ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 229 ความคาดหวังที่มาพร้อมความกังวล
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 229 ความคาดหวังที่มาพร้อมความกังวล
“พี่สะใภ้…”
เช้าตรู่หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เฉาซื่อก็รีบมาเยี่ยมจ้าวซื่อที่ห้อง หลังจากที่จ้าวซื่อกินยาหมดแล้ว เฉาเหลียนเอ๋อร์ก็ช่วยไปเชิญท่านหมอที่เชี่ยวชาญด้านโรคสตรีที่สุดในอำเภอมา
หลังจากกินยาไปอีกสองชุด ประกอบกับได้น้ำแกงไก่และไข่ไก่บำรุงทุกวัน ร่างกายของนางจึงดูดีขึ้นบ้าง
พอเห็นเฉาซื่อมา ชุนเหมยก็รีบเข้าไปพยุงจ้าวซื่อขึ้นมาพิงหมอนอิงที่หัวเตียง และช่วยสวมเสื้อคลุมบางๆ ให้
จ้าวซื่อเอ่ยตำหนิเฉาซื่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดูเจ้าสิ ห้องข้าอากาศไม่ถ่ายเท มีกลิ่นเหม็น เจ้าเองก็ท้องอยู่ ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมา แล้วไยเจ้าถึงมาอีกเล่า?”
เฉาซื่อนั่งลงข้างเตียง หยิบผ้าห่มมาห่มให้จ้าวซื่อพลางยิ้มแล้วพูดว่า “จะมีกลิ่นอะไรกัน จะเหม็นสู้มูลสัตว์ได้หรือ? พูดเหมือนกับข้าไม่เคยยกถังปุ๋ยมูลสัตว์ไปรดแปลงผักอย่างนั้นแหละ”
“อีกอย่าง ชาวบ้านอย่างพวกเรามีพิธีรีตองอะไรกัน ข้าว่างๆ ก็เหงาแทบแย่ ยิ่งตอนนี้เหลียนเอ๋อร์ก็ดื้อขึ้น บอกว่าไม่ให้ข้าทำงานอะไรทั้งสิ้น ข้านี่นั่งๆ นอนๆ จนจะขึ้นราแล้ว ไม่หาคนคุยด้วยคงอุดอู้ตายแน่! พี่สะใภ้ก็แข็งแรงขึ้นทุกวัน ข้าเห็นแบบนี้ก็เบาใจแล้ว”
“นี่ล้วนเป็นเพราะพวกเจ้า เจียวเอ๋อร์พูดถูก พวกเราจะทำให้คนในครอบครัวเสียใจแล้วปล่อยให้ศัตรูของเราสมใจไม่ได้ ข้าต้องรีบหายดี จะได้จัดการเรื่องของฉี่ชิ่งได้”
มีกำลังใจแบบนี้ก็ดีแล้ว คนเราไม่กลัวเจ็บป่วย กลัวที่สุดคือหมดกำลังใจ หากเจ็บป่วยยังรักษาได้ แต่ถ้าหากหมดกำลังใจก็หมดหนทางแล้ว
“ฉี่ชิ่งเป็นเด็กดี รอให้สำนักศึกษาในหมู่บ้านเปิดเรียน ก็ให้พี่น้องสองคนผลัดกันไปเรียนหนังสือสักสองสามปีก็คงจะยิ่งดี”
“ตั้งแต่ครอบครัวพี่รองกลับมา พวกเราก็มีชีวิตที่ดีขึ้นทุกวัน ในอนาคต กิจการของพวกเราใหญ่ขึ้น ลูกหลานในบ้านต้องอ่านออกเขียนได้ถึงจะดี จะได้ดูแลหนังสือสัญญาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ดีกว่าไปพึ่งพาคนอื่น จะได้ไม่ถูกหลอก!”
จ้าวซื่อพยักหน้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “นั่นน่ะสิ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น พวกเราไม่ได้หวังให้ลูกสอบได้เป็นขุนนาง ขอเพียงให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้ ไม่เป็นคนโง่เขลาก็พอ แต่ข้ากลัวว่าฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงจะตัดใจทิ้งร้านเม่าไช่ไม่ได้ ร้านนั้นยุ่งมาก ตอนนี้ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้…”
เฉาซื่อกล่าว “เช่นนั้นก็จ้างคนงานสิ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ อะไรที่แก้ไขได้ก็อย่ากังวลเกินไป หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ซื้อบ่าวไพร่มาเลย! ร้านเม่าไช่ของเด็กๆ ต้องขยายสาขาในอนาคตอยู่แล้ว พวกเขามีความทะเยอทะยาน ไม่ว่าจะจ้างคนงานหรือซื้อบ่าวไพร่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
ตอนนี้มีเงิน มีที่ดิน แถมท้องลูกอีกคน เฉาซื่อจึงรู้สึกว่าตัวเองนั้นมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ประกอบกับการที่ได้อยู่กับครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงเป็นเวลานาน นางอยู่ที่ตัวอำเภอมาระยะหนึ่งแล้ว ได้ไปไหนมาไหนกับเฉาเหลียนเอ๋อร์เพื่อดูแลกิจการ ทำให้นางมีสายตากว้างไกลขึ้น ไม่ใช่สตรีที่มองเห็นเพียงแค่เรื่องเล็ก ๆ ตรงหน้าอย่างเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว
“น้องสะใภ้พูดถูก ข้าคิดไม่ถึงเอง” ร้านเม่าไช่ขายดีเพียงใด เฉาซื่อได้เห็นด้วยตาตัวเอง อีกทั้งรายได้ในแต่ละวัน นางก็รู้อย่างชัดเจน
หากเป็นเช่นในอดีต นางคงไม่กล้าแม้แต่จะฝัน ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่งครอบครัวของนางจะมีเงินทอง ถึงขั้นซื้อบ่าวไพร่และจ้างคนงานได้!
