ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 236 ทิ้งร่องรอย
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 236 ทิ้งร่องรอย
“เหลียนเอ๋อร์…”
รอจนคนด้านนอกออกไปหมดแล้ว ฟางซื่อจึงช่วยพยุงเฉาซื่อลงมา
เฉาซื่อโผเข้าไปกอดเฉาเหลียนเอ๋อร์ พลางร้องไห้โฮ “ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่ พ่อกับแม่ไม่ดีเอง ปกป้องเจ้าไม่ได้…”
ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจ พอคิดว่าลูกสาวที่แสนดีของนาง กลับต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะฝีมือของย่ากับอาหญิงแท้ๆ เช่นนี้ ตอนนี้แม้แต่จะหาคู่ครองก็ยังลำบาก ไม่ว่าทำอะไรคนอื่นก็คอยแต่จะซุบซิบนินทาลับหลัง เฉาซื่อก็แทบใจสลาย
นางเห็นภาพที่เจียวเอ๋อร์กับเหลียนเอ๋อร์รั้งให้ถังสุ่ยอยู่กินข้าวด้วยกัน ถังสุ่ยเด็กคนนั้นกลับปฏิเสธอย่างไรก็ไม่ยอมอยู่ต่อ คงจะยังคงรังเกียจเรื่องที่เถาซื่อขังเหลียนเอ๋อร์ไว้ในห้องกับเจียงเทียนเป่าเป็นแน่
เฉาซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิด น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย
เฉาเหลียนเอ๋อร์เห็นมารดาร้องไห้เช่นนั้นก็ตกใจ รีบปลอบโยน “ท่านแม่ ท่านยังท้องอยู่ ไม่ควรร้องไห้นะเจ้าคะ” ข้าไม่เป็นไรเสียหน่อย นี่ไงมีเจียวเอ๋อร์กับท่านป๋อปกป้องข้า ท่านไม่เห็นหรือว่าซิ่วไฉที่รังแกข้าโดนปลดจากตำแหน่งไปแล้ว ลูกสาวคนนี้ของแม่ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เห็นต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
เฉาเหลียนเอ๋อร์มีจิตใจเข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่อวิ๋นเจียวดีใจที่ได้เห็น นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเฉาเหลียนเอ๋อร์เป็นคนที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองแล้ว
อวิ๋นเจียวจึงทำตัวออดอ้อนฟางซื่อ “ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว เข้าไปนึ่งเกี๊ยวให้ข้ากินนะเจ้าคะ”
คำพูดของอวิ๋นเจียวทำให้เฉาซื่อรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาพลางเอ่ยขอโทษ “ดูข้าสิ ไม่ได้ดูเวลาเลย นี่มันเลยเที่ยงมานานแล้ว เจียวเอ๋อร์อยากกินอะไร อาสามจะทำให้กินเอง!”
ฟางซื่อกล่าวพลางหัวเราะ “เจ้าไม่ต้องลำบากหรอก พักผ่อนเถิด รอให้เดือนนี้ผ่านไปก่อน เดี๋ยวลูกในท้องก็แข็งแรงดีแล้ว ค่อยทำก็ได้ เช้านี้พวกเราห่อเกี๊ยวมาจากบ้านกันแล้ว ให้ชุนเหมยไปนึ่งก็พอ”
พูดจบ พี่สะใภ้น้องสะใภ้ก็พาเด็กๆ เข้าไปในร้าน
ถึงตอนนี้แม้จะมีคนที่เดินผ่านไปมา มองเข้ามาในร้านอวิ๋นหรงแล้วซุบซิบนินทาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า แต่อวิ๋นเจียวกับเฉาเหลียนเอ๋อร์ต่างก็ไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยให้พวกเขาพูดไป
ไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นเจียวหรือฟางซื่อ พอเห็นเฉาเหลียนเอ๋อร์ที่ทำใจได้อย่างสงบนิ่ง ต่างก็รู้สึกโล่งใจ
ระหว่างรอชุนเหมยนึ่งเกี๊ยว ฟางซื่อกับอวิ๋นเจียวก็พากันไปเยี่ยมจ้าวซื่อ
จ้าวซื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอกก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ฟางซื่อจึงเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลไปหรอก ท่านป๋อให้เงินพวกคนว่างงานไปสั่งสอนเจียงเทียนเป่าจนหนีเตลิดไปแล้ว ต่อไปนี้คงไม่กล้ามาที่นี่อีก”
“ส่วนซิ่วไฉที่พูดเข้าข้างเจียงเทียนเป่าก็ถูกท่านผู้ตรวจการสั่งปลดจากตำแหน่งไปแล้ว พวกบัณฑิตที่ไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ชอบร่วมวงคอยยุแยงผู้อื่น ก็ถูกตัดสิทธิ์การสอบทุกคน”
จ้าวซื่อแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เจียงเทียนเป่าก็ช่างเถอะ แต่ไฉนซิ่วไฉผู้นั้นถึงถูกปลดจากตำแหน่ง แถมพวกบัณฑิตเหล่านั้นยังถูกตัดสิทธิ์การสอบเคอจวี่ครั้งนี้ด้วยเล่า!
