ เขาไม่กล้ามองท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของฉู่อี้อีกต่อไป ท่านป๋อ ท่านเพิ่งสั่งฆ่าคนไปสองคนเมื่อชั่วยามก่อนเองนะ…
ตั้งแต่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวนี้และมีความเกี่ยวข้องกับพวกเขา พฤติกรรมของท่านป๋อก็ยิ่งแปลกประหลาดมากขึ้นทุกที
“ได้สิ ไปเถิด ขึ้นรถม้ากัน!”
ฟางซื่อไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว อวิ๋นเจียวยังเด็กยังไม่ถึงวัยที่ต้องระวังเรื่องชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ยิ่งไปกว่านั้นอายุของฉู่อี้ก็ห่างจากอวิ๋นเจียวมากเกินไป แม้ว่าจะมีเรื่องของป้ายพยัคฆ์ แต่ฟางซื่อก็ไม่ได้คิดไปในทางนั้น
ในสายตาของฟางซื่อ เจียวเอ๋อร์เคยพูดเอาไว้ว่าจะเลือกสามีเอง นางและอวิ๋นโส่วจงเคารพการตัดสินใจของอวิ๋นเจียว ดังนั้นเรื่องข้อตกลงของป้ายพยัคฆ์นั้น ฟางซื่อจึงทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว
หลังจากขึ้นรถม้า อวิ๋นเจียวก็ออกคำสั่งกับฉู่อี้ “ท่านดึงโต๊ะเก้าอี้ตัวนี้ออกมาแล้วปูเบาะรองใหม่ จากหมู่บ้านไปถึงตัวอำเภอยังมีเวลาอีกพักหนึ่ง ท่านนอนพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
ใต้ตาของเขามีความคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าช่วงที่ผ่านมาเขานอนพักผ่อนไม่พอ
ฉู่อี้ได้ยินดังนั้นก็ทำตามโดยไม่ปฏิเสธแล้วนอนลง “ข้าเองก็นอนไม่ค่อยหลับจริงๆ งั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว”
ฟางซื่อกอดอวิ๋นเจียวนั่งอยู่อีกฝั่งแล้วพูดกับฉู่อี้ว่า “เจ้ารีบนอนพักเถิด ถึงที่แล้วข้าจะเรียก”
เนื่องจากฉู่อี้ต้องนอนพัก อวิ๋นเจียวจึงดึงม่านบังแสงที่หน้าต่างลงและสั่งให้อากุ้ยขับรถม้าให้ช้าลง
ฉู่อี้นอนตะแคงหันหลังให้สองแม่ลูก ในความมืดสลัวมุมปากของเขายกขึ้นสูง ไม่นานก็ผล็อยหลับไป การงีบหลับบนรถม้าครั้งนี้ถือเป็นการนอนหลับที่สงบและสบายที่สุดในชีวิตนับตั้งแต่เขาอายุห้าขวบเป็นต้นมา