อวิ๋นโส่วกวงเล่าเรื่องที่ขายผ้าต่วนให้นางฟัง นางจึงรู้ว่าครอบครัวนางได้ซื้อที่ดินเพิ่ม ตอนนี้พวกเขายังจ้างคนงานมาช่วยทำไร่ไถนาอีกสองคน แถมสามีของนางยังซื้อรถลากมาอีกคัน!
พี่สะใภ้น้องสะใภ้คุยกันอีกสักพัก เฉาซื่อก็ขอตัวกลับก่อน เพราะจ้าวซื่อต้องพักผ่อน การพูดคุยมากเกินไปคงไม่ดีต่อสุขภาพ นางเดินออกมาจากห้องของจ้าวซื่อ กำลังจะไปที่ห้องโถง แต่ชุนเหมยก็รีบเดินมาขวางไว้
“ฮูหยินสาม ถังสุ่ยมาเจ้าค่ะ กำลังคุยกับคุณหนูรองอยู่ที่ห้องโถงเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเฉาซื่อก็เป็นประกายทันที ชุนเหมยคงจะเตือนนางว่าอย่าส่งเสียงดัง เดี๋ยวจะทำให้คนในห้องโถงตกใจ
นางกล่าวขอบคุณชุนเหมยด้วยแววตาซาบซึ้ง แล้วเดินไปที่ห้องโถงอย่างเงียบเชียบ คิดจะไปแอบฟังที่หลังฉากกั้น
ทว่าถังสุ่ยเป็นนายพราน ล่าสัตว์มาตั้งแต่เด็ก หูจึงไวเป็นพิเศษ เขารีบลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ไม่กล้าแม้แต่จะมองเฉาเหลียนเอ๋อร์ เพียงวางกระต่ายป่าและไก่ป่าสามตัวลงบนพื้น ก่อนจะเอ่ยลา “ไก่ป่าเอาไว้ให้แม่เจ้ากับป้าจ้าวบำรุงร่างกาย ส่วนกระต่ายป่าเอาไว้ให้พวกเจ้าลองชิมดู ข้า… ข้ากลับก่อนนะ”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางประหม่า เมื่อได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกกระวนกระวาย รีบวิ่งตามออกไปพร้อมร้องเรียกถังสุ่ย “พี่ถังสุ่ย… ท่าน… ตอนเที่ยงมากินข้าวที่นี่สิ”
ถังสุ่ยโบกมือปฏิเสธทันที “ไม่ดีกว่า ข้ายัง…”
เฉาซื่อรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะหลบซ่อน จึงรีบเดินออกมาทักทาย “ถังสุ่ย เด็กคนนี้ เกรงใจอะไรกันนักหนา ถ้าเจ้าเกรงใจเช่นนี้ พวกเราก็จะเกรงใจเจ้าเช่นกัน ไก่ป่ากับกระต่ายพวกนี้ จะให้ข้าจ่ายเงินให้เจ้า หรือเจ้าจะยกกลับไปเล่า!”