พอเห็นท่าทางของจ้าวซื่อ อวิ๋นเจียวก็รู้ทันทีว่านางรู้สึกว่าผลลัพธ์เช่นนี้รุนแรงเกินไป
อวิ๋นเจียวจึงพูดขึ้นว่า “ท่านป้าใหญ่ ซิ่วไฉเฒ่าผู้นั้นอาศัยว่าตนมีตำแหน่งซิ่วไฉ ก็พูดปาวๆ ว่าจะจับพี่รองถ่วงน้ำ บอกว่าจะรักษาธรรมเนียมอันดีงามของอำเภอจิ่วจิ้น แค่เพราะฟังคำพูดลอยๆ เขาก็ปักใจว่าพี่รองไม่มีคุณธรรม พยายามจะบีบบังคับให้พี่รองตาย ซิ่วไฉแบบนี้ ข้าว่าปลดจากตำแหน่งยังน้อยไป”
“ตาเฒ่านั่น ช่าง… ปลดได้ดี ปลดไปก็ถือว่าทำถูกต้องแล้ว! แต่เจียงเทียนเป่า ตอนนี้กลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว หากเขากลับมาหาเรื่องอีกเล่า?” จ้าวซื่อได้ยินอวิ๋นเจียวพูดเช่นนั้น ความสงสารที่มีอยู่ในใจก็มลายหายไปในทันที
แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังคงเป็นกังวลว่าเจียงเทียนเป่าจะกลับมาหาเรื่อง เพราะอย่างไรเสียคนตัวเปล่าอย่างเขาก็ไม่มีอะไรต้องเกรงกลัวทั้งนั้น
อวิ๋นเจียวพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก “ถ้าเขากลับมาอีก ก็ไล่ตะเพิดออกไปก็สิ้นเรื่อง คนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องพูดจาดีๆ ด้วย”
“ส่วนพวกบัณฑิตนั่นก็เหมือนกัน แต่ละคนมีความรู้อยู่แค่หยิบมือ แต่กลับกล้าทำตัวโอหัง คิดว่าตัวเองถูกไปเสียหมด ไม่ฟังคำพูดของคนอื่น ครั้งนี้ตัดสิทธิ์สอบของพวกเขา ก็ถือเป็นบทเรียน มิเช่นนั้น หากคนแบบนั้นได้เป็นขุนนาง ก็คงเป็นภัยพิบัติของชาวบ้านเป็นแน่”
ฟางซื่อกล่าวเสริม “เจียวเอ๋อร์พูดถูก คนแบบนี้ พวกเราไม่จำเป็นต้องเกรงใจ”
เฉาซื่อกับเฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าเห็นด้วย ม้าดีมักจะถูกคนขี่ คนดีมักจะถูกคนอื่นรังแก ต่อไปนี้ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องใดก็ไม่ควรร้อนรน ต้องตั้งสติให้มั่นคงก่อน จากนั้นค่อยจัดการกับคนที่มาหาเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเกรงใจพวกเขา
“เจียวเอ๋อร์ ขอบใจเจ้ามาก” เฉาเหลียนเอ๋อร์กล่าวขอบคุณจากใจจริง แม้ญาติผู้น้องคนนี้จะอายุน้อยกว่านางเจ็ดแปดปี แต่นางมิอาจเทียบความรู้และประสบการณ์ของอวิ๋นเจียวได้เลย แม้แต่การรับมือกับปัญหา นางก็ยังด้อยกว่ามาก
ญาติผู้น้องคนนี้มอบโอกาสให้นางฝึกฝน และสอนสิ่งต่างๆ ให้มากมายโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่เหมือนแต่ก่อนที่พอเจอเรื่องใหญ่โตก็รู้สึกราวกับฟ้าถล่ม คิดอะไรไม่ออก นอกจากหนีแล้วก็มีแต่ความตาย
ฟางซื่อกล่าวตำหนิเฉาเหลียนเอ๋อร์พลางหัวเราะ “ดูเจ้าสิ เป็นพี่น้องกันแท้ๆ จะเกรงใจอะไรกัน?”
เฉาซื่อรีบพูด “พี่สะใภ้รอง นี่เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เหลียนเอ๋อร์ ข้ากับพ่อของนางต่างสำนึกในบุญคุณของเจียวเอ๋อร์”
อวิ๋นเจียวแสร้งทำท่าทางโกรธ “อาสะใภ้ พี่รอง หากพวกท่านยังเป็นเช่นนี้อีก ต่อไปข้าไม่มาที่อำเภอแล้ว มาทีไรก็ขอบคุณกันไม่หยุด ข้าต้องคารวะกลับอีก ข้าเป็นเด็กตัวเล็กๆ เหนื่อยมากไม่ไหวนะเจ้าคะ!”
คำพูดของอวิ๋นเจียวทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา
ฟางซื่อชี้ไปที่อวิ๋นเจียวพลางพูดว่า ‘เจ้าลิงน้อย’ อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นก็ยิ่งทำท่าทางล้อเลียน แล้วซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของฟางซื่อ
ทันใดนั้นชุนเหมยก็ยกเกี๊ยวกับน้ำแกงไก่เข้ามาพอดี “ฮูหยินเจ้าคะ อาหารเที่ยงพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
ฟางซื่อกับคนอื่นๆ จึงลุกขึ้นลาจ้าวซื่อ บอกให้นางพักผ่อนหลังอาหารเที่ยง
อาหารเที่ยงนอกจากจะมีเกี๊ยวที่ฟางซื่อทำแล้ว ชุนเหมยกับช่างปักผ้ายังทำอาหารง่ายๆ อีกสองสามอย่าง ดูแล้วอลังการไม่น้อย อวิ๋นเจียวกินไปมากทีเดียว
หลังอาหารเที่ยง นางก็นอนกลางวันตามปกติ พักผ่อนไปครู่หนึ่งก็ตื่นขึ้นมายืดเส้นยืดสาย จากนั้นก็ปรึกษากับเฉาเหลียนเอ๋อร์เรื่องการเปิดร้าน
“…เสื้อผ้าเตรียมพร้อมหมดแล้ว เครื่องประดับอื่นๆ ก็เตรียมไว้หมดแล้ว ส่วนสมุดภาพก็เรียบร้อยดี”
อวิ๋นเจียวจิบชาหอมกรุ่น พลางฟังอย่างตั้งใจ และเปิดดูสมุดภาพไปด้วย
สมุดภาพทำออกมาได้สวยงาม ภาพวาดก็งดงามมาก คงจะจ้างช่างวาดภาพฝีมือดีมาทำให้เป็นแน่ แต่พอเห็นราคาที่ติดไว้… อวิ๋นเจียวรู้สึกว่ามันต่ำไปหน่อย
“พี่หญิงรอง ขึ้นราคาอีกเท่าตัวเถิดเจ้าค่ะ”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ตกใจ “เจียวเอ๋อร์ ราคาของพวกเราก็ไม่ถูกแล้วนะ ข้าไปดูร้านขายชุดสำเร็จรูปทุกที่แล้ว รูปแบบของร้านเราสวยงามกว่า ดังนั้นจึงเพิ่มราคาจากร้านอื่นๆ อีกหนึ่งส่วน”
“อีกอย่างเสื้อผ้าไม่เหมือนสูตรเม่าไช่ สูตรเม่าไช่เลียนแบบไม่ได้ แต่เสื้อผ้าเพียงแค่ซื้อไปแกะแบบก็สามารถทำตามได้แล้ว”
อวิ๋นเจียวมองเฉาเหลียนเอ๋อร์ด้วยความชื่นชม นางสามารถคิดเรื่องนี้ได้ แสดงว่าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในอำเภออย่างเปล่าประโยชน์
“พี่หญิงรอง ท่านพูดถูก พวกเราใช้รูปแบบเป็นจุดขาย ดังนั้นก็ตั้งราคาสูงๆ ไปเลย เอาแบบหรูหรา เสื้อผ้าแต่ละแบบของเราผลิตจำนวนจำกัด ทำแค่ไหนก็ขายแค่นั้น หมดแล้วก็ไม่ทำอีก ไม่ต้องกลัวคนอื่นเลียนแบบ”
“ดังนั้น พวกเราต้องใส่ใจกับรูปแบบให้มาก ไม่ใช่แค่ข้าที่ต้องออกแบบเสื้อผ้าใหม่ๆ อยู่เสมอ พวกท่านเองก็ต้องคิดด้วยว่า เสื้อผ้าแบบนี้จะทำอย่างไร ปรับเปลี่ยนอย่างไรจึงจะสวยงามยิ่งขึ้น…”