“ท่านป้า… ข้า…” ถังสุ่ยเป็นคนพูดไม่เก่ง พอเฉาซื่อพูดเช่นนี้ เขาก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก
เฉาซื่อยิ้มพลางเดินเข้าไปหา “เด็กคนนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เจ้าเคยช่วยเหลือพี่รองของพวกเรา แล้วยังเคยช่วยเหลียนเอ๋อร์ ป้าเองก็ยังไม่ได้ขอบคุณเจ้าอย่างจริงจัง ครั้งนั้นเจ้ามาแล้วก็ไม่ยอมอยู่ต่อ รีบร้อนจากไป ครั้งนี้ป้าจะบอกเอาไว้ตรงนี้เลย หากมื้อเที่ยงเจ้าไม่มา ป้าโกรธจริงๆ แน่”
ถังสุ่ยแอบมองเฉาเหลียนเอ๋อร์ สายตาของทั้งสองคนสบประสานกัน เฉาเหลียนเอ๋อร์รีบหันหน้าหนี ใบหูแดงก่ำขึ้นมาทันใด หัวใจของถังสุ่ยสั่นไหวไม่อาจควบคุม
“ขอรับท่านป้า มื้อเที่ยงข้าจะมา”
เฉาซื่อยิ้ม “แบบนี้สิ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรา หรือบ้านลุงใหญ่ ลุงรอง ต่างก็เห็นเจ้าเป็นลูกเป็นหลานในบ้าน เจ้าเองก็อย่าได้เกรงใจพวกเราเลย ไปเถิด อย่ามัวเสียเวลากับเรื่องนี้เลย”
“ขอรับ” ถังสุ่ยเกาหัวอย่างเขินอาย ไม่กล้าแม้แต่จะมองเฉาเหลียนเอ๋อร์ รีบร้อนจากไป
เฉาซื่อมองตามร่างสูงใหญ่กำยำของถังสุ่ย ในใจรู้สึกยินดีปนกังวล ในฐานะมารดา นางย่อมดูออกว่าถังสุ่ยและเหลียนเอ๋อร์ต่างมีใจให้กัน แต่นางเคยลองถามเหลียนเอ๋อร์อยู่หลายครั้ง เด็กคนนี้แม้จะชอบถังสุ่ย แต่ก็คิดว่าตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียงไปแล้ว ไม่คู่ควรกับถังสุ่ย
นางเองก็กังวล แม้ถังสุ่ยจะไม่มีบิดามารดา แต่เขายังมีปู่ หากปู่ของถังสุ่ยไม่เห็นด้วย แล้วเหลียนเอ๋อร์… จะทำอย่างไรดี… ถังสุ่ยเป็นเด็กดี แล้วยังเคยช่วยชีวิตเหลียนเอ๋อร์… นางเองก็ชอบถังสุ่ยอยู่ไม่น้อย
ไม่ได้การ ครั้งหน้าตอนที่พ่อของเหลียนเอ๋อร์มาที่อำเภอ นางต้องปรึกษาเรื่องนี้กับเขาให้ดีเสียแล้ว
เฉาเหลียนเอ๋อร์รอจนมองไม่เห็นเงาหลังของถังสุ่ย จึงเดินกลับเข้าไปในเรือน เฉาซื่อถามขึ้นว่า “ร้านอวิ๋นหรงของเราจะขายเสื้อผ้าบุรุษด้วยใช่หรือไม่?”
เฉาเหลียนเอ๋อร์พยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ”
เฉาซื่อกล่าวว่า “งั้นเจ้าหยิบสมุดภาพมาให้แม่หน่อย แม่จะเลือกให้พ่อเจ้าสักชุด แล้วก็เลือกให้ถังสุ่ยอีกชุด ถังสุ่ยช่วยเจ้าเอาไว้ พวกเรายังไม่ได้ขอบคุณเขาอย่างจริงจังเลย”
พวงแก้มของเฉาเหลียนเอ๋อร์ยังไม่ทันหายแดง พอได้ยินมารดาพูดเช่นนี้ ใบหน้าของนางก็ยิ่งแดงก่ำ หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “มีเจ้าค่ะ ข้าเตรียมไว้หมดแล้ว ไม่ใช่แค่ของท่านพ่อ แต่ยังมีของท่านลุงใหญ่ ท่านลุงรอง และฉี่ชิ่ง ฉี่เสียง… ของพี่ถังสุ่ยก็มีเจ้าค่ะ”
เมื่อเฉาซื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ่งดีใจ “ลูกสาวข้าช่างรอบคอบจริงๆ แม่ว่าร้านเราเตรียมพร้อมเสร็จเกือบหมดแล้ว ควรจะเปิดร้านได้แล้วกระมัง”
เฉาเหลียนเอ๋อร์กล่าว “ข้าว่าจะกลับไปที่หมู่บ้านไหวซู่สักหน่อย ไปถามความเห็นของเจียวเอ๋อร์เจ้าค่ะ”
เฉาซื่อ “ได้ กินข้าวเที่ยงเสร็จก็ให้คนไปจ้างรถม้า แล้วให้ถังสุ่ยไปส่งเจ้า แม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
ให้ถังสุ่ยไปส่งนาง?
“แต่ท่านแม่ พี่ถังสุ่ยยังมีธุระของเขา” เฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นหัวใจก็เต้นรัว นางเองก็อยากให้เขาไปส่ง แต่เกรงว่าชื่อเสียงของตัวเองจะทำให้ถังสุ่ยพลอยแปดเปื้อนไปด้วย
“เหลียนเอ๋อร์… เหลียนเอ๋อร์… ภรรยาข้า ข้าหาเจ้าเจอแล้ว!”
ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก สีหน้าของเฉาเหลียนเอ๋อร์และเฉาซื่อก็เปลี่ยนไปทันที!